|
จ้างแรงงานนักศึกษา
ระวังเตะหมูเข้าปากหมา
บัณฑิต แป้นวิเศษ / ฝ่ายแรงงานหญิง มูลนิธิเพื่อนหญิง กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 23 มีนาคม 2547 ปัจจุบันความต้องการของบริษัทภาคเอกชน ที่มียุทธศาสตร์การแข่งขัน และใช้รูปแบบการจ้างงานที่มีความหลากหลาย ซึ่งเป็นปัจจัยเอื้อ ต่อการลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มกำไรสูงสุด วิธีที่จะทำได้สะดวกมากขึ้นก็คือ การผลักดันให้เป็นนโยบายรัฐ เพื่อสนับสนุนการจ้างงาน ในภาคที่ไม่เป็นทางการ ให้เป็นทางการมากขึ้น การที่นายจักรภพ เพ็ญแข โฆษกรัฐบาลออกมาแถลงผลการหารือระหว่างนายกฯ ทักษิณกับภาคเอกชน 50 แห่ง เกี่ยวกับบทบาทของภาคเอกชนในการสนับสนุนการจ้างงานนักศึกษา-นักเรียน ช่วงปิดเทอมเพื่อเป็นการหารายได้ เพิ่มประสบการณ์การทำงาน และลดปัญหาสังคมนั้น เป็นที่น่าสังเกตว่าตลอดช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา กระแสการตอบรับของบริษัทฯ ต่างๆ มีตำแหน่งงานรองรับไม่ต่ำกว่า 40,000 ตำแหน่ง ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ขบวนนายจ้างมิได้ประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ หรือไม่มีออเดอร์เข้าตามที่เคยเป็นข่าว และอ้างว่าจะต้องมีการเลิกจ้างแรงงานในระบบอย่างต่อเนื่อง การใช้การจ้างงานนักเรียน-นักศึกษาในช่วงปิดเทอมหรือเปิดเทอมในงานต่อเนื่อง อาจเป็นเหตุผลของรัฐบาลที่มองในมิติความหวังดีที่อยากให้เด็กมีรายได้ มีประสบการณ์การทำงาน หรือต้องการเบนกระแสเวลาของวัยรุ่นให้หมดไปในช่วงปิดเทอมเท่านั้น หรือถ้าจะมองอีกนัยหนึ่งที่เลวร้ายและอาจจะไม่ยุติธรรมสำหรับรัฐบาลชุดนี้ที่มีความคิดแบบทุนเสรีนิยมทุกรูปแบบก็คือ ทุกอย่างเป็นการค้าการขาย เรื่องที่น่าเป็นห่วงต่อการที่รัฐบาลออกมาพูดว่า "งานต้องห้าม รวมทั้งข้อกฎหมายต่างๆ ซึ่งเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ยังมีปัญหาเรื่องการสมัครงานกับภาคเอกชน ซึ่งจะแบ่งประเภทงานอีกครั้ง เบื้องต้นถ้าเป็นงานที่เด็กแสดงความจำนงต้องการจะทำ จะถือว่าไม่เข้าข่ายกฎหมายห้ามบังคับทำงาน" ทั้งนี้ ถ้าตีความตามคำพูดก็หมายถึงว่า "นายจ้างสามารถจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ทำงานได้ ถ้าเด็กสมัครใจ" หรือเงื่อนไข 3 ข้อที่ภาคเอกชนเรียกร้องต่อรัฐบาลให้ดำเนินการคือ 1.ให้รัฐบาลจัดทำแผนปีเพื่อรัฐบาลจะได้จัดโครงการจ้างงานนักเรียน-นักศึกษาในช่วงใดบ้าง ทั้งนี้ เอกชนจะได้วางแผนรองรับไว้ล่วงหน้า 2.เอกชนเสนอให้มีการบังคับไว้ในหลักสูตรให้นักเรียน-นักศึกษาต้องทำงาน (รัฐบาลยืนยันว่าไม่บังคับ แต่จะเป็นการจัดหลักสูตรเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าทำงานแทน) 3.ขอให้รัฐบาลใช้กลไกที่มีในการประชาสัมพันธ์ ให้เด็กไม่รังเกียจงาน เช่น งานทำความสะอาด และงานช่วยเหลือสังคม ความรู้สึกเป็นห่วงในการเปิดช่องการจ้างงานในลักษณะนี้ ต่อกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเด็กโตนั้น ไม่จำเพาะแต่เรื่องคุณภาพชีวิต การพัฒนาการ และความคาดหวังของผู้ปกครองที่มีต่อเด็ก หากรวมไปถึงสุขภาพ และความปลอดภัย ที่จะเกิดกับเนื้อตัวร่างกายของเด็ก ข้อร้องขอ 3 ข้อของกลุ่มนายจ้างภาคเอกชนที่มีต่อรัฐบาลนั้น มองได้ชัดเจนว่า ยุทธศาสตร์ใหม่ของการจ้างงานแบบไม่มั่นคง ได้คืบคลานเข้าสู่อนาคตของชาติอย่างแยบยล และดูราวกับว่า จะเป็นภาพของความหวังดีในมิติใหม่ ทว่า กรณีตัวอย่างเมื่อ 11 ปีที่ผ่านมา หากยังพอระลึกได้ในเหตุการณ์ไฟไหม้โรงงานเคเดอร์ ที่คร่าชีวิตคนงานไปถึง 188 คน และกลุ่มหนึ่งในจำนวนคนงานที่เสียชีวิตเป็นนักเรียน-นักศึกษา ที่ปิดเทอมย่านนครปฐมที่นายจ้างรับมาเป็นคันรถ สุดท้ายต้องมาตายอันเนื่องมาจากความไม่ปลอดภัยของสถานประกอบการที่เห็นแก่ตัว หรือกรณีที่นักศึกษาทำงานพาร์ทไทม์เป็นพนักเชียร์แขกตามผับหรือตามร้านจำหน่ายเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ล้วนแต่เคยถูกละเมิดในเนื้อตัวร่างกายจนส่งผลต่ออนาคตของเด็ก เป็นต้น ฉะนั้น ประเด็นที่รัฐบาลจะต้องพิจารณาควบคู่กับการจัดทำแผนระยะยาว เพื่อรองรับการจ้างงานอนาคตของชาติให้มีความมั่นคงปลอดภัยในชีวิต ผมขอเสนอแนวทางดังนี้ 1.รัฐบาลจะต้องเร่งตรวจสภาพสถานประกอบการในเขตพื้นที่การจ้างงานที่จะรับนักเรียน-นักศึกษาเข้าทำงาน และต้องมีเอกสารการรับรองการตรวจสภาพสถานประกอบการนั้นๆ ติดไว้ในบอร์ดการรับสมัครด้วย 2. มาตรการในการตรวจสอบความปลอดภัยในสถานประกอบการ รัฐบาลจะต้องเชิญสหพันธ์นิสิตนักศึกษาหรือองค์การนักเรียน-นักศึกษาสถาบันต่างๆ เข้ามีส่วนร่วมในการตรวจสอบมาตรการดังกล่าว 3. รัฐบาลโดยกระทรวงแรงงานจะต้องยึดหลักการจ้างงานตามกฎหมายแรงงานอย่างเคร่งครัด รวมทั้งการจ่ายค่าจ้างจะต้องใช้อัตราค่าจ้างตามกฎหมาย 4. รัฐบาลจะต้องให้การรับรองและคุ้มครองในด้านสิทธิประโยชน์ทางกฎหมาย เช่น การประกันการประสบอุบัติเหตุจากการทำงาน หรือมีผลสืบเนื่องจากการได้รับสารพิษ ถ้าสืบได้ว่ามาจากการทำงานให้นายจ้าง 5. รัฐบาลต้องกำหนดประเภท ลักษณะงาน ระยะเวลาการทำงาน สภาพแวดล้อมของสถานประกอบการ และการจ้างงานให้ชัดเจน เหมาะสมกับวัยวุฒิ รวมถึงวุฒิภาวะของเด็กที่จะถูกจ้างและที่สำคัญจะต้องเป็นงานที่ไม่กระทบต่อศีลธรรมอันดีของเด็กและเยาวชน รวมทั้งงานที่มีลักษณะหนัก หรือมีชั่วโมงการทำงานยาวนานมากเกินไป 6. รัฐบาลไม่ควรกำหนดหลักสูตรบังคับให้นักเรียน-นักศึกษาต้องทำงาน เพราะจะเป็นการเปลี่ยนสถานภาพของเด็กรวดเร็วเกินไป อีกทั้งเด็กอาจจะตกอยู่ในสภาวะเครียด น่าจะให้เป็นทางเลือกมากกว่าการบังคับ 7. รัฐบาลต้องจัดหาสถานประกอบการสำหรับฝึกทักษะ หรือยกระดับฝีมือ และพัฒนาสมอง โดยเฉพาะงานที่มีลักษณะต่อเนื่องกับการเรียน (ตามนโยบายของท่านนายกฯ ที่ต้องการผลิตแรงงานคุณภาพของชาติในอนาคต) สุดท้ายได้แต่ตั้งความหวังว่า รัฐบาลของคุณทักษิณฯ กระทรวงแรงงาน กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงศึกษาธิการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะช่วยกันค้นคิดศึกษามาตรการรองรับ การจ้างงานกลุ่มเยาวชนปัญญาชน ไม่ให้ตกอยู่ในสภาพการทำงานที่เสียเปรียบ ทั้งทางร่างกายและจิตใจ ซึ่งอาจส่งผลต่อการพัฒนาประเทศในอนาคต อย่าให้ความหวังดีของท่านทั้งหลาย กลายเป็นความโชคร้ายของลูกหลานคนอื่น บทเรียนมีมากมายก่อนจะสายเกินแก้ อย่ามองแค่การลงทุน มองเยาวชนเป็นแค่แรงงาน และไม่อยากให้ความหวังดีของรัฐบาลเป็นการเตะหมูเข้าปากหมา เพราะยุทธศาสตร์นายจ้างเขาชัดเจนอยู่แล้ว ว่าจะจ้างงานนักศึกษามาลดต้นทุนไม่ต้องวุ่นวายในการตอบสนองผลกำไร ถ้ารัฐไม่ใส่ใจเขาก็สบายแฮ
|
| กลับหน้าแรก |