โลกตื่นทำ FTA กระทบวิถีธุรกิจไทย แนะใช้บทเรียนจาก "จีน" วางกรอบเจรจา

รายงาน  ประชาชาติธุรกิจ หน้า 20  วันที่ 22 มีนาคม 2547  ปีที่ 27 ฉบับที่ 3568 (2768)

ระหว่างกล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง "Living with FTAs" ในงานเลี้ยงอาหารกลางวัน ที่จัดโดยสมาคมไทย-ญี่ปุ่น ที่บางกอก คลับ เมื่อวันที่ 17 มีนาคมที่ผ่านมา ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตั้งข้อสังเกตว่า หากพิจารณาจากสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปมากของระบบการค้าโลก ดูเหมือนว่า FTA ได้กลายเป็นวิถีใหม่ของการทำธุรกิจ ซึ่งในทางปฏิบัติเกือบทุกประเทศในโลกกำลังหันมาทำ FTA มากขึ้นเรื่อยๆ

"เป็นเรื่องยากที่จะให้ภาพที่ซับซ้อนของ FTA ที่ทำกันทั่วโลกออกมาได้ชัดเจน ซึ่งสามารถพูดได้ว่า ตอนนี้มี FTA ในทุกที่" แต่ FTA ที่เป็นของจริง คือ สหภาพยุโรป เป็นซูเปอร์ FTA ที่ใหญ่โตมาก

แม้แต่ความหมายของคำว่า FTA ก็เปลี่ยนไปเช่นกัน โดยแต่ก่อนเวลาพูดถึงคำว่า FTA คนจะคิดแค่ว่าเป็นเขตการค้าเสรีธรรมดาๆ ที่เน้นเรื่องการค้าขายสินค้า แต่ปัจจุบัน FTA กลายเป็นคำที่ครอบคลุมกว้างขวางในเกือบทุกเรื่อง ไม่ใช่แค่การค้าขายสินค้าอีกต่อไป

FTA ครอบคลุมกว้างขวาง

ดร.ณรงค์ชัยกล่าวว่า คนที่ให้คำจำกัดความของ FTA ครอบคลุมกว้างที่สุดในเวลานี้คือ ผู้แทนการค้าของสหรัฐ จากเนื้อหาสาระที่เสนอต่อสภา คองเกรสสหรัฐ เพื่อขออนุมัติอำนาจในการเจรจาทำ FTA กับไทย นอกจากจะมีเรื่อง trade in goods เพื่อกำหนดกรอบในเรื่องของขอบเขตของรายการสินค้า อัตราภาษี การเข้าถึงตลาด โดยให้สอด คล้องกับกรอบความตกลงขององค์การการค้าโลก (WTO)

นอกจากนี้ USTR ยังระบุถึงประเด็นอื่นๆ ที่ต้องเจรจาทั้งเรื่องขั้นตอนทางศุลกากร แหล่งกำเนิดสินค้า ความร่วมมือในการบังคับใช้ให้บรรลุผล มาตรการด้านสุขอนามัย อุปสรรคทางการค้า การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา การค้าภาคบริการและการลงทุน อีกทั้งยังมีเรื่องของพาณิชย์อิเล็ก ทรอนิกส์ การจัดซื้อจัดจ้าง ความโปร่งใส การขจัดปัญหาคอร์รัปชั่น และการแก้ไขกฎระเบียบต่างๆ การแข่งขันรายได้จากค้า สิ่งแวดล้อม ประเด็นปัญหาด้านแรงงาน ซึ่งรวมถึงการใช้แรงงานเด็ก

ต่อประเด็นที่ว่าทำไมทุกประเทศทั่วโลกจึงพยายามทำ FTA ดร.ณรงค์ชัยกล่าวว่า อาจเป็นเพราะประเทศต่างๆ ได้เข้ามาร่วมในระบบการค้าโลกมากขึ้นทุกขณะ แม้จีนก็ตัดสินใจเข้าร่วมเป็นสมาชิก WTO ทำให้มีการแข่งขันที่มากขึ้นและซับซ้อนมากขึ้น และประเทศพัฒนาแล้วสนใจที่จะเข้าไปในด้านการค้าบริการให้มากขึ้น

ประเทศพัฒนาแล้วต้องการเห็นการเปิดเสรี มีมาตรฐานสากล ซึ่งกำหนดโดยพวกเขาเอง ไม่ใช่แค่การค้าระหว่างประเทศอีกต่อไป การตัดสินใจของประเทศพัฒนาแล้ว ที่จะเอาประเด็น Singapore Issue มาเจรจาก่อนประเด็นสินค้าเกษตร เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้การเจรจาที่แคนคูนล้มเหลว

FTA กลยุทธ์เพิ่มขีดแข่งขัน

ดร.ณรงค์ชัยอธิบายเหตุผลที่ว่า ทำไมหลายประเทศจึงไม่สามารถรอคอย WTO ได้อีกต่อไป และหันมาทำข้อตกลง FTA กันอย่างแพร่หลาย

"แม้แต่ในกรอบของ AFTA เอง เมื่อบางประเทศไม่พอใจต่อความคืบหน้าของข้อตกลงนี้ อย่างเช่นสิงคโปร์ที่ต้องการขยายขอบเขตของความต้องการให้ครอบคลุมเรื่องของการค้าบริการด้วย จึงไปทำข้อตกลง FTA ตามลำพังกับญี่ปุ่น จากนั้นไทยก็ที่จะเดินตามรอยของสิงคโปร์ จนทำให้มีข้อตกลงเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก หรือแม้กระทั่งประเทศที่สนับ สนุนระบบการค้าพหุภาคีมาตลอด อย่างสหรัฐ และญี่ปุ่น ก็ยังต้องตัดสินใจเดินหน้าด้วย FTA ทั้งสิ้น"

ดร.ณรงค์ชัยกล่าวว่า FTA มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยอย่างน้อย 2 ประการ คือ ประการแรก เป็นกลยุทธ์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการค้า รัฐบาลคิดว่าวิธีการที่จะเพิ่มขีดความสามารถนั้นต้องสร้าง cluster ของอุตสาหกรรมขึ้นมาก่อน จากนั้นจึงเปิดทางให้ทำการค้าระหว่างประเทศ แต่ในแง่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการลงทุน หลายฝ่ายมองว่า การลงทุนในไทยไม่ใช่แค่การลงทุนในประเทศ แต่ต้องปูทางออกไปนอกประเทศไทย ดังนั้น FTA จึงถูกใช้เป็นกลยุทธ์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในประเทศ และเป็นฐานที่ก้าวกระโดดเข้าสู่ประเทศที่อยู่ใกล้เคียง อาทิ จีน กัมพูชา ลาว พม่า เป็นต้น

ปัจจุบันไทยเจรจาทำข้อตกลง FTA กับ 8 ประเทศ และกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจอีก 2 กลุ่ม จากจุดเริ่มของการทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน เมื่อปี 2536 ปัจจุบันไทยได้ลงนามกรอบความตกลงแล้ว 4 ประเทศ ได้แก่ จีน บาห์เรน อินเดีย และเปรู ส่วนการเจรจากับออสเตรเลียเสร็จสิ้นลงแล้ว และคาดว่าจะมีการลงนามประมาณกลางปีนี้ ขณะที่อยู่ในขั้นตอนของการเริ่มเจรจา 3 ประเทศ กับ 1 กลุ่มเศรษฐกิจ คือ สหรัฐ ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ และกลุ่ม BIMST-EC

ใช้ "จีน" เป็นบทเรียนทำ FTA

"ไทยต้องหันมามองถึงความเป็นจริงมากขึ้น ที่ผ่านมาการทำ FTA ระหว่างประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนาเป็นเรื่องยาก แต่การทำ FTA กับประเทศกำลังพัฒนาด้วยกันเกิดขึ้นได้ง่าย อย่างเช่นที่ไทยทำ FTA กับจีน โดยเป็นในลักษณะของตกลงกันก่อน แล้วค่อยมาเจรจากันทีหลัง อย่างไรก็ตาม การทำ FTA ในลักษณะนี้กับจีนได้ให้บทเรียนที่มีค่ากับประเทศไทย ข้อตกลง early harvest ซึ่งมีผลอย่างเป็นทางการเมื่อ 1 มกราคม 2547 ได้ทางให้สินค้าเกษตรทะลักเข้ามาอยู่ในประเทศเป็นจำนวนมาก" ดร.ณรงค์ชัยกล่าว

แม้แต่ FTA ที่ทำกับอินเดีย ก็มีบทเรียนเช่นกัน แม้ว่าไทยและอินเดียจะตกลงที่จะเริ่มลดภาษีในสินค้า 84 รายการก่อน ตั้งแต่ 1 มีนาคมที่ผ่านมา แต่ก็ต้องเลื่อนออกไปเป็นเดือนกรกฎาคม 2547 เพราะอินเดียระบุว่า สินค้าบางชนิดควรจะใช้วัตถุดิบในประเทศ 100% เช่นเดียวกับการทำ FTA กับออสเตรเลีย โดยเฉพาะในกลุ่มสิ่งทอและเสื้อผ้า

หรืออย่างกรณี FTA ที่จะทำกับญี่ปุ่น ก็มีปัญหาในระยะแรกๆ เพราะญี่ปุ่นมีจุดยืนที่ชัดว่าจะเจรจาในประเด็นใดได้บ้าง และไม่เจรจาในประเด็นใด หรือ FTA กับสหรัฐ ก็พบว่ามีเงื่อนไขตามมาเป็นจำนวนมาก ทั้งเรื่องของการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา พิธีการทางด้านศุลกากร อีกทั้งไทยยังมีปัญหาการค้ามากมายกับสหรัฐ โดยเฉพาะเรื่องกุ้งแช่แข็ง แต่หากมองในแง่ดี การทำ FTA ก็เป็นโอกาสที่ทำให้ไทยมีการยกระดับมาตรฐานศุลกากร และปรับปรุงมาตรฐานต่างๆ ให้มีความโปร่งใส มากยิ่งขึ้น

แนะเตรียมตัวรับวิถีใหม่

ดร.ณรงค์ชัยเสนอแนะว่า ในเมื่อ FTA ได้กลายมาเป็นวิถีใหม่ที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ สิ่งที่ไทยต้องดำเนินการต่อไปคือ จะต้องบริหารจัดการเรื่อง FTA อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะการกำหนดประเด็นที่จะเจรจา จะต้องจัดกระบวนการที่เกี่ยว ข้องกับ FTA ให้ชัดเจน ไม่ซ้ำซ้อน กำหนดผู้แทนเจรจาที่ชัดเจนของแต่ละประเทศที่จะไปทำ FTA

ส่วนรัฐบาลจะต้องร่วมมือและมีการสื่อสารกับกลุ่มธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำรอยดังที่เกิดขึ้นกับกรณีการทำ FTA กับจีน อีกทั้งไทยจะต้องมีความพร้อมกับผลของข้อตกลง FTA และหาแนวทางแก้ไขผลกระทบหลังจากการทำ FTA ในแต่ละข้อตกลงด้วย และท้ายที่สุดทุกข้อตกลงมักจะมีความเสี่ยง ดังนั้น นักธุรกิจไทยก็ต้องพร้อมเผชิญกับมันเช่นกัน

ประชาชาติธุรกิจ หน้า 20

 

กลับหน้าแรก