แก้ไขความยากจนโดยชุมชน

มองมุมใหม่ : ณรงค์ คงคำแก้ว  กรุงเทพธุรกิจ  วันที่ 12 มีนาคม 2547

การพัฒนาประเทศ ตั้งแต่เริ่มแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ เวลา 30 กว่าปี ทำให้มีความเจริญทางวัตถุ ความสะดวกสบาย แต่มีหลายสิ่งหายไป เอาที่เห็นกันชัดเจนคือ สภาพแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติของชุมชน ห้วย หนอง คลอง บึง พันธุ์พืชและสัตว์ ที่ดำรงอยู่คู่ชุมชนมาแต่โบราณ

มิติด้านทรัพยากร ปกติทรัพยากรธรรมชาติมีความสัมพันธ์กับมนุษย์อย่างแยกไม่ออก ส่วนใหญ่มนุษย์ใช้ประโยชน์จากพืชและสัตว์ เป็นแหล่งปัจจัยสี่ และใช้สอยต่างๆ ที่ไม่ต้องซื้อเพราะเพียงออกจากบ้านไปทุ่งก็ได้ปลาและผักมาแกงกิน ส่วนข้าวก็ปลูกโดยใช้แรงงานคนและสัตว์ ได้ผลผลิตพอกินไม่ต้องซื้อ

มิติด้านวัฒนธรรม มีการช่วยเหลือเกื้อกูล ร่วมแรงกันในวิถีชีวิต คือทำนา ทำไร่ สร้างบ้าน รวมถึงงานวัดงานบุญและอื่นๆ มีทุกข์ร่วมแก้ไข มีความสุขก็สุขร่วมกัน

มิติด้านสังคม ผู้คนมีจิตใจสูง เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เป็นสังคมเครือญาติ เคารพผู้ใหญ่เอ็นดูผู้ด้อยกว่า พึ่งพาอาศัยกันและกัน

มิติด้านการศึกษา ครอบครัวอบอุ่น พ่อแม่ลูกอยู่ร่วมกันกับปู่ย่า และบางครอบครัวมีปู่ทวดอยู่ด้วย เป็นครอบครัวใหญ่ที่รักใคร่เข้มแข็ง เด็กๆ ได้รับการอบรมบ่มเพาะทั้งจริยธรรมและการดำรงชีวิต โดยตามพ่อแม่ไปทุ่งตั้งแต่เล็กๆ โตขึ้นก็รู้จักหาปลา และการดำรงชีวิตที่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ เมื่อเติบโตได้เข้าเรียน จบการศึกษาก็บวชเรียนได้รับการอบรมขัดเกลาให้เตรียมตัวเป็นผู้ใหญ่ รับผิดชอบครอบครัวและชุมชนเป็นกระบวนการต่อไป

ฉะนั้นชุมชนในอดีต จึงมีกระบวนเรียนรู้ของตนเอง โดยผู้รับผิดชอบคือครอบครัวและชุมชน ผู้คนจึงผูกพันกับชุมชนสูง มีการใช้ทรัพยากรชุมชนอย่างคุ้มค่าและยั่งยืน ทำให้มีกินทุกฤดูกาล เนื่องจากความอุดมสมบูรณ์ ผู้คนมีจิตใจสูง เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ช่วยเหลือ ร่วมแรงร่วมใจกัน และยึดมั่นในหลักธรรมคำสอนทางศาสนา

เวลา 30 กว่าปี หัวใจของชุมชนหายไป ทั้งทรัพยากรธรรมชาติที่ร่อยหรอ ในน้ำไม่มีปลา ในนาปลูกข้าวได้ผลน้อย ต้องลงทุนสูง จ้างเครื่องจักรและแรงงานซื้อปุ๋ยและสารเคมี วิถีชีวิตที่เรียบง่าย วันๆ ไม่ต้องใช้เงินก็อยู่ได้เป็นปี กลายเป็นวิถีชีวิตที่ร้อนรนและต้องใช้จ่ายทุกอย่าง

ชุมชนที่เคยอุดมสมบูรณ์และเข้มแข็ง กลายเป็นชุมชนอ่อนแอ ยากไร้และมีปัญหาสารพัด บางคนมองว่ารัฐทำให้ชุมชนชนบทล่มสลาย บ้างก็โทษระบบทุนนิยม ที่กอบโกยทรัพยากรจากชนบทไปเลี้ยงเมือง บ้างก็ตีโพยตีพายว่า การพัฒนาทำให้ชาวชนบทยากจน จนกระทั่งกลายเป็นปัญหาใหญ่ และเกิดปัญหาอื่นๆ ตามมามาก

ขณะที่คนในชุมชนบางแห่ง ได้รวมตัวกู้วิกฤติ โดยใช้พลังชุมชนแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชนของตน มีการฟื้นฟูวัฒนธรรมและทรัพยากรธรรมชาติ รวมกลุ่มทางเศรษฐกิจและสังคม จนกระทั่งชุมชนเข้มแข็ง พึ่งตนเองได้ โดยกระบวนการของชุมชน และมีภาคีมวลมิตรการพัฒนา ทั้งภาครัฐและเอกชน

แต่มีชุมชนอีกมาก ที่หลงในกระแสบริโภคนิยม ไม่เลือกรับ จึงตกเป็นเบี้ยล่างของระบบทุนนิยม มุ่งผลิตเพื่อขาย กู้เงินดอกเบี้ยสูงเพื่อลงทุน มุ่งมีรายได้สร้างความร่ำรวย แต่กลับเป็นหนี้สิน ต้องสิ้นเนื้อประดาตัว ที่ดินตกเป็นของคนอื่น มีการอพยพทิ้งถิ่นเข้าเมืองไปอยู่ร่วมกันจนกระทั่งกลายเป็นชุมชนแออัด สร้างปัญหาสังคมให้ทวีความรุนแรงขึ้น

วันนี้ชุมชนชนบทหลายแห่งตื่นตัว รวมตัวร่วมคิด ค้นหาศักยภาพทรัพยากรของชุมชน หาแนวทางร่วมพัฒนาชุมชนของตน ให้หลุดพ้นจากวงจรความยากจนที่สะสมมานานเป็นการรวมตัวของคนที่เชื่อมั่น ว่ามนุษย์มีศักดิ์ศรี มีศักยภาพและสามารถพัฒนาตนเองและชุมชนได้

เป็นการรวมตัวกันจัดทำแผนชุมชน หรือแผนแม่บทชุมชน โดยมุ่งแก้ไขปัญหาความยากจนเชิงบูรณาการ หมายถึงการผนึกกำลังร่วมกำหนดอนาคตของชุมชน ที่ครอบคลุมวิถีชีวิตมุ่งพึ่งตนเอง ใช้ทรัพยากรชุมชนมากกว่าพึ่งภายนอก ซึ่งต้องลงทุนและเป็นหนี้ไม่สิ้นสุด

แผนชุมชน จึงเป็นกระบวนการแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชน โดยชุมชนเอง อาจมีมวลมิตรการพัฒนาจากภาครัฐและเอกชน เป็นเพื่อนร่วมทาง คอยเป็นกำลังใจให้การสนับสนุนส่วนที่เกินขีดความสามารถ แต่รัฐหรือเอกชนจะทำอะไร จะช่วยเรื่องใด ต้องฟังประชาชนและยึดแผนชุมชน จะเข้าไปทำโดยพลการ อาศัยอำนาจและความหวังดีเช่นอดีตไม่ได้แล้ว เพราะมีบทเรียน ผลการพัฒนาบางด้านที่ผ่านมา ทำให้ชุมชนอ่อนแอและแทบล่มสลายมาแล้ว

แผนชุมชนจึงเป็นความหวังของชุมชน ในอนาคตอันใกล้ ชุมชนชนบทไทยจะเข้มแข็ง และพึ่งตนเองได้อย่างมีศักดิ์ศรี

 

กลับหน้าแรก