|
แปรรูป กฟผ.
แล้วค่าไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นจริงหรือ
?
ทนุสิทธิ์ สกุณวัฒน์ กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 22 มีนาคม 2547 ปัญหายิ่งใหญ่และท้าทายผู้บริหารทุกยุคทุกสมัยก็คือ การทำความเข้าใจกับมวลชนและผู้ถูกผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงใดๆ โดยเฉพาะในเรื่องที่สลับซับซ้อน เพื่อให้เกิดความเข้าใจได้ง่ายๆ มีการอธิบายความได้สั้นกระชับไม่ยืดเยื้อ ค่าไฟฟ้ากับการแปรรูป กฟผ. ก็เป็นอีกเรื่องที่สลับซับซ้อน ยากที่จะพูดคุยกันสั้นๆ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ได้ว่า ค่าไฟฟ้าจะไม่เพิ่มขึ้น แต่จะลดลงด้วยซ้ำ หากมีการปรับโครงสร้างทั้งระบบเรียบร้อยแล้ว จริงๆ แล้วสิ่งที่เป็นภาพใหญ่คือ การปรับโครงสร้างกิจการไฟฟ้าทั้งระบบ โดยมีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิต การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เป็นส่วนหนึ่งในภาพใหญ่ดังกล่าว ทั้งนี้วัตถุประสงค์หลักในการปรับโครงสร้างกิจการไฟฟ้าก็คือ ทำให้เกิดการแข่งขันในส่วนที่สามารถแข่งขันได้ อันได้แก่ การผลิตไฟฟ้า และการค้าปลีกไฟฟ้า โดยใช้การระดมทุนจากภาคเอกชน นอกจากนี้การปรับโครงสร้างเพื่อให้เกิดการแข่งขัน จะนำไปสู่ระบบพลังงานไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ตั้งแต่การคัดเลือกเชื้อเพลิงและเทคโนโลยีที่จะนำมาผลิตไฟฟ้า รวมไปถึงแรงกระตุ้นให้เกิดการทำวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้ารูปแบบใหม่ๆ ตลอดจนการอนุรักษ์พลังงานและการรักษาสภาพแวดล้อม อันจะนำไปสู่ค่าไฟฟ้าที่ลดลงในที่สุด ทั้งนี้นอกเหนือจากการแปรรูปรัฐวิสาหกิจทั้งสามแห่งแล้ว ยังมีกลไกอีกหลายประการที่จะเป็นหลักประกันให้เป้าหมายข้างต้นมีโอกาสบรรลุผลสำเร็จได้มากขึ้น หากเราจะมุ่งเป้าทำความเข้าใจเฉพาะประเด็นเรื่องราคาค่าไฟฟ้าเท่านั้น เราอาจจะเริ่มทำความเข้าใจการตั้งราคาในปัจจุบันที่เป็นแบบราคาตามต้นทุน (Cost Based Pricing) ซึ่งเป็นการรวมต้นทุนในการผลิตไฟฟ้า ต้นทุนในการส่งไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าไปสู่พื้นที่เป้าหมาย และต้นทุนในการกระจายไฟฟ้าไปสู่ผู้บริโภคในขั้นสุดท้าย ซึ่งต้นทุนดังกล่าวได้รวมค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการและค่าโสหุ้ยต่างๆ เข้าไปทั้งหมด (รวมถึงกำไรที่อยากได้?) การปรับโครงสร้างกิจการไฟฟ้าจะเปลี่ยนระบบการตั้งราคาตามต้นทุน ไปเป็นแบบการตั้งราคาตามตลาด (Market Based Pricing) กลไกการแข่งขันที่จะต้องสร้างขึ้นคือ ส่วนของการผลิตไฟฟ้า และการค้าปลีกไฟฟ้า โดยมีมาตรฐานคุณภาพคงเดิมหรือสูงขึ้นกว่าเดิมได้ยิ่งดี กลไกการแข่งขันในส่วนการผลิตไฟฟ้าก็คือ ตลาดกลางซื้อขายไฟฟ้า (Power Pool) อันมีศูนย์ควบคุมระบบอิสระ (Independent System Operator, ISO) ทำหน้าที่ควบคุมระบบไฟฟ้า และจะเป็นผู้สั่งเดินเครื่องโรงไฟฟ้าจากผู้ที่เสนอราคาต่ำสุดเรียงลำดับขึ้นไปเรื่อยๆ จนได้พลังงานไฟฟ้าตามต้องการ ดังนั้นผู้ที่เสนอราคาสูงเกินไป อาจไม่ได้รับการสนองราคาจากศูนย์ควบคุมระบบอิสระก็ได้ อันหมายถึงการสูญเสียรายได้ไป กลไกที่รักษาสภาพการแข่งขันที่สำคัญก็คือ การประกันกำลังการผลิตติดตั้งไฟฟ้าอย่างเพียงพอ (ให้อุปทานมากกว่าอุปสงค์หรือมีกำลังไฟฟ้าสำรองในปริมาณที่เหมาะสม) การให้มีจำนวนผู้ผลิตไฟฟ้าอย่างเพียงพอ โดยไม่มีผู้ผลิตไฟฟ้ารายใดรายหนึ่งมีกำลังการผลิตไฟฟ้าสูงเกินไป จนมีอำนาจเหนือตลาด (Market Power) ในการกำหนดราคาได้ตามอำเภอใจ แผนการแยกกิจการไฟฟ้าของรัฐออกเป็นบริษัทผลิตไฟฟ้าย่อยๆ หลายบริษัท ขณะเดียวกันก็ได้เปิดโอกาสให้มีบริษัทผลิตไฟฟ้าของเอกชนเกิดขึ้น อันเป็นแนวทางที่น่าจะเหมาะกับประเทศไทย ทั้งนี้เราควรมีแผนการที่ชัดเจนในช่วงรอยต่อจากการเปลี่ยนแปลงระบบผูกขาดโดยรัฐ ไปสู่ระบบที่มีการแข่งขันอย่างสมบูรณ์ (จริงๆ มีอยู่แล้ว แต่จะทำตามหรือเปล่าเท่านั้นเอง) และต้องกระทำอย่างรอบคอบระมัดระวัง นอกจากนี้เรายังมีโครงการเชื่อมโยงสายส่งไฟฟ้าในกลุ่มประเทศอาเซียน และประเทศจีนตอนใต้ ทำให้ระบบไฟฟ้ามีความมั่นคงสูงขึ้น เราสามารถซื้อไฟฟ้าจากกำลังผลิตสำรองของประเทศเพื่อนบ้าน หรือขายกลับไปให้ก็ยังได้ กลไกการแข่งขันในส่วนค้าปลีก จะมีการเพิ่มจำนวนผู้ค้าปลีกอิสระให้เข้ามาแข่งขัน เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้ใช้ไฟฟ้า และให้บริการเสริมต่างๆ ทำให้ผู้ใช้ไฟฟ้าไม่จำเป็นต้องซื้อไฟฟ้าจาก กฟภ. หรือ กฟน. เท่านั้น แต่จะสามารถเลือกซื้อจากผู้ค้าปลีกรายใดก็ได้ โดยผู้ค้าปลีกดังกล่าวสามารถซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าต่างๆ ผ่านตลาดกลางซื้อขายไฟฟ้า แล้วจัดส่งไฟฟ้ามาตามสายไฟฟ้าของ กฟผ. กฟภ. หรือ กฟน. ซึ่งจะทำให้เกิดการแข่งขันในการขายไฟฟ้าให้แก่ผู้ใช้ไฟฟ้า (Retail Competition) ทั้งในด้านราคาและคุณภาพบริการ ยกตัวอย่างเช่น ในปัจจุบันหากผู้ใช้ไฟไม่ชำระค่าไฟฟ้าตามกำหนดก็จะถูกตัดไฟฟ้า แต่ภายใต้ระบบการแข่งขัน การตัดไฟหมายถึงการสูญเสียลูกค้า เพราะลูกค้ามีสิทธิที่จะเลือกซื้อไฟฟ้าจากผู้ค้าปลีกอื่นๆ ฉะนั้นในทุกประเทศที่มีการส่งเสริมให้มีการแข่งขันโดยมีผู้ค้าปลีกหลายราย การตัดไฟฟ้าเมื่อไม่มีการชำระเงินหรือชำระเงินล่าช้าจึงลดลงมาก อีกกลไกหนึ่งที่กำลังมีการพูดถึงคือองค์กรกำกับดูแลอิสระ เพื่อทำหน้าที่สำคัญในการกำกับดูแลส่วนของระบบไฟฟ้าที่ไม่สามารถทำให้มีการแข่งขันได้ หรือมีการผูกขาดโดยธรรมชาติ คือระบบสายส่ง (Transmission) ของ กฟผ. และระบบจำหน่าย (Distribution) ของ กฟน. และ กฟภ. ซึ่งจะมีการแปรรูปไปเป็นบริษัทระบบส่ง และบริษัทระบบจำหน่ายและจัดหาไฟฟ้าตามลำดับ แต่อย่างไรก็ดี กลไกปลีกย่อยที่จะทำให้เกิดการแข่งขันและประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นยังมีอีกมาก โดยเฉพาะการประมาณหรือพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าจากส่วนกลาง (คือ กฟผ.) ไปสู่ระบบการสร้างดุลภาพจากอุปสงค์ อุปทานและราคาซึ่งถือว่ามีประสิทธิภาพมากกว่า ปัจจุบันถือว่าเป็นความโชคดีของประชาชนชาวไทย ที่กิจการไฟฟ้าทั้งสามแห่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่มีประสิทธิภาพสูง ทำให้ค่าไฟฟ้าของเราอยู่ในราคาที่ดีพอสมควรจากระบบการคิดราคาตามต้นทุน แต่ถ้าหากกิจการไร้ประสิทธิภาพ ค่าแห่งความไร้ประสิทธิภาพจะถูกบวกเป็นต้นทุนเข้าไปในราคาอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ ดังนั้นหากเรามีทางเลือกที่ดีกว่าแล้ว เราจะไม่เลือกเดินจริงๆ หรือ?
|
| กลับหน้าแรก |