|
ธุรกิจครอบครัวให้พ้นรุ่นที่
3
ธุรกิจไทยสู้โลก : เกียรติศักดิ์ จีรเธียรนาถ กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 15 มีนาคม 2547 ตลอดชีวิตการทำงานของผมในรอบ 33 ปี กับบริษัทขนาดใหญ่อันดับต้นๆ ของประเทศ และกับบริษัทที่ปรึกษาอันดับแรกๆ ของโลก ทำให้ผมอยากจะขอยกประเด็นคำว่า "ธุรกิจครอบครัว" ที่ผู้คนมักจะมีวงเล็บเก็บไว้ในใจในเชิงของการไม่มีระบบการทำงานดังที่เราท่านได้เรียนมาในมหาวิทยาลัย เป็นธุรกิจที่ไม่ให้อิสระและเสรีภาพแก่บุคคลนอกครอบครัว? โอกาสเติบโตมีน้อย ฯลฯ และดูเหมือนว่าคนหนุ่มสาวส่วนใหญ่จะได้รับการปลูกฝังจากพ่อแม่ ญาติ มิตร หรือแม้กระทั่งครูบาอาจารย์ที่ประสิทธิวิชาให้เกิดความเชื่อที่ว่า บริษัทครอบครัวหรือธุรกิจครอบครัวนั้นไม่น่าจะมีอนาคตที่ดีสำหรับคนนอกครอบครัว คนจีน มักจะมีความกังวลว่า ตระกูลตนเองจะสามารถรักษาธุรกิจครอบครัวของตนให้ก้าวข้ามไปยังรุ่นที่ 3 ได้อย่างราบรื่นอย่างไร? การพร่ำสอนทั้งบนโต๊ะอาหาร หรือแม้กระทั่งในห้องนั่งเล่นแก่บุตรหลาน หรือหลงจู๊ประจำตระกูล ย่อมเป็นสิ่งที่นอกเหนือความคาดหมายของผู้คนชาวตะวันตก ใครถูกใครผิดไม่ใช่ประเด็นของบทความนี้? เพราะการชี้ผิดชี้ถูกเช่นว่านี้ไม่สามารถนำมาเป็นบรรทัดฐานสำหรับเราท่านได้ ทำไมหรือครับ? ก็เพราะความเป็นมนุษย์ที่จะเกิดความรุ่งเรือง มีความสุข หรือความล้มเหลวนั้น นอกจาก DNA แล้ว ยังต้องมีคุณค่าของมนุษย์ จริยธรรมและคุณธรรม เพื่อเป็นทั้งรากฐานและเป็นแรงกระตุ้นให้ "องค์ความรู้" มีที่อยู่เพื่อให้เจริญงอกงามในลำดับต่อไปนั่นเอง คนในโลกนี้ไม่มีใครเหมือนใครแม้แต่ฝาแฝด ดังนั้น หากเราคิดว่าบริษัทเราจะเหมือนบริษัทอื่นนั้นเป็นบาปที่ยิ่งใหญ่.....แค่คิดก็บาปแล้วครับ ท่านคงเคยได้ยินชื่อ WalMart ที่มียอดขายปีหนึ่งสูงกว่า GDP ของประเทศไทย 2 เท่า บริษัทแฟชั่นดังๆ ทั้งหลาย ต่างก็เป็นบริษัทในตระกูลอยู่ครับ ท่านคงไม่ตกใจถ้าผมจะสรุปว่า บริษัทเหล่านี้เป็นบริษัทหรือธุรกิจครอบครัวครับ..... เป็นตั้งแต่วันแรกที่ผู้ก่อตั้งมีจิตวิญญาณของเถ้าแก่ (Entrepreneurship) ผนวกกับวิสัยทัศน์ของผู้นำ (Leadership Vision) และพลังแห่งความมุ่งมั่น ณ วันที่ Sam ก่อตั้ง Walmart นั้นไม่มีใครเลยที่จะเชื่อว่าเขาจะรอด เพราะว่า ณ วันนั้น Supermarket ที่ยิ่งใหญ่ เช่น Saveway, Kroger ต่างก็ยิ่งใหญ่ และครอบครองพื้นที่การค้าเกือบทุกมลรัฐของอเมริกา แถมบริษัทค้าปลีกขนาดยักษ์ของอเมริกา อาทิ K-Mart J.C Penny, Sear ต่างก็ได้รับความนิยมเป็นอย่างยิ่ง Wamart ไม่มีประตูใดที่จะต่อสู้กับเขาได้เลย แต่ Sam บอกทุกคนว่า เขาจะเอาชนะบริษัทเหล่านี้ได้ สักวันหนึ่งเขาจะอยู่บนแถวหน้าและเป็นหัวขบวนของธุรกิจนี้ ณ วันนี้ ครอบครัวเขาทำสำเร็จแล้ว Walmart เป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลกมา 2 ปีซ้อนแล้ว และดูเหมือนว่านักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เชื่อว่าจะเป็นต่ออีกหลายปี บริษัทครอบครัวของต่างประเทศที่ก้าวข้ามอาถรรพ์ 3 ชั่วอายุคน ดังปรากฏในการสำรวจของ McKinsey ในต้นปี 2003 พบว่าจำนวน 11 บริษัทขนาดยักษ์ของอเมริกาและยุโรป 11 แห่งมีธุรกิจมากกว่า 100 ปี และกำลังอยู่ในรุ่นที่ 4 ของครอบครัว ส่วนบริษัทของไทยที่ผมพอจะนึกออกว่า กำลังอยู่ในรุ่นที่ 3 ก็คงเป็นกลุ่ม ซี.พี. เซ็นทรัล สหกรุ๊ป ถ้าจะตั้งข้อสังเกตกับสามกลุ่มธุรกิจครอบครัวนี้ที่อยู่รอด และรุ่งเรืองจนถึงรุ่นที่ 3 ก็พอจะประมวลได้ว่า 1) พี่น้องในตระกูลมีความสามัคคีกัน 2) ให้ความเคารพใน 2 มิติ คือ มิติแห่งอาวุโส และมิติแห่งความสามารถ 3) ใจกว้างเสาะหาคนดี และคนเก่งเข้าร่วมงานอยู่เสมอมา จนบางครั้งมีการกล่าวว่า หาคนที่เราคิดว่าดีมา 10 คน ถ้าเหลือเพียง 1 คน ก็ถือว่าคุ้มแล้ว 4) มีความซื่อสัตย์ต่อลูกค้า และคู่ค้าสูงมาก บริษัทที่ปรึกษาธุรกิจระดับโลก บริษัทเกี่ยวกับวิชาชีพ เช่น แฟชั่น กับศิลปะทั้งหลาย ต่างก็ยังคงเป็นธุรกิจในครอบครัวอยู่ และดูเหมือนว่า ธรรมชาติของธุรกิจ จะเป็นตัวกำหนดการดำรงความเป็นธุรกิจครอบครัว การดำรงความเป็นธุรกิจครอบครัว มิได้หมายความว่าเจ้าของจะปิดกั้นตนเองจนไม่ยอมนำระบบการบริการสมัยใหม่ หรือแม้กระทั่งการนำเอาผู้ที่มีความรู้มากๆ มาร่วมงาน หรือเป็นคู่ค้ากับบริษัทยักษ์ใหญ่ กลับตรงกันข้าม ธุรกิจครอบครัวมีโอกาสดีกว่าบริษัทมหาชน ในการนำเอาระบบงานที่เหมาะสมเข้ามาใช้ เพราะความรวดเร็วในการตัดสินใจ อันเกิดจาก "ความเป็นเจ้าของ" และ "ความเป็นผู้นำ" แต่บริษัทมหาชนไม่ว่าที่ไหนในโลก ย่อมยากที่จะสร้างความเข้มข้นของจิตวิญญาณของความเป็นเจ้าของให้เป็นที่ประจักษ์แก่กลุ่มผู้มีผลประโยชน์ร่วม (Stakeholder) ในปัจจุบันนี้ ผู้ถือหุ้นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลก เริ่มมีการเคลื่อนไหว โดยตั้งคำถามว่า นักบริหารมืออาชีพนั้นกำลังสร้างความมั่งคั่งให้ใคร? ใครได้รับส่วนใหญ่ของความมั่งคั่งที่บริษัทสร้างขึ้นมา? คุณบัณฑูร ล่ำซำ เคยเล่าให้ผมฟังว่า "หลังจากที่ได้สัมผัสกับผู้บริหารต่างๆ ในบริษัทของจีนแล้วพบว่า เขาบริหารอย่างมีเหตุมีผล (no non-sense management)" นี่ก็เป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ว่า จิตวิญญาณของความเป็นเจ้าของที่แท้จริงนั่นย่อมครอบงำให้ผู้บริหารตั้งสติได้มั่นคงกว่า เพราะสิ่งนี้เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ต้องปกป้องผลประโยชน์ส่วนตนก่อนส่วนรวม หรือจะทำความเข้าใจให้ง่ายกว่านี้ก็คือ เราเล่นไพ่โดยใช้เงินของคนอื่นย่อมเล่นด้วยความบ้าบิ่นกว่า เพราะทำให้เกิดความมันในอารมณ์ได้ หากโชคดีก็ชนะไป หากโชคร้ายก็ไม่เสียใจ แต่อาจจะเสียหน้าหรือเสียฟอร์มเล็กน้อย ดังนั้น เราจึงไม่ต้องแปลกใจผู้บริหารมืออาชีพไม่ว่าของประเทศใดๆ ก็ตาม มักจะรู้สึกเจ็บมากเมื่อผลประโยชน์ของตนเองได้รับผลกระทบ อาทิ ราคาหุ้นในตลาด สิทธิการซื้อหุ้น โบนัสพิเศษ ฯลฯ แต่ไม่ค่อยเจ็บสักเท่าไรถ้าผลเสียนั้นกระจายไปยังผู้ถือหุ้น หรือต่อประชาชนผู้เสียภาษี ดังเช่นกรณีการล่มสลายของ Enron WorldCom และอื่นๆ หรือแม้กระทั่งบริษัทต่างๆ ในประเทศไทย เจ้าของหรือครอบครัวไม่ได้เป็นเจ้าของ พอล้มแล้วก็ขาดแรงฮึดในการเข้าไปกอบกู้กิจการ ดังที่เรากำลังประสบอยู่ในขณะนี้ ผมไม่ได้หมายความว่า ธุรกิจครอบครัวดีกว่าธุรกิจมหาชน แต่ผมกำลังจะชี้ให้เห็นคำว่าบริษัท หรือธุรกิจครอบครัวนั้นมิได้สูญเสียโอกาสในการสร้างระบบบริหารงานที่ทันสมัย และเหมาะสมกับตัวตนของเราที่ต้องอยู่บนเวทีแข่งขันในตลาดโลก ไม่ว่าท่านจะเป็นบริษัทประเภทใด? ยิ่งใหญ่แค่ไหนก็ตาม ถ้าไม่สร้างตนเองให้เข้มแข็งก็ไม่สามารถอยู่รอดได้ ความสามารถของคน ประสิทธิภาพของทีม และความแข็งแกร่งของบริษัทต้องเกิดจากเนื้อใน หรือที่ปรึกษา หรืออาจารย์ใดๆ ในโลกนี้ที่จะหยิบยื่นให้ท่านได้ หรือแม้กระทั่งท่านจะจ่ายเงินจำนวนไม่อั้นก็ไม่สามารถซื้อหาได้ ธุรกิจครอบครัวที่จะก้าวข้ามไปจากรุ่นที่ 3 จนไปถึงนิจนิรันดรนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยที่เป็นวิทยาศาสตร์ กล่าวคือ ความสามารถในการสร้างความแข็งแกร่งให้แก่คนของเรา ซึ่งต้องอาศัยทั้งองค์ความรู้ ประสบการณ์ คุณธรรม และโชค ไม่ใช่อยู่ที่ประเภทของการจัดโครงสร้างการเป็นเจ้าของว่าเป็นของครอบครัว หรือของมหาชน และต้องอย่าลืมว่าในยุคศตวรรษที่ 21 นี้ นอกจากเราทำได้ถูกต้องเหมาะเจาะกับสภาพแวดล้อมในการประกอบธุรกิจแล้ว เรายังคงต้องเฝ้ามองถึงคู่แข่งของเราด้วยว่า มีความแม่นยำ และความเร็วในการตัดสินใจ และลงมือกระทำได้ในระดับใด? เมื่อเปรียบเทียบกับเรา ดังนั้น เราต้องรู้ทั้งเขา และรู้ทั้งเรา ตลอดจนเข้าใจถึงสภาพแวดล้อมในการแข่งขัน ซึ่งตรงกับยาขอบที่กล่าวถึงขงเบ้งว่า "เป็นผู้รู้แจ้งดินฟ้า มหาสมุทร?"
|
| กลับหน้าแรก |