คำเตือนกลุ่มจี 10

เดินสวนกระแส : กรุงเทพธุรกิจ   วันพุธที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2547

การประชุมนายธนาคารกลาง กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 10 ประเทศ หรือ จี 10 ที่สวิตเซอร์แลนด์ เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีการหยิบยกประเด็น การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจขึ้นมาพูดถึงกัน และมีเสียงเตือนถึง ภาวะการลงทุน ตลาดหุ้นทั่วโลกตามออกมา นายธนาคารกลางกลุ่มจี 10 มีความกังวลว่า นักลงทุนที่กระหายความเสี่ยง เป็นกลุ่มที่ผลักดันให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวขึ้น โดยไม่ได้แรงหนุน จากปัจจัยพื้นฐานที่สมเหตุผล

และแม้จะยังมีความเชื่อว่าเศรษฐกิจโลกจะยังฟื้นตัว แต่ยังมีความเสี่ยง เพราะการขาดดุลการค้าของสหรัฐและความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน อาจทำให้เศรษฐกิจโลกไม่อยู่บนเส้นทางการฟื้นตัว

ตลาดหุ้นทั่วโลกเมื่อวันอังคาร และตลาดหุ้นย่านเอเชียเมื่อวันพุธหรือเมื่อวานนี้ ทรุดตัวตามๆ กัน ซึ่งไม่ได้เกิดจากผลกระทบคำเตือนของกลุ่มจี 10 โดยตรง แต่สถานการณ์ความเป็นไปของตลาดหุ้นที่ถูกหยิบยกมาพูดในการประชุมนายธนาคารกลางกลุ่มจี 10 น่าจะสร้างแรงกระเพื่อมกับตลาดหุ้นทั่วโลก

เพราะสิ่งที่กลุ่มจี 10 สะท้อนออกมา มีผลกระทบในเชิงจิตวิทยาในการลงทุน

ถ้าจะย้อนมาพิจารณาถึง ภาวะการลงทุนในตลาดหุ้นไทย โดยเฉพาะในช่วงปลายปี 2546 หรือต้นปีนี้ อยู่ในข่ายที่ถูกขับเคลื่อนจากนักลงทุนที่นิยมความเสี่ยง หรือนักเก็งกำไร จนราคาหุ้นปรับตัวขึ้นแซงหน้าปัจจัยพื้นฐาน

ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ที่พุ่งไปแตะระดับ 800 จุด เมื่อต้นปีนี้ เกิดจากนักเก็งกำไร โดยไม่ได้คำนึงถึงโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสม

แต่เมื่อราคาหุ้นพุ่งขึ้นไประดับหนึ่ง ก็ไม่สามารถไปต่อได้ เนื่องจากขาดปัจจัยพื้นฐานสนับสนุน และต้องปรับตัวลงมาสู่โครงสร้างพื้นฐานที่เป็นจริง หรือปรับตัวลงมาสู่ระดับราคาที่สมเหตุสมผล

ดัชนีตลาดหุ้นไทยที่ดิ้นขลุกขลักอยู่ระดับ 700 จุด ถือว่าพอจะมีเหตุมีผลรองรับ หรือเป็นราคาที่เหมาะสม แต่ดูเหมือนว่าหลายฝ่ายไม่ยอมรับดัชนี 700 จุด หลายฝ่ายเห็นว่า หุ้นไม่ควรจะรูดลงมาจากระดับ 800 จุด

และรู้สึกว่าหุ้นตกแรงเกินไป โดยไม่พูดถึงการดีดตัวขึ้นที่ร้อนแรงของตลาดหุ้นช่วงก่อนหน้า

ตลาดหุ้นเป็นดัชนีที่ชี้วัดสถานการณ์ความเป็นไปทางเศรษฐกิจและการเมือง สะท้อนถึงอารมณ์ความรู้สึกและความเชื่อมั่นของนักลงทุนในแต่ละช่วงเวลาได้อย่างดี ซึ่งภาวะความซบเซาของตลาดหุ้นที่เกิดขึ้นขณะนี้ ก็เป็นที่ชี้วัดว่าการเมืองไม่นิ่ง เศรษฐกิจเริ่มจะมีความไม่แน่นอน และนักลงทุนเริ่มจะไม่เชื่อมั่น

แต่จะมีใครกำลังพยายามทำให้เครื่องมือชี้วัด สถานการณ์ความเป็นไปทางเศรษฐกิจและการเมืองบิดเบือน ไม่ได้สะท้อนภาพที่เป็นจริงหรือไม่

มีใครพยายามปลุกหุ้นให้คึกคัก ลากดัชนีหุ้นให้ผงกหัวขึ้น โดยหวังใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างภาพ เรียกความเชื่อมั่นกลับมาหรือไม่

มีความพยายามผลักดันมาตรการ หรือสร้างผลบวกในเชิงจิตวิทยา เพื่อกระตุ้นการเก็งกำไรระยะสั้นอยู่หรือไม่

และมีใครเป็นห่วงนักลงทุนบ้างหรือไม่ว่า จะต้องเจ็บเนื้อเจ็บตัวกันอีกครั้ง เพราะการเก็งกำไรระยะสั้น โดยตามแห่ไล่ซื้อหุ้น เนื่องจากถูกปลุกเร้าด้วยข่าวดีที่ถูกโหมกระพืออัดใส่ตลาดหุ้น

ตั้งแต่ต้นปี นักลงทุนเจ็บตัวกันหนัก เพราะเข้าไปซื้อหุ้นที่ราคาขึ้นไปสูงเกินกว่าปัจจัยพื้นฐานจะรองรับ แต่ราคาหุ้นปรับสู่ความเป็นจริงมากขึ้นแล้ว ซึ่งหากจะปรับตัวขึ้นไปใหม่ โครงสร้างปัจจัยพื้นฐานจะต้องเปลี่ยน

แต่ปัจจัยพื้นฐานของตลาดหุ้นไม่มีอะไรที่เปลี่ยน โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงสู่แนวโน้มที่ดีขึ้น นอกจากแนวโน้มที่ไม่แน่นอนมากขึ้น เนื่องจากปัจจัยตัวแปรการเมืองที่ไม่นิ่ง ปัจจัยดอกเบี้ยขยับขึ้น และการถอนการลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศ

แม้จะมีการยืนยันว่า เศรษฐกิจปีนี้ยังเติบโตต่อเนื่อง ตัวเลขจีดีพีจะโตระดับ 8% แต่ตลาดหุ้นตอบรับไปหมดแล้ว หรืออาจจะตอบรับมากเกินไปด้วยซ้ำ

สรุปแล้วตลาดหุ้นในช่วงสั้น ไม่มีข่าวดีใหม่เกิดขึ้น และตลาดหุ้นคงจะย่ำเท้าอยู่แถวนี้อีกพักใหญ่ โดยมีความเป็นไปได้ว่า อาจจะลงไปอีก หากมีข่าวร้ายเข้ามากระทบ

ความซบเซาของตลาดหุ้น เป็นไปตามกลไกตลาดอยู่แล้ว และเป็นภาวะตลาดหุ้นที่สะท้อนสถานการณ์ความเป็นไปที่เป็นจริงในประเทศขณะนี้

แต่รัฐบาลอาจทำใจยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นไม่ได้เท่านั้น และพยายามหามาตรการปลุกตลาดหุ้น เพื่อกลับสถานการณ์ความตกต่ำในหลายด้านอยู่

และการปลุกตลาดหุ้นให้พุ่งทะยานสวนทางกับโครงสร้างปัจจัยพื้นฐาน หมายถึงจะต้องอาศัยแรงขับเคลื่อนจากนักลงทุนที่นิยมความเสี่ยง หรือนักเก็งกำไรระยะสั้น โดยสร้างข่าวที่มีผลในเชิงจิตวิทยา กระตุ้นแมลงเม่าเข้าไปไล่ซื้อหุ้น

มาตรการปลุกตลาดหุ้น โดยการอาศัยแมลงเม่าเข้ามาช่วยกระตุ้นการเก็งกำไร จะถูกผลักดันออกมาหรือไม่ ต่อจากนี้ต้องจับตาดูกันอย่างใกล้ชิด

 

กลับหน้าแรก