|
สมาคมแบงก์ตั้งบอร์ดรับมือเสรีการเงิน
กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 22 มีนาคม 2547 สมาคมธนาคารไทยตั้งคณะทำงานตัวแทนจาก 4 แบงก์ใหญ่ ศึกษาผลกระทบและปรับตัวรับสถานการณ์แข่งต่างชาติ หลังเปิดเสรีการเงินในอีก 4 ปีข้างหน้า เผยมีไม่ต่ำกว่า 8 ประเทศ สนใจร่วมเปิดเสรีทวิภาคีกับไทย ระบุการเร่งควบกิจการ กดดันให้ต้องลอยแพพนักงานเพิ่มขึ้น ดร.บันลือศักดิ์ ปุสสะรังษี รองผู้จัดการฝ่ายวิจัย ธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยถึงการเปิดเสรีทางการเงินภายหลังจากมีการเปิดเสรีการค้าต่อธนาคารพาณิชย์ไทยว่า ขณะนี้สมาคมธนาคารไทยได้มีการหารือร่วมกันถึงผลกระทบที่ไทยจะต้องได้รับอย่างเลี่ยงไม่ได้ ภายหลังการเปิดเสรีการเงิน โดยมีการจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นเพื่อหาแนวทางการพัฒนาตลาดการเงินในระยะยาวให้มีความแข็งแกร่งมีประสิทธิภาพ สามารถแข่งขันกับต่างชาติได้ ดร.บันลือศักดิ์ กล่าวว่า คณะกรรมการชุดนี้จะมีตัวแทนจากธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกสิกรไทยและธนาคารไทยพาณิชย์ ดร.บรรลือศักดิ์กล่าวว่าในขณะนี้มีประเทศที่มีความสนใจจะเข้ามาเจรจาให้ไทยเปิดเสรีทางการเงิน ขณะนี้มีประมาณ 8 ประเทศกับ 1 กลุ่ม คือ สหรัฐ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย บาห์เรน จีน อินเดีย เปรู นิวซีแลนด์ และกลุ่มเอเชียใต้ที่ได้รวมพม่าเข้ามาด้วย สำหรับประเทศแรกที่ไทยต้องมีการเจรจาด้วย คือ สหรัฐ เนื่องจากที่ผ่านมาสหรัฐ ได้มีการเจรจากับประเทศ ชิลี ออสเตรเลีย และสิงคโปร์แล้ว ซึ่งเงื่อนไขการเจรจานี้สหรัฐ จะใช้ในการเจรจากับไทย คงเป็นเงื่อนไขลักษณะเดียวกับที่ได้เจรจากับสิงคโปร์ "สิ่งที่น่าเป็นห่วงของเงื่อนไขของสหรัฐคือ การที่ธุรกิจการเงินของสหรัฐสามารถให้บริการทางการเงินได้หมดในประเทศที่ได้มีการเซ็นสัญญากัน ดังนั้นแบงก์ต้องปรับตัวเพิ่ม ความสามารถในการให้บริการอย่างครบวงจร ทั้งเรื่องการเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน การแลกเปลี่ยนเงินตรา"ดร.บันลือศักดิ์กล่าว ดร.บันลือศักดิ์ กล่าวต่อว่า ผลกระทบดังกล่าวสอดคล้องกับแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (มาสเตอร์ แพลน) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ต้องการให้ระบบสถาบันการเงินมีความพร้อมสำหรับการแข่งขันอย่างเสรี และให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้อย่างทั่วถึง โดยเฉพาะในช่วง 3 ปีแรกนี้จะเป็นการปรับโครงสร้างของสถาบันการเงินไทย ด้วยการควบรวมกิจการ เนื่องจาก ขนาดเป็นสิ่งจำเป็นในการแข่งขันอย่างเสรี หลังจากนั้นในปีที่ 4 จึงจะเห็นการเปิดเสรีทางการเงินกับต่างประเทศในลักษณะที่ค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้ระบบการเงินไทยอาจปรับตัวได้ทัน เนื่องจากในขณะนี้ธนาคารพาณิชย์ไทยมีความถนัดทางด้านการรับฝากเงินและการปล่อยสินเชื่อเพราะมีฐานลูกค้าในประเทศ ซึ่งเป็นจุดได้เปรียบของไทยเมื่อเทียบสหรัฐ แต่หากไทยได้มีการเปิดเสรีทางการเงินกับญี่ปุ่น หรือออสเตรเลีย ไทยจะมีคู่แข่งตรงจุดนี้มากขึ้น เพราะทั้ง 2 ประเทศสถาบันการเงินมีความสามารถในระดับเดียวกับธนาคารพาณิชย์ไทย "ธนาคารขนาดเล็กจะได้รับผลกระทบ หากมีการเปิดเสรีทางการเงิน เพราะขนาดและทุนไม่เพียงพอต่อการแข่งขันจึงจำเป็นต้องมีการควบรวมกันเพื่อให้มีขนาดใหญ่ขึ้น ส่วนธนาคารขนาดใหญ่ก็ต้องมีการปรับโครงสร้างภายในให้สามารถมีบริการที่ครบวงจรและเชี่ยวชาญในการให้บริการมากขึ้น เพราะจุดอ่อนของธนาคารไทยเมื่อเทียบกับสหรัฐ โดยเฉพาะในเรื่องของตลาดทุนหรือวาณิชธนกิจ ที่จะสามารถเข้าไปเจาะกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ได้ ซึ่งธนาคารขนาดใหญ่ต้องเร่งเพิ่มความชำนาญด้านนี้เพื่อรองรับการแข่งขันในอนาคต" นอกจากนี้ ธนาคารพาณิชย์ไทยได้เริ่มมีการปรับตัวอย่างชัดเจนขึ้นดังจะเห็นได้จากธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่หันมาให้บริการที่ครบวงจร อาทิ ธนาคารกรุงเทพ กสิกรไทย กรุงไทย และธนาคารไทยพาณิชย์ ได้แสดงจุดยืนในการทำธุรกิจอย่างชัดเจนว่าจะเป็นธนาคารที่มุ่งทำตลาดรีเทล แบงกิ้ง ซึ่งสิ่งที่มีศักยภาพ ส่วนธนาคารนครหลวงไทยได้ปรับตัวหันมารุกตลาดและให้บริการในลักษณะซูเปอร์มาร์เก็ตทางการเงิน ด้านแหล่งข่าวจากธนาคารพาณิชย์ไทยอีกราย กล่าวว่าขณะนี้ธนาคารพาณิชย์ไทยยังไม่มีความพร้อมในการเปิดเสรีทางการเงินอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งเรื่องนี้ทางการควรที่จะเป็นผู้เข้ามาดูแลให้สถาบันการเงินมีความแข็งแกร่งก่อนที่จะเปิดเสรีทางการเงิน "การเปิดเสรีทางการเงิน จะเป็นแรงกดดันให้แบงก์ไทยต้องเพิ่มขนาด และเห็นภาพการควบรวมเพื่อให้เกิดความแข็งแกร่งเร็วที่สุด เพื่อรองรับการแข่งขันที่รุนแรงจากต่างประเทศ ซึ่งสิ่งที่ตามมาที่เราก็เคยเห็นในต่างประเทศ ก็คือ การจำเป็นต้องลดต้นทุนด้านบุคลากรลง นั่นหมายถึงต้องมีการปลดพนักงานออก เป็นเรื่องที่ต้องเจ็บปวด แต่จะทำให้แบงก์ไทยแข่งขันได้ เนื่องจากบุคลากรในระบบการเงินไทย ขณะนี้มีประมาณ 9 หมื่นคน ซึ่งเมื่อควบรวมแล้วต้นทุนด้านบุคลากรจะอยู่ในระดับ 70-80% ซึ่งต้นทุนด้านบุคลากรไม่ควรเกิน 50%"แหล่งข่าวจาก ธนาคารพาณิชย์กล่าว
|
| กลับหน้าแรก |