|
ไทยพร้อมแล้วหรือกับการทำ
FTA
มองมุมใหม่ : พิณทอง เล่ห์กันต์ กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 18 มีนาคม 2547 ตอนนี้กระแส FTA กำลังมาแรง มีบทความมากมายที่เกี่ยวการทำเขตการค้าเสรี ออกมาตามสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ แม้แต่เอกสารการรณรงค์ แผ่นพับใบปลิว แต่สื่อบางตัวก็มีข้อจำกัดในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย จะมีก็แต่หนังสือพิมพ์เท่านั้นที่หาซื้อสะดวก พกพาสบาย ว่างเมื่อไหร่หยิบมาอ่านได้ตลอดเวลา หาอ่านได้แม้แต่ตามร้านขายข้าวแกง อาหารตามสั่งทั่วไป เพราะฉะนั้น การนำเสนอมุมมองของเจ้าของบทความแต่ละชิ้นจะต้องเป็นความรับผิดชอบโดยตรง ได้อ่านคอลัมน์ ธุรกิจไทยสู้โลก ของคุณเกียรติศักดิ์ จีรเธียรนาถ ในกรุงเทพธุรกิจ หน้าทัศนะวิจารณ์ เมื่อวันจันทร์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2547 แล้วรู้สึกเป็นห่วงอนาคตของประเทศไทย ถ้าสมมติผู้บริหารประเทศนี้ คิดอย่างที่คุณเกียรติศักดิ์พูดไว้ "ผมอยากให้กำลังใจทุกฝ่ายให้เดินหน้าเจรจา FTA ต่อไปให้มากๆ สำเร็จเร็วๆ โดยเฉพาะในหมวดสินค้าเกษตรทุกกลุ่ม เมื่อนั้นเกษตรกรไทยอาจจะได้เวลามองเห็นแสงเงินแสงทองที่ขอบฟ้าละครับ" นี่คือวรรคทองสุดท้ายของบทความนี้ ในขณะที่หลายฝ่ายพยายามชี้ให้เห็นภาพของผลกระทบที่จะเกิด หากประเทศไทยไปทำสัญญาเขตการค้าเสรี (FTA) กับคู่สัญญาอีก 11 ประเทศ แต่ยังมีคนมาบอกว่าให้รีบทำ ให้สำเร็จเร็วๆ การทำ FTA หรือที่เรียกว่า การทำเขตการค้าเสรี ที่ไทยไปเซ็นกับจีนเมื่อเดือนตุลาคม ปีที่แล้ว (2546) น่าจะเป็นบทเรียนที่ต้องนำมาทบทวน เพื่อที่จะไม่ให้เกิดการเซ็นกับประเทศอื่นๆ อีก 11 ประเทศที่ตั้งเป้าไว้ และควรหาพันธมิตรต่อต้านการทำ FTA ภายในประเทศแถบเอเชียเราด้วยซ้ำ ไม่ใช่แค่มาคิดว่าเราจะทำอย่างไรเพื่อให้สู้กับจีนได้ และมีข้อเสนอจากบทความของคุณเกียรติศักดิ์ว่า "หากต้องการต่อกรกับการแข่งขันทางการค้า เราต้องใช้วิชาว่าด้วยการสร้างสมรรถภาพ หรือความพร้อมในการแข่งขัน แทนที่จะเสาะแสวงหาเกราะกำบังจากรัฐ" ถ้าเราปลูกพืชเมืองหนาวสู้เขาไม่ได้ ก็เปลี่ยนมาปลูกพืชเมืองร้อนแทน เช่น กระเทียมที่นำเข้าจากจีน ก็กลีบใหญ่ ราคาถูกกว่าของไทย หอมหัวใหญ่รึก็คุณภาพไม่ได้มาตรฐานส่งออก (แต่ที่ดูภาพข่าวที่ชาวบ้านผู้ปลูกหอมหัวใหญ่ชูให้นักข่าวถ่ายรูปนั้น เป็นหอมที่หัวใหญ่จริงๆ อวบงาม น่ากิน) และพืชเมืองหนาวอื่นๆ อีก นั่นแสดงว่า คุณเกียรติศักดิ์แนะนำเกษตรกรทางภาคเหนือที่ปลูกหอมหัวใหญ่ กระเทียม หอมแดง และพืชเมืองหนาวอื่นๆ มานมนาน และก็ขายได้ในประเทศมาเรื่อยๆ ต้องเปลี่ยนวิถีเกษตร ไปปลูกพืชเมืองร้อนแทน ทั้งๆ ที่อากาศทางเหนือของบ้านเรายังปลูกพืชแบบนี้ได้ดี เพียงเพราะว่าผู้บริหารประเทศนำพาบ้านเมืองเข้าสู่ระบบการค้าเสรีอย่างนั้นหรือ อย่าลืมว่า กระเทียม หอมแดง หอมหัวใหญ่ และพืชผักเกือบทุกชนิดที่เราปลูกกันอยู่นั้น เป็นพืชที่คนไทยทุกครัวเรือนใช้ประกอบอาหาร ใช้ทุกวัน ไม่เหมือนผลไม้ เช่น ทุเรียน ลำไย ส้มโอขาวน้ำผึ้ง มะละกอ สับปะรด ลองกอง มังคุด และผลไม้อื่นๆ ที่เรารับประทานตามฤดูกาล ถ้าเกษตรกรเปลี่ยนไปปลูกพืชเมืองร้อนอย่างอื่นที่คิดว่าจะสู้กับจีนได้ หอม กระเทียม และพืชเมืองหนาวอื่นๆ เราก็ซื้อจากจีน เพราะราคาถูกกว่า ถ้าอีก 5-10 ปี คนไทยไม่ปลูกหอม กระเทียมแล้ว นำเข้าจากจีนอย่างเดียว ถ้าจีนเกิดขึ้นราคาสินค้าจำเป็นพวกนี้อีกสัก 10-20 เท่า จะเกิดอะไรขึ้น เราต้องมาเริ่มต้นปลูกกันใหม่หรือไม่ แล้วถ้าเราเริ่มปลูกกันเยอะอีก จีนลดราคาลงมาต่ำกว่าเกษตรกรในประเทศปลูกล่ะ จะตามจีนทันไหม แค่จีนปิดเขื่อน ไม่ปล่อยน้ำลงสู่แม่น้ำโขง เรือสินค้าจากประเทศไทย ก็จอดเกยตื้นกันเต็มฝั่ง ทำอะไรไม่ได้เลย ที่บอกว่า จีนส่งสินค้ามาขายในบ้านเราได้ในราคาที่ถูกมากๆ ทั้งๆ ที่ข้ามน้ำข้ามทะเลมาไม่รู้กี่พันกิโล เพราะจีนมีผลผลิตในพืชแต่ละชนิดสูง จึงทำให้ราคาต่อหน่วยลดลง จึงขายได้ในราคาที่ถูก แต่ไม่ได้พูดถึงค่าแรงงานที่ถูกมาก เมื่อเทียบเมืองไทย ไม่ได้พูดถึงการที่ไทยส่งสินค้าเกษตรไปที่จีนแล้วไม่ได้รับการอำนวยความสะดวกจากมณฑลต่างๆ ที่เป็นคู่ค้า จนสินค้าเกษตรของไทยต้องเสียหาย ไม่ได้พูดถึงกลยุทธ์ทางการค้าของจีนที่เอาเปรียบคู่ค้าอย่างไทยในหลายด้าน นี่ไม่ใช่การมองที่เอาตัวเองเป็นตัวตั้ง โดยไม่ได้เอาสภาพการแข่งขันของตลาดเป็นตัวตั้ง แต่การแข่งขันในการค้าต่างๆ ที่ชอบพูดว่า ให้เป็นไปตามกลไกตลาดนั้น จะเกิดขึ้นได้และเป็นธรรม จะต้องเกิดคู่แข่งขันที่เหมาะสม และเท่าเทียมกัน ไม่ใช่ให้คนตัวใหญ่กับคนตัวเล็กมาแข่งกัน เพราะยังไงก็แพ้ทุกทาง ไอ้ตัวเล็กก็ตายอยู่วันยังค่ำ และที่สำคัญ ไม่เคยเห็นการค้าที่อาศัยกลไกตลาดในประเทศใดเลยแม้แต่อเมริกาเอง ที่มีความเป็นธรรมและเอื้อประโยชน์ต่อคนที่อ่อนแอกว่า ท้ายที่สุดก็ต้องเกิดการผูกขาดโดยผู้ค้ารายใหญ่ หรือกลุ่มทุนที่มีทั้งอำนาจและเงินที่มากกว่า มีตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในหลายประเทศ เช่น ประเทศชิลี และเม็กซิโก ที่ทำการค้าเสรีกับอเมริกา ตอนนี้เรียกได้ว่า ประชาชนโงหัวไม่ขึ้น รัฐบาลเซ็นสัญญาไปแล้ว แก้ไขอะไรไม่ได้เลย แม้จะเกิดการฟ้องร้องเอาผิดกับรัฐบาล แต่สัญญาที่ทำไปแล้วมีผลบังคับใช้และผูกพันประเทศไปชั่วลูกหลาน ถามว่า ตอนนี้ไทยพร้อมที่จะเข้าสู่การแข่งขันหรือยัง เกษตรกรเรามีทุนหนาพอที่จะทุ่มการผลิตสู้กับต่างประเทศแล้วหรือ เราตัวโตพอที่จะสู้กับเขาได้แล้วหรือ เราจำเป็นต้องไปสู้กับคนพวกนี้หรือไม่ ตอบได้เลยว่า เรายังไม่พร้อมด้วยประการทั้งปวง และยังไม่เห็นความสำคัญที่จะต้องรีบ (ตาเหลือก) ไปเซ็นทำการค้าเสรีกับประเทศใดทั้งนั้น อยากเรียกร้องให้ผู้รู้ทั้งหลายช่วยกันออกมาพูดถึงผลกระทบที่จะเกิดจากการทำเขตการค้าเสรีให้มากๆ โดยเอาบทเรียนจากจีนเป็นเหตุผลประกอบ และขอเรียกร้องให้รัฐบาล เปิดเผยข้อเท็จจริงที่ทางรัฐบาลกำลังจะไปเจรจากับสหรัฐ และอีก 11 ประเทศ ช่วยชี้แจงให้ประชาชนได้ทราบ และร่วมตัดสินใจในอนาคตของพวกเราเองด้วย การที่ประชาชนเลือกท่านเป็นผู้แทนเข้าไปบริหารประเทศนั้น เป็นเพียงการไปรับใช้เรา ไปทำงานแทนเรา หาใช่ไปตัดสินใจทุกอย่างแทนเรา ชีวิตและอนาคตของพวกเรา เราขอมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ
|
| กลับหน้าแรก |