ค้นคนต้นคิด Privatization

วิถีทุน : จุมพฏ สายหยุด    กรุงเทพธุรกิจ  วันที่ 18 มีนาคม 2547

ผู้เขียนนำเสนอเรื่องไอเดียของ ปีเตอร์ ดรักเกอร์ มาสองตอน ตั้งใจจะเลี้ยวหลบไปเรื่องอื่นบ้าง จึงหยิบเรื่อง การแปรรูปรัฐวิสาหกิจขึ้นมา แล้วก็พบว่า จุดไต้ตำตอ เพราะคนที่เป็นต้นคิด (Concept) เรื่องการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ หาใช่ใครอื่น "ปีเตอร์ ดรักเกอร์" อีกแล้วครับท่าน (ต่อไปนี้ ผู้เขียนจะขอใช้คำว่า Privatization เพราะไม่ชอบคำแปลภาษาไทย ที่ไม่สะท้อนแนวความคิดที่เป็นหัวใจของเรื่องนี้)

ข้อเสนอของดรักเกอร์เรื่อง Privatization ปรากฏขึ้นครั้งแรกในงานหนังสือชื่อ The Age of Discontinuity ที่ตีพิมพ์ในปี 1969

หลังจากที่สร้างชื่อเสียงด้วยการเขียนหนังสือที่ว่าด้วยการบริหารจัดการมาหลายปี ดรักเกอร์เขียน The Age of Discontinuity ซึ่งมีความแตกต่างจากเล่มที่ผ่านๆ มา โฟกัสของดรักเกอร์ได้เปลี่ยนจากความสนใจด้านการบริหารธุรกิจ ไปสู่ความสนใจในโลกนอกองค์กร

The Age of Discontinuity นับเป็นหนังสือเล่มแรกในจำนวนหลายๆ เล่มที่ตามมาของดรักเกอร์ ที่จะมีผลต่อการก่อรูป (Shape) ของสังคมในยุคต่อมา ไม่ใช่เฉพาะในระดับองค์กรธุรกิจอย่างเดียว

"หนังสือเล่มนี้พิมพ์ขึ้นในปี 1969 แต่ถ้าไปอ่านวันนี้ก็ดูราวกับพึ่งเขียนขึ้นเมื่อวาน ประกายแห่งการเปลี่ยนแปลงที่ดรักเกอร์จุดขึ้น ยังคงส่องแสงสะท้อนวาววับในวันนี้" ชาลส์ แฮนดี้ กูรูด้านการบริหารจัดการ เคยพูดไว้ในรายการของเขาที่บีบีซี

บทวิเคราะห์และข้อเสนอแนะสามประการในหนังสือเล่มนี้ของดรักเกอร์ (ซึ่งตีพิมพ์ในปี 1969) ที่สร้างจุดเปลี่ยนให้สังคมในเวลาต่อมา ได้แก่ หนึ่ง การก้าวสู่ยุค Knowledge Industry และ Knowledge Worker สอง การตลาดจะไม่ใช่การมองระดับท้องถิ่น (Think Locally) เท่านั้น เพราะการตลาดจะเข้าสู่ความเป็น Global Economy ดังนั้น ตราสินค้า (Brand) จะเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก สาม ข้อเสนอเรื่องการ Privatization ซึ่งในหนังสือ ดรักเกอร์ใช้คำว่า Reprivatization

เมื่อ 35 ปีก่อน ข้อเสนอเรื่อง Reprivatization ถือเป็นข้อเสนอที่สวนกระแสอย่างยิ่ง ไม่เพียงแต่เพราะกิจการรัฐวิสาหกิจส่วนใหญ่ยังไปได้ดี แต่เพราะระบบความเป็นรัฐ (State) ยุคนั้นยังเข้มแข็ง และได้รับการยอมรับสูง ไม่ว่าจะเป็นในค่ายคอมมิวนิสต์ หรือทุนนิยม แม้กระทั่งในแถบยุโรปตะวันตกอิทธิพลของพวกฝ่ายซ้าย พรรคแรงงาน พรรคสังคมประชาธิปไตย ระบบรัฐสวัสดิการ ก็เป็นกระแสหลักที่ครอบงำระบบเศรษฐกิจการเมืองในหลายประเทศ

ดังนั้น เมื่อดรักเกอร์เสนอแนวคิด Reprivatization ขึ้นมา ก็คงต้องโดนสวนกลับในยุคนั้น ในสำนวนสมัยนี้ว่า "คิดได้ยังไงเนี่ย"

ดรักเกอร์ เสนอในตอนนั้นว่า นับวันรัฐบาลจะไร้เสน่ห์ลงไปเรื่อยๆ รัฐบาลเข้มแข็งจึงไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป และรัฐบาลก็ไม่ควรคิดที่จะทำทุกสิ่งทุกอย่าง รัฐบาลอาจจะออกกฎหมายกำกับดูแล และจัดสรรงบประมาณ แต่ส่วนที่เหลือก็ให้ละทิ้งเสีย ซึ่งก็อย่างที่บอกไปแล้วว่า ในหนังสือดรักเกอร์ใช้คำว่า Reprivatization

ผู้เขียนเห็นว่า ยังมีเหตุผลหลักอีกข้อหนึ่ง ที่น่าจะทำให้ข้อเสนอเรื่อง Reprivatization ของดรักเกอร์ เป็นเรื่องที่ "บังอาจมาก" ในยุคนั้นก็คือ ในขณะที่ระบบรัฐราชการในยุคนั้นยังความแข้มแข็งสุดขีด ระบบธุรกิจภาคเอกชนกลับยังคง "อ่อนแอ" ทางปัญญา วิชาด้านบริหารจัดการที่เป็นระบบเพิ่งมีมาไม่ถึง 20 ปี (โดยดรักเกอร์เป็นผู้รวบรวมขึ้นมา) เทียบกับวิชารัฐศาสตร์ ซึ่งลงหลักปักฐานมาหลายร้อยปี

นี่เรายังไม่นับว่าเมื่อสี่สิบปีก่อน ตลาดทุนโลก ยังมีขนาดเล็กและยังไม่ได้รับการพัฒนามาถึงขนาดนี้ จึงยังไม่อยู่ในฐานะที่จะเป็นหน้าต่างของการกระจายความเป็นเจ้าของจากรัฐสู่ประชาชนได้

เมื่อเวลาผ่านไปต่างหากที่องค์ความรู้ ทักษะ และความเชี่ยวชาญ ของภาคธุรกิจเอกชน เริ่มก้าวทัน แซง และทิ้งห่างรัฐราชการ และรัฐวิสาหกิจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจัดองค์กร การจัดสรรทรัพยากร การพัฒนาบุคลากร การจัดการด้านผลตอบแทน การประเมินผล ระบบกำกับตรวจสอบ จนภายหลังรัฐราชการและรัฐวิสาหกิจต้อง "นำเข้า" องค์ความรู้จากภาคเอกชน เช่น Balance Scorecard หรืออะไรต่อมิอะไร ที่เขาอบรมให้ผู้ว่าซีอีโอนั่นล่ะ

ภาคธุรกิจเอกชน ก้าวไปไกลถึงขั้นสถาปนาสิ่งที่เรียกว่า Corporate Governance หรือ การกำกับดูแลกิจการ หรือ บรรษัทภิบาล หรือ ธรรมาภิบาล เพื่อจะบอกว่า ต่อไปนี้ ธุรกิจเอกชนจะมี "ภูมิธรรม" ในการรับผิดชอบต่อบรรดาผู้มีส่วนได้เสียอย่างไร ตั้งแต่ผู้ถือหุ้น ลูกค้า พนักงาน รัฐบาล หรือแม้กระทั่งสังคม ทั้งๆ ที่สิ่งนี้น่าที่จะถูกกำหนดโดยรัฐบาล แต่ภาคธุรกิจก็ถือสิทธิคิดค้นขึ้นมาเองจนได้

สิ่งที่น่าจะถือว่าเป็นชัยชนะครั้งใหญ่ ก็คือ ในที่สุดแล้วรัฐบาลนั่นเอง ที่อ้าแขนรับ "บรรษัทภิบาล" ในนาม ธรรมาภิบาล หรือ ธรรมรัฐ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว รัฐวิสาหกิจ จะไปเหลืออะไร

ในภายหลัง ดรักเกอร์ จึงได้เติมเต็มแนวคิดของเขาว่า การแปรรูปรัฐวิสาหกิจจะเป็นการใช้ประโยชน์จากจุดแข็งของภาคเอกชนเข้าสู่ภารกิจที่เคยเป็นของรัฐ แต่รัฐคงไม่สามารถแบกรับได้อีกต่อไป เขาบอกว่า การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ตั้งอยู่บนพื้นฐานแนวคิดที่ว่า ภาคเอกชนในโลกยุคข้อมูลข่าวสารมีมาตรฐานเหนือกว่าภาครัฐในการสร้างผลิตภาพ ( Productivity) มีมาตรฐานที่เหนือกว่าในเรื่องความยอมรับผิดชอบต่อผลงาน (Accountability )

เช่นเดียวกับการที่ภาคเอกชนมีความเหนือกว่าในด้านเทคโนโลยีและข้อมูลข่าวสาร ซึ่งในที่สุดแล้วสิ่งเหล่านี้จะสามารถนำไปสู่การปรับปรุงการทำงาน ที่สามารถวัดผลได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

ผู้เขียนมีความเห็นว่า ในบรรดาแนวความคิดต่างๆ ที่ดรักเกอร์ ได้เคยนำเสนอมาตลอด 60 ปี แนวความคิด Privatization ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ในเชิงเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมสูงที่สุด ฟังดูเป็นการประเมินสูงมากไปหน่อย จึงจะขอขยายความในสัปดาห์หน้า

หมายเหตุผู้เขียน- คำอื่นๆ ที่ปีเตอร์ ดรักเกอร์ ประดิษฐ์ขึ้น ยังได้แก่ Management by Objectives, core competence, federal decentralization, Management Balanced Scorecard, Knowledge Industry, Knowledge Worker

 

กลับหน้าแรก