|
ทำไม FTA
มะกันได้ ไทยเสีย (1)
คอลัมน์ เดินคนละฟาก โดย กมล กมลตระกูล ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2 วันที่ 18 มีนาคม 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 3567 (2767) ข้อตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreement - FTA) ในเชิงหลักการ เป็นเรื่องที่ดีถ้าตั้งอยู่บนพื้นฐาน ของผลประโยชน์ร่วมกันอย่างเสมอภาค ของสองประเทศ หรือหลายประเทศที่ร่วมทำสัญญากัน หรือเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศที่มีอำนาจต่อรองใกล้เคียงกัน อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงการค้าเสรีสะท้อนถึงการไม่ยอมรับความชอบธรรมขององค์การการค้าโลก (WTO) ที่มีข้อตกลงที่ไม่เป็นธรรม ไม่โปร่งใส และการเลือกปฏิบัติ ข้อตกลงการค้าเสรี หรือเอฟทีเอจึงเป็นทางออกของประเทศ และกลุ่มประเทศต่างๆ ที่ต้องการเลี่ยงกฎกติกาขององค์การการค้าโลก ซึ่งเปิดช่องให้ทำได้ ตั้งแต่องค์การการค้าโลกก่อตั้งมาเพียง 9 ปี ก็มีคดีพิพาททางการค้ามากถึง 280 คดี เมื่อเทียบกับในรอบ 40 ปีแรกในระหว่างการเจรจาภายใต้แกตต์ นอกจากนี้ยังมีสัญญาข้อตกลงการค้าเสรีอีกถึง 300 ฉบับในปัจจุบัน ซึ่งแสดงว่าองค์การการค้าโลกเป็นองค์กรสร้างปัญหาการค้ามากกว่าแก้ปัญหาการค้าระหว่างประเทศ ข้อพิสูจน์เชิงประจักษ์ คือ ในการประชุมใหญ่ 3 ครั้งหลัง ที่เมืองซีแอตเติล โดฮา และแคนคูน ล้วนล้มเหลวลงอย่างสิ้นเชิงเพราะไม่สามารถตกลงกันได้ในเรื่องสำคัญๆ ที่จะก่อให้เกิดความเป็นธรรมระหว่างประเทศร่ำรวยและประเทศยากจน ในหัวข้อข้อตกลงด้านเกษตร และเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ปัญหาของเอฟทีเอเกิดขึ้นเมื่อสองประเทศมีอำนาจต่อรองไม่เท่ากัน และประเทศที่มีอำนาจต่อรองสูงกว่ามุ่งเอาแต่ได้ ขาดความจริงใจ และภายในประเทศของตนได้สร้างกำแพงการค้า หรือได้ออกกฎหมาย หรือมีกฎหมายที่มีลักษณะปกป้องคุ้มครองการค้าภายใน ดำรงอยู่แล้วในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะกฎหมายท้องถิ่นของแต่ละจังหวัด แต่ละภาค แต่ละรัฐ และแต่ละมณฑลที่มีลักษณะกีดกันการค้า ดังนั้น เมื่อมีการทำสัญญาข้อตกลงการค้าเสรีกัน ประเทศที่ไม่มีกฎหมาย หรือระเบียบภายในมาปกป้องคุ้มครองการค้าภายในก็จะเสียเปรียบ และอาจจะส่งผลให้ธุรกิจ หรืออุตสาหกรรมเสียหายล้มละลาย ก่อให้เกิดเป็นปัญหาสังคมและกระทบความมั่นคงของประเทศ การค้าแทนที่จะเสรีหรือเป็นธรรมกลับกลายเป็นตรงกันข้าม อันที่จริง การทำสัญญาข้อตกลงการค้าเสรีมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะว่าข้อผูกมัดในสัญญานั้นผูกมัดคนทั้งประเทศ และถ้ามีผลกระทบก็จะมีผลกระทบต่อคนทั้งประเทศ ในกรณีของสหรัฐอเมริกาซึ่งไม่สามารถหาประโยชน์จากเวทีองค์การการค้าโลกได้อีกต่อไป เพราะถูกกลุ่มประเทศกำลังพัฒนารวมพลังกันขัดขวางประเด็นใหม่ๆ ที่สหรัฐเสนอเข้ามา จึงหันมาหาข้อตกลงการค้าเสรีแบบทวิภาคีซึ่งสามารถใช้อำนาจที่เหนือกว่าในทุกด้านมาบีบรัดคู่สัญญาได้มากกว่า ข้อเท็จริงที่น่าสนใจ และน่าจะช่วยกันหาคำตอบ คือ ทำไมการเจรจาระหว่างประเทศ สหรัฐมักจะได้เปรียบประเทศอื่น ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะสหรัฐมีกระบวนการภายในที่เป็นประชาธิปไตย เคารพความคิดเห็นของประชาชน และคำนึงถึงผลกระทบทุกด้านที่อาจจะเกิดกับประชาชนของเขา เช่น ในกรณีการทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี กับสิงคโปร์ และชิลีนั้น ทูตพาณิชย์ของสหรัฐ (U.S. Trade Representative - USTR) ได้จัดประชุมระดมความคิดเห็น และขอคำแนะนำจากประชาชนกว่า 100 ครั้ง กับตัวแทน 700 คน จากภาคธุรกิจทุกภาค ทั้งด้านเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม ภาคบันเทิง ภาคผลิตภัณฑ์ยา สหภาพแรงงาน องค์กรผู้บริโภค องค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อม ตัวแทนจากมลรัฐ ตัวแทนจากชุมชน เพื่อให้ได้ความมั่นใจว่า การทำข้อตกลงการค้าเสรีนั้นจะไม่กระทบกระเทือน และให้ผลประโยชน์ต่อทุกๆ ภาคการผลิตและทุกๆ ชุมชน นอกจากนี้ ยูเอสทีอาร์หรือทูตพาณิชย์ของสหรัฐ ยังมีคณะกรรมการที่ปรึกษาอีก 31 คณะ ที่มีชื่อเรียกว่า คณะกรรมการให้คำปรึกษานโยบายระหว่างประเทศด้านการค้า (Intergovernmental Policy Advisory Committee on Trade - IGPAC) คณะกรรมการที่ปรึกษาเหล่านี้ประกอบด้วยผู้แทนของมลรัฐ ผู้แทนของเมือง ผู้แทนของสมาคมนักบริหาร สมาคมนักกฎหมาย ผู้แทนจากฝ่ายตุลาการของรัฐบาลกลาง รัฐบาลมลรัฐ และรัฐบาลท้องถิ่น และผู้แทนจากกรมอัยการ เป็นต้น คณะกรรมการเหล่านี้ มีหน้าที่ตามกฎหมายให้เขียนรายงานผลกระทบ จากกรอบของข้อตกลงการค้าเสรีกับสิงคโปร์ และชิลี เมื่อได้รับรายงานเหล่านี้แล้ว ผู้แทนการค้าก็สรุปเป็นกรอบใหญ่ที่เป็นทางการ เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรหรือสภาคองเกรส และวุฒิสภา เพื่ออนุมัติให้เดินหน้าต่อไป โดยกรอบนี้จะใช้เป็นหลักในการเจรจากับประเทศอื่นๆ เช่น ประเทศไทย เป็นต้น จากกระบวนการอันละเอียดลออและรอบคอบข้างต้นนี้ สหรัฐจึงมีความชัดเจนว่า ในการทำข้อตกลงการค้าเสรีกับประเทศอื่นๆ ว่าสหรัฐจะได้ประโยชน์สูงสุด และจะไม่มีผลกระทบภายในต่อทุกๆ ภาคการผลิต และต่อทุกชุมชนด้วย ด้วยกระบวนการข้างต้นเมื่อสหรัฐเจรจาที่ไหน จึงชนะที่นั่น ในข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างสหรัฐและชิลีนั้นสหรัฐได้ระบุอย่างชัดเจนในข้อตกลงว่า "สหรัฐไม่ต้องแก้ไขกฎหมาย หรือข้อบังคับภายในประเทศในทุกระดับ ที่บังคับใช้แล้วแต่ขัดแย้งกับข้อตกลงการค้าเสรีฉบับนี้" หันมามองกระบวนการทำข้อตกลงการค้าเสรีกับประเทศอื่นและกับสหรัฐ รัฐบาลไทยไม่เคยปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญตามมาตรา 3 ที่ตราไว้ว่า "อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย" ในขณะที่กระบวนการทำข้อตกลงการค้าเสรีของสหรัฐต้องผ่านระดมความคิด หรือประชาพิจารณ์จากตัวแทนของประชาชนทุกระดับ โดยเฉพาะในบรรดานักฎหมาย และข้ารัฐการก่อน แล้วมาลงเอยที่ต้องได้รับการอนุมัติเห็นชอบจากสภาผู้แทนฯทั้งสองสภา แต่ของไทยกรมเจรจาการค้า กลับทำตัวเป็นฮีโร่แต่เพียงผู้เดียวแล้วยังกีดกันทั้งภาคประชาชน และแม้แต่วุฒิสภา ไม่ให้เข้ามามีส่วน ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญมาตรา 224 ตราไว้ว่า "หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตอำนาจแห่งรัฐ หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติ เพื่อให้การเป็นไปตามสัญญา ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา" วุฒิสภาจึงมีความชอบธรรมอย่างยิ่ง ที่จะได้รับข้อมูลอย่างละเอียดทุกประเด็นในทุกขั้นตอน เพื่อร่วมปกปักรักษาผลประโยชน์ของชาติ ในการจัดสัมมนาที่วุฒิสภาเมื่อวันที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมานี้ นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ประธานกรรมาธิการต่างประเทศ ของวุฒิสภา ได้ฟ้องต่อผู้เข้าร่วมสัมมนาว่า ตนได้เคยทำหนังสืออย่างเป็นทางการ ไปขอเอกสารจากกรมเจรจาการค้า ในเรื่องการทำข้อตกลงการค้าเสรีกับประเทศต่างๆ เพื่อนำมาศึกษา และพิจารณาในคณะกรรมาธิการตามหน้าที่ ที่ระบุไว้ในมาตรา 224 ของรัฐธรรมนูญ แต่ก็ไม่ได้รับ หรือได้รับช้ามาก เอกสารส่วนใหญ่ตนได้จากอิน เทอร์เน็ต หรือจากสถานทูตต่างชาติ นายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ก็ให้สัมภาษณ์ตอบโต้นักวิชาการ ที่เป็นห่วงถึงผลกระทบต่อประชาชน และอำนาจอธิปไตยของชาติ ที่อาจจะต้องขึ้นต่อข้อตกลงนี้ว่า "ตนเป็นนักธุรกิจมาก่อน ย่อมรู้ว่าอะไรเป็นสวรรค์ อะไรเป็นนรก" ซึ่งตีความได้ว่า คนอื่นอย่ามายุ่ง ตนเองรู้ดีที่สุด และฉลาดที่สุด กระบวนการที่แตกต่างที่ไม่เคารพความคิดเห็นของประชาชน ทัศนคติของข้าราชการ และผู้นำที่ดูถูกประชาชน ไม่เคารพกระบวนการในการรับฟังความคิดเห็นตามระบอบประชาธิปไตยเพื่อให้เกิดองค์ความรู้อย่างรอบด้าน เพื่อจะได้ใช้เป็นอาวุธไปเจรจาต่อรองเพื่อจะได้ไม่เสียเปรียบต่างชาติ และไม่สร้างผลกระทบถึงประชาชนในทุกระดับและทุกภาคการผลิต จึงทำให้การทำสัญญาระหว่างประเทศ และการทำข้อตกลงระหว่างประเทศ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันประเทศไทยจึงมักจะเสียเปรียบเสมอ ตัวอย่างเช่น การแก้ไขกฎหมายไทยในปี 2535 ให้สอดคล้องกับข้อตกลงทรัพย์สินทางปัญญาขององค์การการค้าโลกก่อนกำหนดเวลาตั้ง 8 ปี ทำให้ประชาชนไทยต้องเสียค่ายาแพงมหาโหดล่วงหน้าไปถึง 8 ปี และประเทศชาติสูญเสียเงินตราต่างประเทศไปจำนวนมหาศาลในช่วง 8 ปีนั้น มีแต่บริษัทต่างชาติ และผู้สั่งเข้าเท่านั้นที่ได้ประโยชน์จากเลือดเนื้อของประชาชนทั้งประเทศ นาย Robert B. Zoellick หัวหน้าทูตพาณิชย์ของสหรัฐ ได้ส่งจดหมายที่มีความยาว 10 หน้าถึงประธานวุฒิสภาและประธานสภาคองเกรส เพื่อแจ้งเจตจำนงว่า ต้องการทำข้อตกลงการค้าเสรีกับประเทศไทย เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2004 ตามกฎหมายการค้า มาตรา 2104 (a) ปี 2002 ข้อความในจดหมายนี้ มีเนื้อหาเป็นที่แน่ชัดว่าการทำข้อตกลงการค้าเสรีกับสหรัฐที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ จะผูกมัดให้ไทย ต้องแก้ไขกฎหมายหลายๆ ฉบับ เช่น พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ และ พ.ร.บ.ทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งสหรัฐต้องการให้ไทย ขยายระยะเวลาการคุ้มครองลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ ซีดี ดีวีดี จาก 50 ปี เป็น 70 ปี และคุ้มครองสิทธิบัตร (ยา) จาก 20 ปี เป็น 25 ปี นอกจากนี้ การจัดซื้อจัดจ้างทุกประการของรัฐบาลไทยในอนาคต จะต้องยอมให้บริษัทอเมริกัน มีสิทธิไม่น้อยกว่า บริษัทของคนไทย ดังนั้นรัฐบาลไทยจะต้องแก้กฎหมาย และระเบียบราชการอีกนับไม่ถ้วน เพื่อรองรับข้อตกลงนี้ ซึ่งหมายถึงอำนาจในการตัดสินใจของรัฐบาลต้องไปขึ้นต่อข้อตกลงการค้าเสรีอย่างสิ้นเชิง ข้อผูกมัดในข้อตกลงนี้ผูกมัดคนทั้งประเทศ ดังนั้นจึงควรจะต้องนำเข้ารัฐสภาเพื่อให้ลงมติเห็นชอบ รวมทั้งควรจะต้องมีกระบวนการให้ประชาชน สภาทนายความ กลุ่มอาชีพ และองค์กรพัฒนาเอกชน ฯลฯ ได้มีส่วนร่วม เหมือนอย่างกระบวนการที่ทำในสหรัฐ เพื่อเป็นหลักประกันว่าข้อตกลงนี้ จะไม่มีผลกระทบประชาชนส่วนใหญ่ และไม่ละเมิดอำนาจอธิปไตยของชาติ ฉบับหน้าจะพูดถึงรายละเอียดของกรอบข้อตกลงการค้าเสรีของสิงคโปร์ และชิลีที่ใช้เป็นแนวทางทำสัญญาการค้าเสรีกับไทยและอาจจะมีผลกระทบต่อคนไทยในหลายๆ ด้าน และรวมถึงอธิปไตยของชาติด้วย ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2 ทำไม FTA มะกันได้ ไทยเสีย (จบ) คอลัมน์ เดินคนละฟาก โดย กมล กมลตระกูล ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2 วันที่ 25 มีนาคม 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 3569 (2769) จดหมายที่ทูตพาณิชย์อเมริกันเขียนถึงรัฐสภาได้ยืนยันว่า การทำข้อตกลงการค้าเสรีกับประเทศไทยนั้น สหรัฐ จะได้รับผลประโยชน์อย่างมหาศาล (United States has much to gain) พร้อมทั้งระบุว่า ประเทศไทย เป็นคู่ค้าใหญ่อันดับที่ 18 โดยมีตัวเลขสูงถึง 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (8 แสนล้านบาท) ในปี 2545 รวมทั้งไทยเป็นลูกค้าสินค้าเกษตรของสหรัฐ ในอันดับที่ 16 ในด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ ทูตพาณิชย์ของสหรัฐให้คำมั่นกับสภาว่าจะจัดประชุมร่วมกับผู้ผลิต และสหภาพคนงานยานยนต์ เพื่อวางยุทธศาสตร์และจุดยืนต่อการเปิดเสรีในด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ทางสภามีความห่วงใย แต่ที่แน่นอนคือ สหรัฐจะผลักดันให้ประเทศไทยแก้ไขกฎระเบียบที่จำกัดการลงทุนในด้านศูนย์บริการในประเทศไทย ทูตพาณิชย์ของสหรัฐระบุว่า กรอบของข้อตกลงการค้าเสรีกับไทย จะวางอยู่บนฐานของสัญญาการค้าของพันธมิตร (treaty of amity and economic relations) ที่อเมริกาได้รับเอกสิทธิพิเศษหลายประการในด้านการลงทุนในประเทศไทย ซึ่งสัญญานี้กำลังจะหมดอายุลงในปีหน้า ดังนั้น การทำข้อตกลงการค้าเสรีสหรัฐได้เรียกร้องเอกสิทธิพิเศษต่อไป ปัญหาของไทยที่จะตามมาคือ เอกสิทธิพิเศษนี้ประเทศอื่นๆ สามารถเรียกร้องขอได้ด้วย ตามกติกาขององค์การค้าโลกในหัวข้อ การให้เอกสิทธิต่อทุกชาติเหมือนกัน (most -favour nation-MFN) ในด้านสินค้าเกษตร ทูตพาณิชย์ของสหรัฐต้องการให้ไทยยกเลิกกำแพงการค้า กำแพงภาษี และการอุดหนุนการส่งออกสินค้าเกษตรอย่างสิ้นเชิง แต่ในขณะเดียวกันกลับสงวนสิทธิ์นี้ของตนไว้ เช่น การให้เครดิตการส่งออก (การอุดหนุนการส่งออกทางอ้อม) การใช้สินค้าเกษตรในการให้ความช่วยเหลือระหว่างประเทศ (การอุ้มอุตสาหกรรมการเกษตรทางอ้อมโดยรัฐรับซื้อจากเกษตรกรแล้วนำไปช่วยเหลือต่างประเทศ) ในด้านทรัพย์สินทางปัญญา ทูตพาณิชย์ของสหรัฐให้ความสำคัญมาก เพราะเป็นการได้เปรียบทางการค้าโดยไม่ต้องลงแรง เป็นการเรียกเก็บ "ค่าหัวคิว" กินฟรีๆ โดยได้เรียกร้องไทย มากกว่าข้อตกลงด้านทรัพย์สินทางปัญญา ขององค์การการค้าโลก เรียกว่า ทริปส์ผนวก (Trips plus) โดยให้แก้ไขกฎหมาย และกระบวนการบังคับใช้กฎหมายให้เพิ่มโทษ เพิ่มมาตรการปราบปรามการละเมิดสิทธิ์ โดยเฉพาะในด้านการจ่ายค่าเสียหาย กับเจ้าของสิทธิบัตรและลิขสิทธิ์ ให้ขยายการคุ้มครองสิทธิบัตรให้ครอบคลุมอีก 3 ประเด็น คือ ด้านการดัดแปลงพันธุกรรม และการคุ้มครองพันธุ์พืช ตามอนุสัญญา UPOV ด้านขยายเวลาการคุ้มครอง และด้านการบังคับ ให้เข้าร่วมเป็นภาคีของสมาคมสิทธิบัตรโลกทั้งหมด (World Intellectual Property Organization-WIPO) และ Patent Cooperation Treaty-PCT ซึ่งเป็นองค์กรผูกขาดของกลุ่มเจ้าของสิทธิบัตร ในด้านยา ตามกรอบที่ทำไว้กับสิงคโปร์และชิลีนั้น ให้สิทธิผูกขาดในข้อมูล ผลการทดสอบความปลอดภัยของยา แก่บริษัทต้นตำรับ ซึ่งจะมีผลจำกัดโอกาสการใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิ (compulsory license) นอกจากนี้ ยังห้ามการใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิ ห้ามเพิกถอนสิทธิบัตรและจำกัดการนำเข้าซ้อน ซึ่งจะทำให้เกิดการผูกขาดยา และทำให้คนจนเดือดร้อนเพราะยามีราคาแพง ให้ไทยต้องแก้ไขกฎหมายหลายๆ ฉบับ เช่น พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ และ พ.ร.บ.ทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งสหรัฐ ต้องการให้ไทยขยายระยะเวลาการคุ้มครอง ลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ซีดี ดีวีดีจาก 50 ปีเป็น 70 ปี และคุ้มครองสิทธิบัตร (ยา) จาก 20 ปีเป็น 25 ปีตามกรอบที่ทำไว้กับสิงคโปร์และชิลี ข้อตกลงการค้าเสรีด้านสิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ และเครื่องหมายการค้าไม่ได้คำนึงถึงความไม่เป็นธรรม ของกฎระเบียบทรัพย์สินทางปัญญาขององค์การการค้าโลกดังต่อไปนี้ 1.การคุ้มครองลิขสิทธิ์ยาวนานถึง 50 ปี เป็นการกีดขวางการพัฒนาของโลก และขาดการกระตุ้นให้เจ้าของ พัฒนาปรับปรุงสิ่งใหม่ (กำลังขยายออกไปเป็น 70 ปี) 2.การคุ้มครองสิทธิบัตรยาวนานถึง 20 ปี ทำให้ราคายาแพง และคนยากจนต้องเสียชีวิตเพราะจ่ายค่ายาไม่ไหว เป็นการละเมิดสิทธิในด้านการรับการรักษาพยาบาล รวมทั้งเป็นการกีดขวางการพัฒนาของโลก และขาดการกระตุ้นให้เจ้าของพัฒนาปรับปรุงสิ่งใหม่ (กำลังขยายออกไปเป็น 25 ปี) 3.ค่าสิทธิบัตร ค่าลิขสิทธิ์ ค่าเครื่องหมายการค้า คิดราคาตามค่าครองชีพ หรือรายได้ประชาชาติต่อหัว ของประเทศที่พัฒนาแล้ว ทำให้เกิดการค้ากำไรเกินควรที่ไม่เป็นธรรม และเป็นสาเหตุหลักแห่งการละเมิดสิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ และเครื่องหมายการค้าที่ถูกต้องคิดจากรายได้ประชาชาติต่อหัวของประเทศผู้ใช้ 4.สิทธิบัตรร้อยละ 97 ประเทศพัฒนาเป็นเจ้าของ ทำให้เกิดการผูกขาดภูมิปัญญา ความรู้ และเทคโนโลยี ซึ่งเป็นรากฐานของอารยธรรมของมนุษยชาติ แต่ความรู้กลายเป็นเรื่องของการค้า และการทำกำไร ทำให้ประเทศกำลังพัฒนาต้องขาดดุลการค้า ดุลการชำระเงิน และด้อยพัฒนาต่อไป นอกจากความไม่เป็นธรรมข้างต้นแล้ว ทูตพาณิชย์ของสหรัฐยังเรียกร้องให้แก้ไขกฎหมายไทย ให้การละเมิดสิทธิบัตร และลิขสิทธิ์เป็นคดีทางอาญา ซึ่งเจ้าของลิขสิทธิ์ไม่ต้องมาเป็นโจทก์เอง แต่รัฐบาลต้องจัดเจ้าหน้าที่ และงบประมาณ มาดูแลผลประโยชน์ของบริษัทข้ามชาติ ที่เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์และสิทธิบัตรร้อยละ 97 ในโลกนี้ ในขณะที่กฎหมายของสหรัฐอเมริกา มาตรา 506 (U.S. Code, Title 17, Chapter 5, Sec. 506) ซึ่งกล่าวถึงรายละเอียดของการละเมิดลิขสิทธิ์ ที่เข้าข่ายการละเมิดทางคดีอาญา และมาตรา 2319 (U.S. Code, Title 18, Part I, Chapter 113, Sec. 2319) ซึ่งกล่าวถึงการลงโทษ ได้ตั้งเงื่อนไขของการละเมิดลิขสิทธิ์ไว้อย่างรัดกุม เพื่อไม่ให้เจ้าของลิขสิทธิ์ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือดังนี้ ในมาตราที่ 506 ระบุว่า บุคคลที่เข้าข่ายในการทำความผิดตามมาตรานี้มีดังนี้ คือ 1.ต้องกระทำโดยมุ่งหวังผลในการได้เปรียบทางการค้า หรือ ได้รับเงินเข้าตัว หรือ 2.ในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมา เคยมีการกระทำที่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ ที่มูลค่าขายปลีกสูงกว่า 1 พันเหรียญ (หมายถึงผู้มีพฤติกรรมทำเป็นประจำ) และพยานหลักฐานในการละเมิดลิขสิทธิ์เพียงอย่างเดียว หรือชิ้นเดียวไม่สามารถนำมาเป็นพยานหลักฐาน ในการกล่าวหาฟ้องร้องว่ามีเจตนาในการละเมิดลิขสิทธิ์ ในมาตรา 2319 ระบุว่า ความผิดที่เข้าข่ายอาญาที่มีโทษจำคุกจะต้องเป็นการกระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ในรอบ 6 เดือนที่มีมูลค่าขายปลีกสูงกว่า 2,500 เหรียญ แต่ทูตพาณิชย์ของสหรัฐ กลับเรียกร้องให้แก้ไขกฎหมายการละเมิดลิขสิทธิ์ เป็นคดีอาญาอย่างไม่มีเงื่อนไข ประเด็นที่สำคัญที่สุดอีกประเด็นหนึ่ง ที่ทูตพาณิชย์สหรัฐเรียกร้อง คือ เรื่องการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐบาลไทย ทั้งในเรื่องสินค้าและการบริการจะต้องให้สิทธิกับบริษัทอเมริกันไม่น้อยกว่าบริษัทคนไทย เมื่อนำหลักการปฏิบัติเหมือนคนในชาติ (national treatment) และการให้สิทธิพิเศษทุกชาติเหมือนกัน (most-favour-nation) มาใช้ในกรณีการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐบาล ก็ตีความได้ว่าการให้สิทธิบริษัทอเมริกันน้อยกว่าคนไทย รัฐบาลก็อาจจะถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายและค่าเสียโอกาสได้ กลุ่มศึกษาข้อตกลงการค้าเสรี ได้ศึกษาบทเรียนของประเทศภาคีสมาชิกของข้อตกลงเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ ที่มีชื่อย่อว่า นาฟต้า นับตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมามีข้อมูลว่า บริษัทอเมริกันได้ฟ้องเอาผิดกับรัฐบาลแคนาดา และแคนาดาเป็นฝ่ายแพ้ต้องจ่ายค่าเสียหายให้กับบริษัทอเมริกันคิดเป็นเงิน 24,000 ล้านบาท และยังมีคดีที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาอีกหลายคดี ที่รัฐบาลแคนาดาถูกเรียกค่าเสียหายเป็นเงินอีกหลายพันล้านบาท ตัวอย่างหนึ่งคือ รัฐบาลแคนาดาสั่งห้ามบริษัทเคมีอเมริกันนำเข้าสารเอ็มเอ็มที ที่ใช้เติมน้ำมันรถยนต์ เพื่อป้องกันการน็อกของเครื่องยนต์ เนื่องจากก่อให้เกิดสารพิษในอากาศ ทำให้เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม และสุขภาพนั้นเป็นการเลือกปฏิบัติไม่เหมือนคนในชาติ เพราะประเทศแคนาดา ไม่ได้ห้ามการผลิตสารนี้ในประเทศ เพื่อการส่งออก ดังนั้น การขาดทุน และเสียโอกาสในกำไรที่จะได้ในอนาคต จึงเท่ากับเป็นการยึดทรัพย์ของนักลงทุนอเมริกันทางอ้อม อนุญาโตตุลาการได้ตัดสินให้รัฐบาลแคนาดาแพ้ และต้องจ่ายค่าเสียหายให้กับบริษัทเอทธิล คอร์ปอเรชั่นของอเมริกาเป็นเงิน 8,000 ล้านบาท เม็กซิโกก็ถูกฟ้องร้องในทำนองเดียวกัน ด้วยหลักการเดียวกันจนต้องแพ้คดีไปแล้วหลายคดี ต้องจ่ายค่าเสียหายไปหลายพันล้านบาทแล้ว และยังมีคดีที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาอีกหลายคดี คิดเป็นมูลค่าที่ต้องจ่ายหลายหมื่นล้านบาท จากบทเรียนนี้ จะเห็นได้ว่าอำนาจอธิปไตยของรัฐ ต้องไปขึ้นต่อข้อตกลงการค้าเสรีอย่างสิ้นเชิง ในการตัดสินของอนุโญตุลาการตีความว่า การเลือกปฏิบัติไม่เหมือนคนในชาติ ทำให้บริษัทที่เข้ามาลงทุน หรือเตรียมการที่จะเข้ามาลงทุนขาดโอกาสทำกำไร จึงเท่ากับถูกยึดทรัพย์ทางอ้อม รัฐบาลจึงต้องจ่ายชดเชยให้เขา สำหรับการขาดโอกาสในอนาคตด้วย ซึ่งอาจจะใช้กรอบ 20-30 ปีเป็นฐานคิดก็ได้ ดังนั้น ประชาชนจะต้องรับกรรมทั้งขึ้นทั้งล่อง หรือแม้แต่ระบบการศึกษา ซึ่งรัฐบาลในอนาคตจะให้การอุดหนุนไม่ได้อีกต่อไป เมื่ออนุญาตให้ต่างชาติ เข้ามาเปิดโรงเรียนในประเทศไทย เพราะว่าจะทำให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม และเลือกปฏิบัติ การที่รัฐบาลทักษิณเดินหน้าทำข้อตกลงการค้าเสรีแบบทวิภาคีกับสหรัฐ จึงควรใช้กระบวนการเดียวกันกับที่ทูตพาณิชย์ของอเมริกันใช้ในการระดมสมอง และระดมความคิดทั้งจากภาครัฐ และภาคประชาชน เป็นจำนวนถึง 100 ครั้ง และมีผู้เข้าร่วมไม่ต่ำกว่า 700 คน ในการได้ประเด็นต่างๆ ข้างต้นที่ล้วนแต่ให้ผลประโยชน์กับสหรัฐทั้งสิ้น เพื่อให้ได้ซึ่งประเด็นการต่อรองอย่างรอบด้าน เช่น เรื่องสิทธิบัตรยา นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีพันธะในการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 224 ในการนำรายละเอียดของสัญญา เข้าอภิปรายและขอความเห็นชอบจากรัฐสภา หรือจัดให้มีการลงประชามติอย่างใดอย่างหนึ่ง ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2
|
| กลับหน้าแรก |