|
วิเคราะห์ "ตลาดแรงงานปี
47" จ้างงานเพิ่ม
ค่าตอบแทนพุ่ง
ผลพวงอุตสาหกรรมขยายตัว
รายงานพิเศษ เอื้อมพร สิงหกาญจน์ มติชนสุดสัปดาห์ วันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2547 ปีที่ 24 ฉบับที่ 1230 ภาวะการจ้างงานเป็นอีกดัชนีหนึ่งที่สำคัญที่จะชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยในแต่ละปีจะดีขึ้นหรือเลวลงอย่างไร ในปี 2547 หากวิเคราะห์ตัวเลขการประมาณการณ์ของหน่วยงานต่างๆ ที่คาดว่าเศรษฐกิจของประเทศจะมีการขยายตัวในอัตราร้อยละ 7.5-8 นั้น จะเห็นว่าการลงทุนจากภาคเอกชนที่มีแนวโน้มว่าจะเร่งขยายตัวสูงขึ้นเป็นตัวนำ ประกอบกับการที่รัฐบาลยังคงดำเนินนโยบายกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง ด้วยการประกาศนโยบายที่ชัดแจ้งในเรื่องการส่งเสริมการลงทุนจากทั้งภายในและภายนอกประเทศ รวมทั้งการสนับสนุนการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจต่างๆ สิ่งเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อภาวะการจ้างงานของประเทศ ทำให้การจ้างมีแนวโน้มที่สูงขึ้น และอัตราการว่างงานในประเทศ จะลดลง ซึ่งจากตัวเลขของสำนักงานสถิติแห่งชาติไตรมาสที่ 3 ของปี 2546 อัตราการว่างงานเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 2.19 เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาส 3 ของปี 2545 ลดลงร้อยละ 0.31 สาเหตุที่อัตราการว่างงานลดลงไม่เท่ากับ อัตราการจ้างงานที่เพิ่มขึ้น เนื่องมาจากมีผู้จบการศึกษาเข้าสู่ตลาดแรงงานใหม่ทุกปี สำหรับประเภทงานและประเภทหน่วยงานที่คาดว่าจะมีการจ้างงานเพิ่มในปี 2547 นั้น เมื่อพิจารณาจากองค์ประกอบของการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศที่มีแนวโน้มสูงขึ้น การจ้างงานจะมีแนวโน้มสูงขึ้นเกือบทุกสาขา ทั้งในภาคเกษตรกรรมและนอกภาคเกษตรกรรม แต่อัตราส่วนการจ้างงานในภาคนอกเกษตรกรรม อาจจะมีความแตกต่างกันไป โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการผลิต ผลการจ้างงานในกลุ่มอาชีพต่างๆ ส่วนหนึ่งวิเคราะห์ได้จากการตั้งนโยบายและเป้าหมายหลักของประเทศที่จะมุ่งให้ประเทศไทยเข้าสู่ตลาดโลกใน 5 ปี อุตสาหกรรมหลัก ซึ่งคาดว่าจะมีการขยายตัวอีกมากคือ 1.อุตสาหกรรมเกษตร อาหาร และผลผลิตจากการเกษตร 2. อุตสาหกรรมแฟชั่น สิ่งทอ เย็บเสื้อผ้าสำเร็จรูป เครื่องหนัง อัญมณี 3.อุตสาหกรรมยานยนต์ 4.อุตสาหกรรมบริการ 5.อุตสาหกรรมไอซีที การจ้างงานในอาชีพต่างๆ จะมีทั้งด้านวิชาชีพเฉพาะสาขา ช่างเทคนิค และเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการในระดับต่างๆ เช่น แพทย์ วิศวกร นักโภชนาการ นักวิทยาศาสตร์ โปรแกรมเมอร์ นักออกแบบ ช่างประกอบรถยนต์ ช่างเทคนิคไฟฟ้า เจ้าหน้าที่ประสานงาน หรือเจ้าหน้าที่จัดการประชุม ฯลฯ นอกจากอุตสาหกรรมหลักที่เร่งส่งเสริมแล้ว อุตสาหกรรมประเภทอื่นๆ ก็มีแนวโน้มว่าจะดีขึ้นด้วย ในปี 2547 หากมีการขยายฐานการผลิตทั้งในและนอกประเทศจะทำให้มีการจ้างงานเพิ่มขึ้น ได้แก่ อุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ อุตสาหกรรมยาง และผลิตภัณฑ์ยาง อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า ฯลฯ สําหรับพื้นที่ที่คาดว่าจะเกิดการจ้างงานนั้น เมื่อพิจารณายุทธศาสตร์ของกลุ่มจังหวัดต่างๆ ที่ได้มีการจัดทำแผนการดำเนินการแล้ว และในส่วนของภาคเอกชนที่ได้มีการกำหนดพื้นที่ภูมิศาสตร์เพื่อตั้งเป้าหมายการลงทุน เป็นตัวบ่งชี้ที่สำคัญที่ทำให้เห็นว่าพื้นที่ที่มีการส่งเสริมอุตสาหกรรมประเภทใด ก็จะก่อให้เกิดการจ้างงานในกลุ่มอาชีพที่เกี่ยวเนื่อง กับประเภทอุตสาหกรรมนั้นๆ ตามมา จากการประมวลผลกลุ่มยุทธศาสตร์ทั้ง 19 กลุ่มของผู้ว่า CEO ประกอบกับยุทธศาสตร์การลงทุนในภาคเอกชน แบ่งเป็นขอบเขตใหญ่ๆ ในระดับภาค 5 ภาค โดยภาคเหนือ เน้นทางด้าน IT และ Software ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เน้นทางวิจัยและพัฒนาสินค้า หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ภาคกลางและภาคตะวันออก เน้นทางด้านไบโอเทคโนโลยี การวิจัยและการพัฒนาด้านเกษตร การท่องเที่ยว ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และศูนย์กลางด้านลอจิสติกส์ ส่วนภาคใต้เน้นการท่องเที่ยว บริการทางการขนส่ง ผลิตภัณฑ์ยาง และอาหารฮาลาล จะเห็นว่าตลาดแรงงานมีอัตราการขยายตัวสูงขึ้น ตามกลไกตลาดที่เศรษฐกิจโลกมีทิศทางดีขึ้น อีกทั้งนโยบายของภาครัฐทั้งในและต่างประเทศยังส่งผลดีต่อทุกภาคเศรษฐกิจ เช่น การใช้อัตราดอกเบี้ยต่ำ การทำเขตการค้าเสรีทวิภาคี การส่งเสริมอุตสาหกรรมหลักเพื่อการส่งออก ฯลฯ หันมาดูข้อมูลสถิติการจดทะเบียนนิติบุคคลตั้งใหม่ทั่วราชอาณาจักร เดือนตุลาคม 2546 ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ จะพบว่าจำนวนนิติบุคคลตั้งใหม่ทั่วประเทศ เพิ่มขึ้น 3,618 ราย ทุนจดทะเบียน 10,198.44 ล้านบาท ชี้ให้เห็นว่าความต้องการแรงงานในสถานประกอบการตั้งใหม่ จะต้องเพิ่มขึ้นในทุกหมวดธุรกิจ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่อยู่ใน 5 กลุ่มยุทธศาสตร์ของรัฐบาลที่ประกาศจะผลักดันให้ไปแข่งขันในเวทีโลก จะยิ่งเห็นชัดเจนว่าความต้องการแรงงานจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น กลุ่มแรก อุตสาหกรรมแฟชั่น คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติงบลงทุนประมาณ 1,800 ล้านบาท ในการสร้างและพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมนี้ เช่น นักออกแบบ ช่างฝีมือ ช่างเย็บ ช่างเจียระไนอัญมณี ซึ่งเป็นแรงงานที่ใช้ทักษะสูงและต้องผ่านการฝึกฝนเป็นเวลานาน เพื่อตอบสนองความต้องการแรงงานที่ยังขาดแคลนอยู่มาก ถัดมา "อุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร" ประเทศไทยได้ทำข้อตกลงเขตการค้าทวิภาคีกับประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น จีน อินเดีย ส่งผลให้สินค้าด้านผัก ผลไม้ ส่งออกได้มากขึ้น และความพยายามผลักดันให้ไทยเป็นครัวโลก ส่งผลดีกับแรงงานไทยทุกระดับตั้งแต่เกษตรกร ผู้ผลิต ผู้ประกอบการด้านเอสเอ็มดีที่ต้องเร่งขยายตัว "อุตสาหกรรมยานยนต์" เป็นอีกตัวหนึ่งที่มีการขยายฐานแรงงานจำนวนมาก สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยคาดการณ์ว่าในปี 2549 ประเทศไทยจะมีรายได้จากการส่งออกประมาณ 1 ล้านล้านบาท ซึ่งจะทำให้มีการจ้างงานเพิ่มขึ้นประมาณ 310,000 คน ในจำนวนนี้แบ่งเป็นวิศวกร 46,500 คน ช่างเทคนิค 108,500 คน แรงงานที่มีฝีมือตั้งแต่ ม.6-ปวช.ประมาณ 155,000 คน "อุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการ" ตามข้อมูลสถิติการจดทะเบียนนิติบุคคลตั้งใหม่ทั่วราชอาณาจักรของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ในเดือนตุลาคม 2546 จะเห็นว่าหมวดธุรกิจการขายส่ง ขายปลีก ภัตตาคาร และโรงแรม มีการขอจดทะเบียนมากที่สุดถึง 1,239 ราย จากทั้งหมด 3,618 ราย และหากย้อนไปดูในอดีตจะเห็นชัดเจนว่าอุตสาหกรรมกลุ่มนี้มีแนวโน้มที่ดีมาตลอดในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เพราะประเทศไทยเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์และเหมาะสมกับการท่องเที่ยวในหลายๆ รูปแบบ การดำเนินธุรกิจต่อเนื่องจึงมีความหลากหลาย ตั้งแต่การบริการด้านการเดินทาง โดยเฉพาะสายการบิน โรงแรมที่พักอาศัย การนวดสปาที่กำลังได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน ดังนั้น อาชีพที่มีแนวโน้มความต้องการมากขึ้น คือ พนักงานบริการต้อนรับ พนักงานนวดสปา พนักงานโรงแรมและรีสอร์ต โดยเฉพาะมัคคุเทศก์นั้นมีความต้องการมากที่สุด "อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า" ก็มีอนาคตไม่แพ้อุตสาหกรรมอื่น เมื่อพิจารณาข้อมูลการออกบัตรส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ.) ในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา จะเห็นว่ามีการออกบัตรส่งเสริมการลงทุนในสินค้ากลุ่มนี้ถึง 184 ราย เงินลงทุนประมาณ 70,000 ล้านบาท จ้างแรงงานประมาณ 25,000 คน อาชีพที่ต้องการได้แก่ พนักงานประกอบชิ้นส่วน พนักงานตรวจสอบ วิศวกร สถาปนิก ช่างเทคนิคต่างๆ "อุตสาหกรรมก่อสร้าง" แทบจะไม่ต้องพูดถึง มีการขยายตัวอย่างชัดเจน นอกจากการก่อสร้างที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นแล้ว งานโครงการขนาดใหญ่ยังมีอีกมาก เช่น การก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ และโครงการก่อสร้างระบบขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ เช่น รถไฟฟ้าใต้ดิน รถไฟลอยฟ้า ถนนเลี่ยงเมือง ใช้งบลงทุนประมาณ 4-5 แสนล้านบาท ความต้องการแรงงานในธุรกิจนี้จึงเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน ทั้งสถาปนิก วิศวกร ช่างก่อสร้าง ช่างเทคนิคต่างๆ เมื่อพิจารณาปัจจัยแวดล้อมต่างๆ จะเห็นว่าปี 2547 ตลาดแรงงานในประเทศทุกภาคเศรษฐกิจมีการขยายตัวมากขึ้น แนวโน้มตลาดแรงงานโดยรวมจึงดีขึ้นตามไปด้วย นอกจากการจ้างงานที่มีมากขึ้นแล้ว อัตราค่าจ้าง ค่าตอบแทนต่างๆ มีทิศทางที่ดีขึ้นด้วย ถึงแม้ว่าการระบาดของ "ไข้หวัดนก" ในช่วงต้นปี จะส่งผลแรงงานไทยต้องตกงานทันทีอย่างน้อยๆ 200,000 คน แต่หากรัฐบาลแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที แรงงานกลุ่มนี้จะกลับเข้าสู่ระบบการทำงานปกติในเวลาอันรวดเร็วเช่นกัน
หน้า 16
|
| กลับหน้าแรก |