นโยบายที่ไร้ความรู้

โดย สมชาย ปรีชาศิลปกุล สาขาวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  มติชนรายวัน  วันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9506

ความขัดแย้งในนโยบายการแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ มิได้มีความหมายแคบๆ เพียงความเห็นที่ไม่ตรงกันระหว่างพนักงานรัฐวิสาหกิจกับรัฐบาลเท่านั้น หากยังเป็นภาพสะท้อนถึงปัญหาการดำเนินนโยบายของรัฐบาลภายใต้ระบบโลกาภิวัตน์อีกด้วย

การแปรรูปรัฐวิสาหกิจเป็นหนึ่งในข้อตกลงหลายๆ ประการที่รัฐบาลไทยได้แสดงเจตนาว่าจะผลักดันให้เกิดขึ้น ในคราวเข้าขอรับความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ(IMF) ภายหลังที่ประเทศไทยต้องประสบกับวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อ พ.ศ.2540

นอกจากการแปรรูปรัฐวิสาหกิจก็ยังมีข้อตกลงในเชิงนโยบายด้านอื่นๆ อีก เช่น การเปิดเสรีด้านการเงินการธนาคาร เปิดเสรีธุรกิจค้าปลีก การเปิดให้ชาวต่างชาติสามารถเช่าอสังหาริมทรัพย์ในประเทศได้ในระยะยาว เป็นต้น

ข้อตกลงต่างๆ ที่เกิดขึ้น บางเรื่องได้นำมาสู่ความเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบายและกฎหมาย และในบางประเด็นก็ได้ส่งผลกระทบอย่างไพศาลต่อเศรษฐกิจสังคมไทย

ดังการเปิดเสรีธุรกิจค้าปลีกให้กับบริษัทของต่างชาติ เป็นผลให้บริษัทยักษ์ใหญ่ดาหน้ากันเข้ามาสู่ธุรกิจค้าปลีก จนธุรกิจโชห่วยของชาวบ้านล้มระเนระนาดไปนับแสนราย ที่แม้จนทุกวันนี้ยังไม่ปรากฏว่ามีมาตรการชัดเจนใดๆ จากทางภาครัฐออกมาให้การช่วยเหลือธุรกิจโชห่วยให้มีกำลังยืนอยู่ได้

นโยบายทางเศรษฐกิจเหล่านี้ถูกผลักดันและสนับสนุนหลักการบางอย่างที่เชื่อกันว่าเป็นสัจธรรมในทางเศรษฐกิจ เช่น การแข่งขันเสรี การส่งเสริมบทบาทภาคเอกชนในการลงทุน แต่ทั้งหมดนี้แทบจะไม่เคยมีการประเมิน ถึงภาพของความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น หากมีการนำนโยบายเหล่านี้มาใช้บังคับจริง

ไม่ใช่งานศึกษาวิจัยอะไรแม้แต่ชิ้นเดียวในนโยบายที่ทำให้คนเป็นจำนวนมากในสังคมไทย ต้องก้าวเดินไปสู่เส้นทางแห่งความหายนะ ดังกรณีของธุรกิจโชห่วย ไม่เคยมีการชี้แจงให้เห็นภาพที่จะต้องเกิดขึ้นเลยจากรัฐบาลผู้รับผิดชอบผลักดันนโยบาย

นโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาลไทยส่วนใหญ่จึงเป็นการเดินไปในความมืดมิด ที่ไม่อาจคาดเดาได้ว่าจะต้องเผชิญกับอะไรบ้าง

ภายใต้สถานการณ์ของวิกฤตเศรษฐกิจ เหตุผลสำคัญในการผลักดันนโยบายเหล่านี้มาจากเงื่อนไข ในการเข้าขอรับความช่วยเหลือทางการเงินจาก IMF ทำให้เป็นข้ออ้างว่าแม้รัฐบาลไม่อยากจะกระทำ แต่ก็จำใจต้องนำนโยบายดังกล่าวมาปฏิบัติ

ซึ่งก็เป็นที่น่าประหลาดใจว่าในเมื่อรัฐบาลชุดปัจจุบัน ได้ประกาศเอกราชทางเศรษฐกิจทาง IMF แล้ว เหตุใดจึงยังคงผลักดันให้นโยบายที่ถูกผูกมัดจาก IMF ยังคงเดินหน้าต่อไปโดยไม่เปลี่ยนแปลง ดังเช่น ความพยายามในการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ

รัฐบาลมีฐานความรู้ในการประเมินถึงความเปลี่ยนแปลง หรือผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับนโยบายการแปรรูปรัฐวิสาหกิจอย่างไรหรือไม่

เช่น ในกิจการสาธารณูปโภคพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นกิจการด้านประปา ไฟฟ้า การแปรรูปกิจการต่างๆ เหล่านี้ จะมีมาตรการใดในการควบคุมไม่ให้การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ กลายสภาพไปเป็นการผูกขาดโดยธุรกิจเอกชน เข้ามาแทนที่การผูกขาดโดยหน่วยงานของรัฐ หรือทำอย่างไรไม่ให้เกิดการค้ากำไรเกินควร จากบริการสาธารณะที่มีความจำเป็นต่อชีวิตของประชาชน

มีแต่คำอธิบายถึงระบบการแข่งขันเสรี การระดมทุนจากภาคเอกชนเพื่อรองรับการขยายตัวขององค์กรในอนาคต และคำรับประกันลมๆ แล้งๆ จากรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องซึ่งหาความน่าเชื่อถืออันใดมิได้

ตัวอย่างจากหลายประเทศที่ได้มีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ในบริการขั้นพื้นฐานต่อประชาชน เช่น ในแถบอเมริกาใต้ ที่ภายหลังการแปรรูปกิจการพื้นฐานด้วยการเปิดให้เอกชนเข้ามาดำเนินกิจการล้วนแต่ส่งผลให้อัตราค่าบริการเพิ่มสูงขึ้น ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ทำให้สังคมไทยควรต้องให้ความใส่ใจต่อการแปรรูปรัฐวิสาหกิจในด้านลบ

เมื่อไม่มีการสร้างมาตรการหรือระบบเพื่อป้องกันปัญหาดังที่ได้เกิดขึ้นเป็นบทเรียนจากที่อื่นๆ จึงไม่เป็นที่น่าประหลาดใจว่าสาธารณชน จะเข้าใจไปว่าการแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ เป็นไปเพื่อแปรให้ทุนของรัฐ กลายไปเป็นหุ้นของนักการเมือง

โดยเฉพาะนักการเมืองที่อยู่ในฝ่ายรัฐบาล

การกล่าวเช่นนี้ก็ไม่ได้หมายความว่า เพราะฉะนั้นรัฐวิสากิจไทยจึงไม่ควรมีความเปลี่ยนแปลงใดๆ เกิดขึ้น ตรงกันข้ามเป็นที่ทราบกันมาอย่างยาวนานถึงสภาพปัญหาที่สะสมอยู่ในองค์กรเหล่านี้ และจำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงแก้ไขในหลายด้านหลายมิติ บางองค์กรอาจเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสามารถ และศักยภาพในการบริหารงาน บางองค์กรอาจเป็นปัญหาในด้านความรับผิดชอบต่อสังคม

เช่น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ที่สามารถทำเงินให้กับรัฐได้เป็นจำนวนมากมาอย่างยาวนาน ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากใช้ทรัพยากรของสังคมโดยที่มิได้มีการรวมเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนในการดำเนินการ ก็จำเป็นต้องถูกปรับเปลี่ยนให้คำนึงถึงต้นทุนที่สอดคล้องกับความเป็นจริงมากขึ้น

แต่ความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น ควรจะต้องเป็นผลมาจากการทำความเข้าใจกับสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยการใช้ปัญญาและความรู้

การแปรรูปไม่ใช่คำตอบสำเร็จรูปที่จะใช้แก้ไขได้กับกิจการของรัฐวิสาหกิจทุกประเภท

บริการสาธารณะบางอย่าง รัฐอาจจำเป็นต้องแบกรับภาระการขาดทุนเอาไว้ เช่น บริการขนส่งมวลชนสาธารณะ เพื่อประโยชน์ในด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกัน

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ก็เพื่อให้เกิดการใช้ข้อมูล และเหตุผลในการแก้ไขปัญหากรณีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจของไทย ที่ควรต้องตั้งคำถามและหาคำตอบกันจริงๆ ว่าอะไรคือปัญหาสำหรับรัฐวิสาหกิจไทยแต่ละประเภท

และหากต้องการแก้ไขปัญหาที่มีอยู่นั้นจะมีทางเลือกใดบ้างเป็นคำตอบให้ ซึ่งการแปรรูปอาจเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขนี้ก็ได้และอาจมีหนทางอื่นๆ รวมอยู่ด้วย

แต่ว่าคำถามและคำตอบที่กว้างขวางเช่นนี้สังคมควรต้องหันมาช่วยกันสร้างให้เกิดขึ้น เพราะเป็นที่รู้กันดีว่าความสามารถในส่วนนี้ไม่ค่อยมีอยู่ในหมู่นักการเมืองไทย

หรือถึงจะมีก็ถูกบังตาไว้โดยผลประโยชน์ส่วนตนและพรรคพวก

หน้า 6

 

กลับหน้าแรก