ปัญหาของประชาธิปไตย : เสียงข้างมาก

โดย เกษียร เตชะพีระ  มติชนรายวัน  วันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9506

ต่อจากปัญหาเรื่อง เอกลักษณ์ ซึ่งเขียนถึงในตอนก่อน ปัญหาถัดมาของระบอบประชาธิปไตยก็คือเรื่องเสียงข้างมาก (majority/majoritization)

ทั้งนี้ เพราะปัญหามูลฐานเบื้องต้นของทุกระบอบการเมืองที่อ้างตนเป็น "ประชาธิปไตย" ก็คือจะนับใครเป็น "ประชาชน" ผู้มีสิทธิร่วมส่วนใช้อำนาจอธิปไตยนั้นบาง?

กระบวนการนี้มีวิวัฒนาการ ใช่ว่าทุกระบอบประชาธิปไตย จะนับคนทุกคนเป็นประชาชนพลเมืองผู้ทรงสิทธิอธิปไตยเท่ากัน โดยไม่เลือกเพศ เชื้อชาติ ชนชั้น ฯลฯ ตั้งแต่ต้นก็หาไม่

อาทิ เมื่อแรกตั้งระบอบประชาธิปไตยในอเมริกานั้น ทาสซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวแอฟริกันผิวดำไม่นับเป็นประชาชน

เมื่อแรกตั้งระบอบประชาธิปไตยในฝรั่งเศส พลเมืองกึ่งหนึ่งซึ่งเป็นเพศหญิงก็ไม่มีสิทธิเข้าสภานิติบัญญัติดังพลเมืองเพศชาย

หรือระบอบ "ประชาธิปไตยประชาชน" (People"s Democracy) ของบรรดาประเทศสังคมนิยม-คอมมิวนิสต์ ก็ไม่นับชนชั้นขูดรีดจำพวกนายทุน-เจ้าที่ดินเป็นประชาชน เป็นต้น

สืบเนื่องจากปัญหาว่าระบอบประชาธิปไตยหนึ่งๆ จะนับใครเป็นประชาชนบ้าง? ก็คือปัญหาที่ว่า ในหมู่ประชาชนด้วยกันนั้น มิได้มีเสียงเดียวความเห็นเดียวเป็นเอกฉันท์ทุกเรื่องเสมอไป หากบ่อยครั้งมักเห็นแตกต่างขัดแย้งแบ่งแยกกันออกเป็นเสียงข้างมาก กับเสียงข้างน้อยในเรื่องต่างๆ ระบอบประชาธิปไตยทั่วไปจึงยึดสูตรสำเร็จว่า เสียงข้างมากปกครอง/ เสียงข้างน้อยต้องมีสิทธิ(majority rule/minority right) ในการลงมติตัดสินใจบริหารกิจการบ้านเมือง

หลักนี้ท่องจำง่าย แต่ในทางปฏิบัติมีความซับซ้อนยอกย้อน

ในประสบการณ์ของไทยและของโลกมีกรณีระบอบประชาธิปไตยแต่ในนาม ทว่าถูกชนชั้นนำฉวยใช้ควบคุมและชี้นำในทางปฏิบัติ (elite-manipulated, controlled&guided democracy) จนเสียงข้างมากไม่ได้ปกครองจริง เพราะมีชนชั้นนำส่วนน้อยคอยชักใยคุมเกมอยู่เบื้องหลัง บิดเบนเฉไฉเจตจำนงของเสียงข้างมาก ชักนำผลลัพธ์ลงเอยให้เป็นไปตามที่ตนประสงค์

มิฉะนั้นนายกรัฐมนตรีที่เข้ารับตำแหน่งก่อนและหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬคงเป็นคนอื่น...

ในทางกลับกัน ก็มีปัญหาเสียงข้างมากกดขี่เล่นงานลิดรอนสิทธิเสรีภาพบรรดาเสียงข้างน้อย จนอาจเกิดระบอบทรราชของเสียงข้างมาก (tyranny of the majority) หรืออย่างเบาก็ระบอบประชาธิปไตยไม่เสรี(illberal democracy) ขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม ปมปริศนายุ่งลึกไปกว่านั้นคือ จะถืออะไรเป็นสิ่งบอกเหตุว่า นี่คือการปรากฏตัวของเจตนารมณ์เสียงข้างมาก (majority will) ในระบอบประชาธิปไตย?

แน่นอน คนทั่วไปถือกระบวนการเลือกตั้ง เป็นสิ่งบอกเจตนารมณ์ของเสียงข้างมาก ทว่าก็ดังที่ได้อภิปรายไปแล้วในตอนก่อน กระบวนการเลือกตั้งเป็นกระบวนการแปลงเอกลักษณ์ด้วยเองในตัว คือแปลงตัวประชาชน จากผู้มีพหุลักษณ์นอกคูหาเลือกตั้ง ปัจเจกบุคคล ในระหว่างเลือกตั้ง ชาติหลังได้ผลนับคะแนนจากหีบบัตรเลือกตั้ง [multiple identities individual nation]

นั่นหมายความว่าในปัจจุบัน ทางเดียวที่คุณ ผมเราหรือใครจะกลายเป็นเสียงข้างมากที่มีนัยสำคัญได้ ก็จะต้องปรากฏตัวในรูป "ชาติ" เป็นเสียงข้างมากของ "ชาติ" เท่านั้น ไม่งั้นก็ไม่มีทางเป็นเสียงข้างมากในระบอบประชาธิปไตยแบบมีผู้แทนได้

ความเกี่ยวพันแนบแน่นลึกๆ ทางฐานคิดระหว่างประชาธิปไตยกับชาติเป็นดังว่ามานี้

นอกจากการเลือกตั้ง อีกวิธีที่คุณ ผม เราหรือใครอาจแปลงกลายเป็นเสียงข้างมากของ "ชาติ" ในระบอบประชาธิปไตยก็คือ ผ่านสื่อมวลชน (mass media) ด้วยการปรากฏตัวผ่านสื่อ (mediated appearance)

หากใครสงสัยสนเท่ห์ใจว่า ทำไมสื่อจึงจำเป็นแก่การปรากฏตัวของเสียงข้างมากในระบอบประชาธิปไตย? เสียงข้างมากไปปรากฏตัวนอกสื่อไม่ได้หรือไง? ก็ขอให้ลองนึกภาพการเรียกประชุมประชาชน 63 ล้าน 9 แสน 5 หมื่น 9 พันคนพร้อมกัน ณ ที่แห่งใดแห่งหนึ่ง เพื่อยกมือโหวตให้เห็นเสียงข้างมากกระจะกระจ่างคาตากันบัดเดี๋ยวนั้นรู้แล้วรู้แร่ดไป ....ก็จะรู้ทันทีว่าไม่มีวันที่เราจะ "มองเห็น" เสียงข้างมากในระบอบประชาธิปไตย ได้ด้วยตาเปล่าเลย!

ขนาดใหญ่โตอืดอาดอุ้ยอ้ายของรัฐประชาธิปไตยสมัยใหม่จนเกินกว่า จะเรียกประชุมสภาประชาชนโดยตรงพร้อมกันได้นี่แหละ เปิดเป็นช่องให้ชนชั้นนำส่วนน้อย สามารถอาศัยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศ และการรวมศูนย์ผูกขาดทุนสื่อสารโทรคมนาคม มาผูกขาดสื่อมวลชน และสร้างฉันทานุมัติขึ้นได้ (media monopoly + manofacturing of consent)

ฉะนั้น ถ้าเสียงข้างมากไม่มีหรือมองไม่เห็นก็ไม่เป็นไร เสียงข้างน้อยเจ้าเดียวบริษัทเดียวพรรคเดียว ก็สามารถอาศัยไอทีวี วิทยุ หนังสือพิมพ์ มือถือ คอมพิวเตอร์ดาวเทียมในกรรมสิทธิ์ และอำนาจควบคุมนี่แหละเสกสรร "เสียงข้างมาก" ให้ปรากฏขึ้นได้

เราจึงได้เห็นกระบวนการทำผลประโยชน์ของชนชั้นนำส่วนน้อย ให้กลายเป็นเสียงข้างมากและผลประโยชน์ของ "ชาติ" (majoritization & nationalization of elite interest) คู่ขนานไปกับการทำความเห็นต่างให้กลายเป็นเสียงข้างน้อย และไม่ใช่ผลประโยชน์ของ "ชาติ" ไปได้อย่างน่าอัศจรรย์(minoritization & denationalization of dissent)

ลองนึกทบทวนกรณีไข้หวัดนกระบาด ข้อพิพาทสัญญาสัมปทานไอทีวี การเจรจาทำข้อตกลงการค้า เสรีกับอเมริกาการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เป็นต้น ดูให้ดีเถิด แล้วจะเห็น....

หน้า 7

 

กลับหน้าแรก