|
การเมืองภาคพลเมืองกับการแปรรูปการไฟฟ้า
โดย ขวัญสรวง อติโพธิ สถาบันการเรียนรู้และพัฒนาประชาสังคม มติชนรายวัน วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9502 เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ มีพนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตกลุ่มหนึ่ง เป็นคนรุ่นใหม่ อาจหาญขึ้นเวทีอภิปราย เรื่องการแปรรูปการไฟฟ้าฝ่ายผลิต พวกเขาขอให้พวกสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ กฟผ. เอาป้ายเรียกร้องต่อรองผลประโยชน์ของพนักงานออกไปให้หมด เขาขอให้คิด ขอให้เห็นว่า เรื่องการคัดค้านการแปรรูปการไฟฟ้านั้น แท้จริงมีเป้าหมายยกระดับเป็นการต่อสู้เพื่อปกป้องสมบัติของประชาชน เป็นการรักษาประโยชน์ และความมั่นคงของประเทศชาติอันเป็นบ้านเกิดเมืองนอน เขาขอให้คน กฟผ.ทิ้งความพะวักพะวนถึงประโยชน์หรือความเสียหายส่วนตัว หันมาต่อสู้เพื่อส่วนรวมอย่างมีศักดิ์ศรีเท่านั้น ไม่มีทางอื่น ในวันนั้นปรากฏว่า คนการไฟฟ้าฝ่ายผลิตสดับฟังคนเหล่านี้ดังต้องมนต์เพราะเป็นการเทใจพูดอย่างบริสุทธิ์ของคนรุ่นใหม่ พลังคน กฟผ.ที่ไม่เห็นด้วยกับการแปรรูปและห่วงใยบ้านเมืองเริ่มเกาะเกี่ยวถักทอกันขึ้นจากการจุดประกายของคนกลุ่มนี้ วันถัดมาการขอรายชื่อพนักงาน 1,000 คน เพื่อยื่นให้สหภาพแรงงานฯเปิดประชุมใหญ่วิสามัญเพื่อคัดค้านการแปรสภาพ กฟผ.เป็นไปโดยง่ายดาย นับตั้งแต่นั้นกระแสการคัดค้านการแปรรูปการไฟฟ้าฝ่ายผลิตและรัฐวิสาหกิจต่างๆ ก็ระเบิดพลุ่ง เติบโตลุกลามมาให้เห็นเช่นปัจจุบัน กลุ่มพนักงานคนรุ่นใหม่กลุ่มนี้หลังจากก่อตัวขึ้นมาแล้วก็ใช้ชื่อว่า "กลุ่มดอกไม้ขาว" บ่งชี้เป็นนัยถึงการผุดเกิดเบ่งบานขึ้นมาด้วยความบริสุทธิ์ใจ ทุกวันนี้กลุ่มดอกไม้ขาวเป็นแกนสำคัญในการเคลื่อนไหวเพื่อคัดค้านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ การถือเอาประโยชน์หรือความเสียหายของส่วนรวมเป็นที่ตั้ง เอาเรื่องได้เสียของบ้านเมืองในนโยบายสาธารณะ ขึ้นมาเป็นธุระของ "กลุ่มดอกไม้ขาว" และคนการไฟฟ้าครั้งนี้แท้ที่จริง คือการเมืองภาคพลเมือง(CIVIL POLITICS) ของจริง สังคมไทยของเราติดระบบอุปถัมภ์ ติดพรรคพวกและประโยชน์ส่วนตัว จะรวมกันก็เพราะประโยชน์หรือความเสียหายเฉพาะกลุ่มมาแต่ไหนแต่ไร วี่แววของการเมืองภาคพลเมืองที่ผุดขึ้นที่ กฟผ.ครั้งนี้จึงน่าสนใจและน่าประคับประคองสนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้ให้กล้าแข็งขึ้นต่อไปเป็นอย่างยิ่ง เพราะนี่คือประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมของประชาชนเจ้าของประเทศ เป็นชีวิตสาธารณะของพลเมืองที่จำเป็นแต่ขาดหายไปแทบจะสิ้นเชิงในสังคมของเรา บทความของผมครั้งนี้ เรียบเรียงขึ้นเพื่อหวังจะสร้างมุมมองและความคิดใหม่ๆ ที่เข้ารองรับสนับสนุนการเมืองภาคพลเมืองที่แฝงฝังอยู่ในความเคลื่อนไหวเพื่อคัดค้าน และตรวจสอบการแปรรูปรัฐวิสาหกิจของชาติในครั้งนี้ ความหมายเชิงสาธารณะของการไฟฟ้าของประเทศ การไฟฟ้าของประเทศไม่ว่าจะเป็น กฟผ. กฟภ. หรือ กฟน. ล้วนมีความสำคัญกับบ้านเมือง มีความหมายในเชิงสาธารณะอยู่หลายประการคือ 1 เป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน ทรัพย์สินที่ประกอบเป็นวิสาหกิจทำน้ำทำไฟให้ประชาชนได้ใช้นั้น ล้วนเป็นการลงทุนสั่งสมของแผ่นดินสืบเนื่องกันมาจึงถือว่าเป็นของชาติและประชาชน รัฐเป็นผู้เข้ามารับผิดชอบดูแลจัดการ พนักงานเองก็เป็นเพียงผู้มีหน้าที่ดำเนินการทำให้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงไม่ใช่เจ้าของทั้งคู่ ความเข้าใจง่ายๆ พื้นฐานนี้แท้จริงอาจถูกหลอกกันได้เฉย เช่นข้อกล่าวอ้างที่ว่าแปรรูปไฟฟ้า เพื่อขายกระจายหุ้น ให้แก่ประชาชน อ้างอย่างนี้ทั้งๆ ที่การไฟฟ้า ก็เป็นของประชาชนอยู่แล้ว ทำงานให้ประชาชนอยู่ทุกวัน ส่งผลกำไรให้รัฐอีกต่างหาก หนักกว่านั้นก็ลามถามกันว่า ประชาชนที่หุ้นจะกระจายไปหานั้นเอาเข้าจริงมันใครที่ไหน รวยหรือจน มันกี่เปอร์เซ็นต์ของประชาชนคนทั้งประเทศ 2 มีความสำคัญเป็นตายได้เสียกับทุกคน กิจการสาธารณูปโภค เช่นการไฟฟ้าการประปานั้น ไม่ต้องสงสัยเลยว่า มีความสำคัญกับชีวิตของผู้คน และการดำเนินกิจการ ทางการผลิตทุกชนิด และทุกระดับ ความมั่นคงของระบบวิสาหกิจเหล่านี้คือความมั่นคงทางเศรษฐกิจ คือความมั่นคงของชาติและประชาชน ความสำคัญดังว่านี้หากไม่กระจ่าง หากดูเบาหรือเผอเรอ ก็อาจพาไปสู่ความฉิบหายหรือหมดตัวในวันหน้าได้ง่ายๆ การร่วมกันใคร่ครวญพิจารณาชั่งตรองให้จงดีจากทุกๆ ฝ่ายโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาคสาธารณะจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ความพลาดพลั้งในการแปรรูปวิสาหกิจสาธารณะต่างๆ ปรากฏเป็นบทเรียนที่พึงศีกษาให้เห็นกันในหลายๆ ประเทศ 3 เป็นมรดกจากอดีตและต้นทุนในอนาคต พ้นจากประโยชน์ได้เสียในปัจจุบัน พึงตระหนักว่า กิจการวิสาหกิจเช่นการไฟฟ้านั้น มองย้อนหลังไปในอดีตก็เป็นมรรคเป็นผลของภารกิจของคนรุ่นก่อนๆ ที่สร้างสั่งสมกันมา เป็นราคาของการแลกได้แลกเสียของแผ่นดินที่อุตส่าห์เสียและอุตส่าห์สร้างกันไว้ ครั้นมองไปในอนาคตก็เห็นเป็นทุนสำคัญที่จะรองรับชีวิตและการอยู่ดีมีสุขของลูกหลานพวกเรา หากมองกันเชิงจริยธรรมอย่างนี้ การตัดสินใจใดๆ จึงต้องมีความลึกซึ้งขึ้น มิใช่เห็นแต่ประโยชน์ปัจจุบันคิดซื้อ คิดขายกันได้อย่างง่ายๆ หยาบๆ วิสัยติดตัวของกิจการรัฐวิสาหกิจ ประชาชนอย่างเราๆ ท่านๆ นั้นควักกระเป๋าจ่ายค่าไฟใช้ค่าน้ำกันจนชินเป็นปกติธรรมดา เป็นอย่างนี้ตั้งแต่เกิดจนตาย น้อยครั้งที่เราจะรู้จักใคร่ครวญว่า กิจการทำน้ำทำไฟมาให้เราใช้นั้นแท้จริง มีลักษณะของการประกอบการ ติดตัวเป็นพื้นฐานอยู่อย่างไรบ้าง วิสัยติดตัวของกิจการรัฐวิสาหกิจอย่างการไฟฟ้า การประปานั้นผมจะขอจำแนกเป็น 5 มุมมองด้วยกันกล่าวคือ 1 ราคาและผลประโยชน์ได้เสียอันมหาศาล การประกอบการทำน้ำทำไฟให้ประชาชนใช้นั้นไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นงานทางวิศวกรรมและการจัดการที่แพงระยับ ทั้งเป็นกิจการที่ต้องขยายตัวเพื่อรองรับการพัฒนาประเทศตลอดเวลา เมื่อวันเวลาผ่านไปวิสาหกิจเหล่านี้จึงมีมูลค่าเป็นทรัพย์สิน มีหนี้สาธารณะติดตัวที่รัฐต้องค้ำประกัน(จากเงินลงทุนดอกเบี้ยต่ำที่นำมาขยายงาน) รวมทั้งยอดขายและผลกำไรที่นำส่งเข้ารัฐ ล้วนคิดเป็นเงินจำนวนมหาศาล อย่าง กฟผ.นั้นมีทรัพย์สินร่วมสี่แสนล้านบาท มีหนี้สินที่รัฐค้ำอยู่ร่วมสองแสนล้าน นำผลกำไรเข้ารัฐปีละสองหมื่นล้าน ส่วนการประปานั้นมีทรัพย์สินร่วมแสนล้าน เป็นหนี้อยู่ร่วมสองหมื่นล้าน ราคาและผลประโยชน์ได้เสียเหล่านี้เห็นได้ว่าในการแปรรูปจะถูกยกขึ้นมากล่าวในแง่มุมต่างๆ อยู่ตลอดเวลา ยกตัวอย่างเช่นหากนำ กฟผ.เข้าตลาดหุ้นจะทำให้ตลาดหุ้นไทยอ้วนท้วนมีมาร์เก็ตแคปสูงต่างประเทศจะเพิ่มความเชื่อถือ ทั้งจะทำให้หนี้สาธารณะของประเทศลดลง ต่อไปจะขยายกิจการก็ไประดมทุนหรือกู้เงินเองได้ไม่ต้องให้รัฐค้ำประกัน หรือในแง่ผลประโยชน์ก็มีรายงานเปิดเผยโดยแกนนำผู้ชุมนุมคนหนึ่งว่านับแต่ปี 2547 จนถึงปี 2555 จะมีแผนการทยอยขายโครงการโรงไฟฟ้าขนาด 700 เมกะวัตต์ถึง 12 แห่ง คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 100,000 ล้านบาท เรียกว่าขายกันหมดบ้านหมดเมือง เห็นได้ชัดเจนว่าเรื่องแปรรูปการไฟฟ้านี้ เรากำลังยุ่งกับผลประโยชน์มหาศาลและความเสียหายขนาดหนักทั้งนั้น 2 การผูกขาด รัฐไทยนั้นจะคิดจะทำอะไรก็รวมศูนย์อยู่เสมอมา ครั้นมาทำน้ำทำไฟที่ถือว่า เป็นสาธารณูปโภคตัวสำคัญ ผูกพันกับทุกข์สุขของประชาชน ไม่อาจมุ่งค้ามุ่งขายได้ ก็เลยทำให้รัฐวิสาหกิจเหล่านี้ เป็นกิจการที่ผูกขาดโดยรัฐ และรวมศูนย์ใหญ่โตตลอดมา ถึงภายหลัง จะมีโรงไฟฟ้าเอกชนเกิดขึ้นมาบ้าง ก็เซ็นสัญญาบังคับให้ กฟผ.ผูกขาดซื้อ มิได้ยอมให้เกิดการแข่งขันเสรีแต่อย่างไร ประเด็นการผูกขาดนี้ เมื่อจะนำ กฟผ.เข้าตลาดหุ้น ก็เกิดคำถามชัดเจนว่า จะเป็นการเปลี่ยนการผูกขาดจากรัฐไปเป็นผูกขาดโดยธุรกิจเอกชนซึ่งมุ่งกำไร รับรองว่าค่าไฟขึ้น ประชาชนโดนตึ้บแน่ ฝ่ายรัฐบาลก็บอกว่าธรรมดาค่าไฟก็ขึ้นอยู่แล้ว ทั้งรัฐบาล ก็ยังจะถือหุ้นเป็นเสียงส่วนใหญ่อยู่คงไม่ปล่อยให้ทำตามอำเภอใจ ส่วนการกำหนดราคาไฟฟ้านั้นจะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแลไม่ต้องห่วง 3 เป้าหมายที่ละล้าละลัง การประกอบการรัฐวิสาหกิจนั้นมีเป้าหมายหลักอยู่ที่ความมั่นคงและคุณภาพในการให้บริการแก่ประชาชนผู้บริโภค รวมทั้งราคาที่ต้องมีเหตุผลไม่แพงจนเกินไป ด้วยหลักการเช่นนี้รัฐวิสาหกิจทั้งหลาย จึงเหมือนถูกขังอยู่ในเป้าหมาย ทางสังคมของตนเอง เพราะเมื่อใดต้นทุนการผลิตสูงขึ้น จำเป็นต้องขึ้นราคารัฐบาลก็ไม่เล่นด้วย เพราะเกรงจะโดนผลกระทบทางการเมือง เมื่อขึ้นราคาไม่ได้ก็ต้องแบกรับภาระการขาดทุนต่อไป เมื่อขาดทุนมากเข้าก็ส่งผลต่อเนื่องให้ประสิทธิภาพการดำเนินงานตกต่ำตามลงไป จนต้องเดินเข้าสู่การแปรรูปในที่สุด สำหรับ กฟผ.นั้นถือเป็นรัฐวิสาหกิจชั้นดี เพราะทำกำไรเข้ารัฐปีละสองหมื่นล้าน ประสิทธิภาพดีไม่มีปัญหา ราคาก็ถือว่าถูกเป็นที่สองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ของยังดีไม่มีปัญหาเช่นนี้กลับเอามาแปรรูป จึงถูกตั้งคำถามเป็นอย่างมากว่ามายุ่งทำไม ทำไมไม่ไปแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่อาการหนักอื่นๆ การนำวิสาหกิจทำน้ำทำไฟมาอยู่ฝั่งธุรกิจในตลาดหุ้นนั้น มีคนเปรียบว่า เหมือนเปลี่ยนคนมาเป็นควาย พูดยังไงก็ไม่ยอมเชื่อว่า จะดูแลควบคุมราคาได้ เพราะเป้าหมายการประกอบการ ย่อมต้องเปลี่ยนไป เป็นการมุ่งหากำไรสูงสุด 4 ความซับซ้อนเชิงเทคนิค กิจการผลิตน้ำทำไฟให้ประชาชนนั้น ในด้านหนึ่งก็เป็นเรื่องของงานวิศวกรรมและการบริหารจัดการที่สลับซับซ้อน มีความเฉพาะตัวสูง ยิ่งวันเวลาผ่านไปวิสาหกิจเหล่านี้ก็จะพัฒนาตัวมาเป็นองค์กรขนาดใหญ่ เป็นกลุ่มผู้คนที่มีหัวนอนปลายตีน มีศักดิ์ศรีและฝีมืออันแท้จริงเป็นทุนของประเทศชาติ ไม่ใช่หัวหลักหัวตอที่จะรื้อร้างได้ตามอำเภอใจ จะเห็นได้ว่ารัฐบาลหลายรัฐบาลที่ผ่านมา ล้วนพยายามเข้ามาแทรกแซงหรือกำกับ กฟผ.อยู่ตลอดมา ซึ่งยากจะพบความสำเร็จ เพราะความเข้มแข็งขององค์กรแห่งนี้ มารัฐบาลนี้ก็ปะทุขึ้นมาอีกครั้ง 5 ประสิทธิภาพและการตรวจสอบ การประกอบการวิสาหกิจที่ต้องรับผิดชอบผลิตสินค้าหรือบริการตัวสำคัญให้สังคม ใช้งบประมาณและการลงทุนสูงมหาศาล เป็นการงานทางวิศวกรรมและการบริหารจัดการที่ต้องการคุณภาพการให้บริการที่ดี และราคาที่เหมาะสมอีกต่างหาก ถูกล้อมขนาดนี้ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นองค์กรที่ต้องมีประสิทธิภาพ มีความโปร่งใสและถูกตรวจสอบได้เสมอ ต่อประเด็นนี้ฝ่ายรัฐบาลก็อ้างว่า การนำ กฟผ.เข้าตลาดหุ้นนั้นในด้านหนึ่งจะทำให้บรรดาผู้ถือหุ้นเข้าตรวจสอบ กฟผ.โดยอัตโนมัติ จะทำให้องค์กรปรับตัวให้มีประสิทธิภาพขึ้นมาอีกโสตหนึ่ง ท่านนายกรัฐมนตรีเองถึงขนาดพูดว่า "ทุกวันนี้ กฟผ.ก็ขึ้นค่าไฟฟ้ามาปีละ 5.4% ทั้งที่เป็นรัฐวิสาหกิจแท้ๆ นี่แหละ ที่ขึ้นเพราะต้นทุนค่าพลังงาน เงินเดือนพนักงานก็ต้องขึ้น โบนัสต้องจ่าย ถามว่าถ้าเงินเดือนไม่ต้องขึ้น โบนัสไม่ต้องจ่ายเดี๋ยวจะลดให้ดู" จากถ้อยคำท่านผู้อ่านจะจับสังเกตได้ว่า ท่านนายกฯเหล่ กฟผ.เรื่องประสิทธิภาพและความโปร่งใสอยู่ไม่น้อย โอกาสของการเรียนรู้ เรื่องการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยคงจะไม่สามารถพบข้อยุติได้ง่ายๆ การยืนกรานว่าตายเป็นตายของท่านนายกรัฐมนตรี และคลื่นพนักงานรัฐวิสาหกิจเป็นหมื่นๆ ที่ลุกขึ้นมาชุมนุมเรียกร้อง ทำให้เห็นว่าน่าจะเป็นเรื่องยาว ในความเห็นของผมเรื่องยาวอย่างนี้ถ้ารู้จักพลิกผัน ให้เข้ามาเป็นกระบวนการใคร่ครวญร่วมกัน ของสาธารณชน(PUBLIC DELIBERATION) เป็นการแลกเปลี่ยนและรับฟังโดยรอบด้านของผู้คน จนกำหนดเห็นเป็นทางเลือกเป็นนโยบายการบริหารและจัดการกิจการไฟฟ้าของชาติ ก็จะเป็นเรื่องที่วิเศษที่สุด เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องของประชาชนพลเมืองทุกคน พึงต้องร่วมกันแลกเปลี่ยนใคร่ครวญจะไปใช้วิธีติดม็อบ ยื่นคำขาดหักเอาเช่นนั้นเช่นนี้หาได้ไม่ เมื่อไรแนวทางความคิดเห็นต่างๆ ชัดเจนขึ้นแล้ว จึงอาจใช้กระบวนการประชามติลงความเห็นตัดสินใจอีกชั้นหนึ่งก็เป็นได้ กระบวนการแปรรูปวิสาหกิจไฟฟ้าของสังคมเรา จะไปทางไหนลงเอยอย่างไร เป็นเรื่องรอการเข้ามามีส่วนร่วมของพลเมืองอย่างเราๆ ท่านๆ เป็นโอกาสของการทำหน้าที่พลเมือง และเรียนรู้สู่ความเป็นพลเมืองของสังคมไปพร้อมๆ กัน มีคนคิดคำคมว่า "สังคมดีไม่มีขาย...อยากได้ต้องร่วมสร้าง" แบบฝึกหัดของการเมืองภาคพลเมืองเรื่องแปรรูปการไฟฟ้าอย่างนี้แหละครับคือหนทางสร้างสังคมดี หน้า 7
|
| กลับหน้าแรก |