Welcome "สมคิด" ของฝากจาก "เอกกมล"

รายงานพิเศษ  ประชาชาติธุรกิจ หน้า 10  วันที่ 15 มีนาคม 2547  ปีที่ 27 ฉบับที่ 3566 (2766)

การหวนคืน กระทรวงการคลัง ของ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ถูก นายบัญญัติ บรรทัดฐาน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ วิพากษ์วิจารณ์ว่า นักการตลาดผู้ยิ่งใหญ่กลับมาเพื่อปลุกตลาดหุ้น

แต่คนที่มองภาพเศรษฐกิจระดับมหภาคในยุคเชื่อมต่อระหว่างขุนคลัง ร้อยเอกสุชาติ เชาว์วิศิษฐ กับขุนคลัง สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้นได้แก่ "เอกกมล คีรีวัฒน์" ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ อันดับ 11 พรรคประชาธิปัตย์ นักเศรษฐศาสตร์ปริญญาโทจาก Harvard

อดีตรองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และอดีตเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)

"เอกกมล" ฉายภาพเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมาว่า เศรษฐกิจดีขึ้นจริง การลงทุนก็เพิ่มขึ้น กำลังการผลิตก็เพิ่มขึ้น เพราะที่ผ่านมากำลังการผลิตเหลือเยอะ และการใช้มาตรการกระตุ้นบริโภคได้ผล ผลจากการที่มีกำลังการผลิตเหลืออยู่จึงทำให้การนำเข้าไม่พุ่งเร็ว ก่อนหน้านี้ นายวิจิตร สุพินิจ ที่ปรึกษารัฐมนตรี ร้อยเอกสุชาติ เชาว์วิศิษฐ อดีต รมว.คลัง ได้อธิบายเศรษฐกิจภาพรวมได้อย่างถูกต้องว่า จีดีพีปีนี้ 6-7% เหมาะสมแล้ว หากมากกว่านั้นก็....เสียหาย

เพราะถ้าเศรษฐกิจขึ้นไปมากๆ กำลังการผลิตก็จะเต็ม ย้อนไปดูประวัติศาสตร์เมืองไทย เอาตัวเลขมาดู ถ้าบอกว่ากำลังการผลิตอยู่ที่ระดับ 72% แสดงว่ามีหลายอุตสาหกรรมที่ใช้กำลังการผลิตเต็มที่แล้ว ...จากนี้ไปจะเริ่มติดแล้ว

พอติดแล้วเกิดอะไรขึ้น?มันจะไปยิ่งดันเศรษฐกิจขึ้นไป กำลังการผลิตไม่สามารถรับได้ เพราะว่า 2-3 ปีที่ผ่านมา เมืองไทยไม่ได้ลงทุนอะไรเลย ที่บอกว่าปีที่แล้วเมืองไทยการลงทุนสูงมาก จริงๆ แล้วไม่ได้มีอะไรเลย เป็นการลงทุนเพื่อการส่งออกแทบทั้งนั้น ไม่ได้มีการลงทุนอะไรใหญ่โตเลย ปูนซีเมนต์ไม่ได้เพิ่มเลย เพราะจากโรงงานที่ปิดอยู่ 3 โรงก็เปิดผลิต เหล็กก็ไม่ได้เพิ่มเป็นของเก่า (โรงงาน) ที่มาจากปรับโครงสร้างหนี้

ดังนั้นหากดันให้จีดีพีโตมากๆ กำลังการผลิตก็จะติด พอติดแล้วเกิดอะไรขึ้น สัญญาณของมันคือว่า เริ่มจะมองเรื่องการกักตุน หรืออะไรต่างๆ ดังนั้นเศรษฐกิจเวลามันติด ขยายไม่ได้ ขยายไม่ทัน มันจะกักตุน หลักก็คือ ถ้ากำลังการผลิตไม่เต็ม ก็ไม่กักตุน

การที่เศรษฐกิจพุ่งมากๆ จะมีแรงกดดันทางซัพพลายไซด์ (ภาคการผลิต) จะมีปัญหาเงินเฟ้อ แต่ไม่ใช่เงินเฟ้อที่ตัวเลข 1%- 2% แต่เป็นเงินเฟ้อที่มาจากต้นทุนที่แพงขึ้น แต่จะแพงเป็นบางอย่าง แล้วจะมีผลทำให้คนในเมือง เริ่มรู้สึกว่าของแพง

นอกจากนี้ เศรษฐกิจจะพุ่งมากหรือไม่พุ่งมาก อีกปัจจัยมาจากการบริโภคต้องยอมรับว่าหนี้ต่างประเทศของภาครัฐเพิ่มขึ้นเยอะ ถ้ารัฐบาลไม่ปั๊มเงินเข้าไปอีก การบริโภคจะไม่เยอะเหมือนเก่าและยากที่จะเหมือนช่วงที่ผ่านมา

สิ่งที่ดีขึ้นเมื่อปีที่แล้ว ทำให้คนรวยซื้อมากขึ้น แต่ปีนี้อาจจะไม่เพิ่มมาก และเชื่อว่าจะไม่เพิ่มไปกว่านี้ สิ่งที่คิดว่าดีๆ จะไม่เพิ่มขึ้นมา ฉะนั้นไม่มีเหตุผลที่การบริโภคจะมากเหมือนเก่า

ดังนั้นเศรษฐกิจจะมีปัญหามากขึ้น เพราะว่าตลาดหุ้นคาดการณ์รับข่าวดี จากจีดีพี 6%-7% ไปแล้ว การขยายตัวนิ่งหมดแล้วหุ้นก็ไม่เพิ่มกว่านั้นแล้ว จีดีพีต้องมากกว่านั้นถึงจะขึ้น

ก่อนหน้านี้ นายกฯทักษิณบอกว่าเศรษฐกิจจะเจริญเติบโตอย่างไร คนก็เชื่อกันหมด แล้วผลก็ออกมาตามนั้นไปหมดแล้ว ฉะนั้นปีนี้รัฐบาลจะเหนื่อยมากขึ้น เมื่อพิจารณาดูปัจจัยสนับสนุน ปีนี้การส่งออกจะเพิ่มขึ้นเกิน 15% คนก็ไม่ตื่นเต้นแล้ว แต่โอกาสที่จะต่ำกว่านั้นมีแน่ แต่การนำเข้าบอกว่า 15% แล้วจะขึ้นไป เป็น17%-18% คราวนี้ตาย นี่คือปัญหาทั้งหมด

ดังนั้นถ้าจะให้หุ้นพุ่งขึ้น 1,000 จุด ทำได้ด้วยปัจจัยอันเดียวเท่านั้นเอง คือรัฐบาลถลุงเงินให้มากๆ ตลาดหุ้นก็ขึ้นได้

ส่วนปัจจัยภายนอก สิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือคำกล่าวของ อลัน กรีนสแปน ประธานธนาคารกลางสหรัฐพูดเตือนว่าจีนลดค่าเงินหยวนเมื่อไหร่ ระบบธนาคารจะพังเหมือนกับเมืองไทย เพราะระบบแบงกิ้งของจีนไม่ดี อยู่ๆ มาลดค่าเงิน ก็ เสียหายเลย แล้วถ้าเกิดขึ้นจริง จะส่งผลกระทบต่อไทยมาก เพราะเศรษฐกิจที่ดีขึ้นมาทั้งหมดของไทยไม่ได้ส่งออกไปอเมริกา แต่ส่งออกไปจีนมากกว่า

ดังนั้นเศรษฐกิจอเมริกาฟื้นไม่ได้ทำให้การส่งออกไทยเพิ่มขึ้นมาก เพราะเศรษฐกิจอเมริกาแย่ลงใน 2 ปีหลัง แต่การส่งออกของไทยก็ยังดีเพราะได้ตลาดจีนช่วยไว้ แต่ถ้าจีนทรุดไปก็เสียหายอีก

จริงแล้ว ปีที่แล้วสิ่งที่ช่วยไทยมาก และที่ต้องให้เครดิตรัฐบาล คือราคาของสินค้าเกษตรดีมาก ถ้าปีนี้สินค้าเกษตรไม่เพิ่ม ก็จะทำให้ส่งออก เพิ่มขึ้นเหมือนเก่าไม่ได้ ไม่ใช่ว่าไม่ดี แต่ปีที่แล้วเพิ่ม 15% ปีนี้ถ้าจะบอกว่าให้ส่งออกเพิ่ม 15% ปริมาณก็ต้องเพิ่ม ราคาก็ต้องเพิ่มขึ้น ไม่เช่นนั้นทุกอย่างจะไปตกอยู่ที่ปริมาณทั้งหมด

นี่คือ การบ้านที่ "เอกกมล" ฝากไปถึง "ขุนคลังนักการตลาด" ด้วยความปรารถนาดี

ประชาชาติธุรกิจ หน้า 10

 

กลับหน้าแรก