|
หุ้นปั่นการเมือง
ปั่นหุ้น
คอลัมน์ ดุลยภาพดุลยพินิจ โดย ผาสุก พงษ์ไพจิตร มติชนรายวัน วันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9504 ข่าวที่กระตุ้นความสนใจ เมื่อไม่นานมานี้คือ เรื่องที่รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้สั่งด้วยวาจาให้สำนักงานเลขาธิการสภา พิจารณาการติดตั้งกระดานหุ้น ซึ่งอาจต้องใช้เงิน 20 ล้านบาท เหตุผลที่ให้คือ มีสมาชิกหลายคนที่ติดตามในเรื่องหุ้น ข่าวบอกด้วยว่ามี ส.ส.จากบางพรรคสนับสนุน ว่าเป็นสิ่งถูกต้องเพื่อให้ทันกับเทคโนโลยี ใครจะซื้อหรือจะเล่นหรือไม่ก็ได้ ข่าวนี้โยงให้นึกถึงที่ท่านนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว เข้าแทรกแซงการทำงาน ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และเมื่อเกิดการระบาดของโรคไข้หวัดนก จนเป็นที่รับรู้กัน จนทำให้คนตื่นตระหนกเทขายหุ้น ท่านนายกฯก็ออกมาเตือนในรายการพูดกับประชาชนวันเสาร์ว่า คนขายหุ้นจะเสียใจเพราะดัชนีหุ้นจะพุ่งขึ้นเรื่อยๆ และระหว่างอาทิตย์นั้นก็ยังกล่าวย้ำประเด็นนี้ให้ น.ส.พ.ลงข่าวกันอีก แต่เมื่อไข้หวัดนกดื้อดึงที่จะระบาดต่อไป ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ดิ่งลงอีก ท่านนายกฯก็ออกมาให้ความมั่นใจกับผู้เล่นหุ้นอีกครั้ง คราวนี้บอกว่าสงสารคนที่ขายไปแล้ว ที่จะต้องซื้อกลับมาในราคาที่สูงกว่า อีกนัยหนึ่งดัชนีตลาดหุ้นจะพุ่งสูงขึ้นอีก บทบาทนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้กระตุ้นตลาดหลักทรัพย์ถือเป็นเรื่องใหม่และแปลก แน่นอนว่าหัวหน้ารัฐบาลของประเทศอยากให้ตัวชี้ภาวะเศรษฐกิจประกาศทุกตัวสวยหมด เพื่อดึงดูดนักลงทุนและสร้างเครดิตให้กับรัฐบาลตนเอง แต่ผู้นำประเทศส่วนใหญ่จะบอกให้เห็นแนวโน้มดีๆ ทั่วๆ ไป ยังนึกไม่ออกว่ามีนายกรัฐมนตรีไทยคนไหน ที่พยายามติดตามเรื่องหุ้นอย่างใกล้ชิด และโจ่งแจ้งเช่นนี้ และก็ยังนึกไม่ออกว่ามีตัวอย่างคล้ายๆ กันที่ไหนในโลก! อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์ทั้ง 2 เรื่องที่กล่าวถึงข้างต้นนี้ ล้วนแล้วแต่ชี้ให้เห็นความโยงใยอย่างลึกซึ้ง ระหว่างตลาดหุ้น กับการเมืองไทย โดยเฉพาะในสมัยรัฐบาลปัจจุบัน อย่าลืมว่า ลูกสาว น้องเขย และลูกชายของท่านนายกฯ ติดอันดับผู้ลงทุนใหญ่สุดอันดับ 2, 3 และ 4 ในตลาดหลักทรัพย์ไทย การประมาณการคร่าวๆ บอกให้เห็นว่า มูลค่าหุ้นของบริษัทในเครือชินวัตร รวมกันแล้วเท่ากับประมาณร้อยละ 10 ของมูลค่าหุ้นในตลาดทั้งหมด สถิติเหล่านี้ก็เป็นเรื่องแปลกใหม่อีกเหมือนกัน เพราะไม่แน่ใจว่ามีประเทศใดในโลก ที่ครอบครัวผู้นำประเทศมีลักษณะเช่นนี้ หากเราหันไปมองนักการเมืองสำคัญรายอื่นๆ ในรัฐบาลปัจจุบัน ก็จะพบความโยงใยระหว่างตลาดหุ้นกับนักการเมืองมากยิ่งขึ้น รองเลขาธิการสภาที่กล่าวข้างต้นเป็นหนึ่งในบรรดานักการเมือง ที่เก็งกำไรตลาดหุ้นตัวยง และเคยมีเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับกรณีบีบีซี ตระกูลมาลีนนท์ ของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นเจ้าของหุ้นมูลค่าสูงสุดเป็นอันดับหนึ่งในตลาดหลักทรัพย์ ตระกูลโพธารามิก จึงรุ่งเรืองกิจ เทพกาญจนา และครอบครัวของ รมต.ท่านอื่นๆ อีกหลายคน ล้วนแล้วแต่เป็นนักลงทุนมือหนักในตลาดหุ้น รวมๆ กันแล้วครอบครัวของ รมต.ที่ปรึกษา และพวกพ้องที่เป็นนักธุรกิจ ทหาร ขรก.น่าจะมีส่วนแบ่ง ในตลาดหลักทรัพย์ที่สูงทีเดียว อีกนั่นแหละก็ยังไม่เห็นประเทศใดในโลกที่มีปรากฏการณ์เช่นเดียวกัน เมื่อเร็วๆ นี้นักวิชาการที่มหาวิทยาลัยวันเดอร์บิลต์ ที่แคนนาดา วิจัยและพบว่า ในเมืองไทยบริษัทที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ รมต. และนักการเมืองสำคัญในรัฐบาล หุ้นมีมูลค่าคิดเป็นถึงร้อยละ 42 ของมูลค่าหุ้นทั้งหมดในตลาดหลักทรัพย์ รัสเซียเป็นประเทศเดียวที่สัดส่วนนี้มากกว่าไทย ด้วยเหตุผลของสภาพทางเศรษฐกิจ และการเมืองที่ค่อนข้างพิเศษ หลังการล่มสลายของพรรคคอมมิวนิสต์ นายกรัฐมนตรีของไทยปัจจุบัน เป็นผู้ที่มีความเชื่อมั่นว่าทำอะไรทำได้ เคยพยากรณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะโตร้อยละ 6 เมื่อปี 2546 ในขณะที่ใครๆ ประเมินเพียงร้อยละ 3-5 ก็ยังทำได้ การพยากรณ์ของท่านนายกฯ เจ๋งยิ่งกว่าไปขูดจากโคนต้นไม้ แต่ต้องยอมรับว่าตรงนี้สร้างความมั่นใจให้กับผู้ลงทุน เป็นเรื่องสำคัญและจำเป็น และเป็นผลดีกับระบบเศรษฐกิจโดยรวมในวงกว้าง โดยเฉพาะในภาวะที่ไทยเพิ่งพ้นจากวิกฤติ พ.ศ.2540 แต่ในกรณีของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ นายกฯต้องตระหนักว่าตลาดหุ้นเล็กๆ อย่างไทยมีความอ่อนไหว อาจเคลื่อนไหวไปตามคำพูดของบุคคลสำคัญได้ง่ายมาก จุดมุ่งหมายหลักของตลาดหลักทรัพย์คือ เป็นแหล่งระดมทุนให้กับนักธุรกิจนอกเหนือจากการใช้เงินกู้ แต่ตลาดหลักทรัพย์ของไทยในแง่นี้ยังเล็กมาก ความพยายามดึงดัชนีหุ้นให้พุ่งขึ้น จะไม่ส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมเท่าใดนัก ตลาดหลักทรัพย์สำคัญสำหรับคนสามกลุ่ม กลุ่มแรกคือ นักเล่นหุ้นระดับสากล ที่ลงทุนไปทั่วโลก แต่สำหรับกลุ่มนี้ตลาดหลักทรัพย์ไทย ก็ไม่ได้มีความสำคัญอันดับต้นๆ แต่บางทีก็น่าสนใจเพราะตลาดยังเล็ก และสามารถถูกปั่นได้ง่ายๆ ทำให้ได้กำไรสูงหากต้องการเพิ่มโบนัสในบางช่วง กลุ่มที่สองคือ บรรดาแมลงเม่าทั้งหลายซึ่งก็มีจำนวนไม่มากนัก และเล่นในวงเงินต่ำๆ กลุ่มสำคัญที่สุดคือ กลุ่มที่สาม กลุ่มนี้มีจำนวนหยิบมือ แต่มือหนัก มักเป็นคนวงในและหลายคนใกล้ชิดกับรัฐบาลปัจจุบัน ท่านนายกฯบอกว่า ท่านรวยแล้วไม่ตะกละตะกลาม เราต้องเชื่อท่านเพราะท่านเป็นถึงนายกรัฐมนตรีของไทย แต่ใครๆ ก็รู้ว่าการเมืองนั้นต้องใช้ลูกกระสุนมากแค่ไหน? หน้า 6
|
| กลับหน้าแรก |