เดินหน้าแปรรูปกิจการไฟฟ้า

สานฝันให้นายกฯ : ธงชัย มีนวล t.meenual@bbt.utwente.nl   กรุงเทพธุรกิจ  วันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2547

"เราต้องเดินหน้าแปรรูปกิจการไฟฟ้าต่อไป ผมเห็นด้วยกับการแปรรูปกิจการไฟฟ้า และก็เห็นด้วยกับการชุมนุมประท้วง" เมื่อผมกล่าวดังนี้เพื่อนฝูงก็สงสัยว่า มันคืออะไรกัน ผมทั้งสนับสนุนและคัดค้าน การแปรรูปกิจการไฟฟ้าพร้อมกันหรือ?

ประการแรก เห็นด้วยกับการแปรรูปกิจการไฟฟ้า โดยมีข้อแม้ว่าการแปรรูปกิจการไฟฟ้าต้องมีวัตถุประสงค์หลัก (ความต้องการของประเทศชาติและประชาชน) เกี่ยวกับพลังงานไฟฟ้าสำหรับประชาชน ประกอบด้วย การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน ประสิทธิภาพขององค์กรการไฟฟ้า ประสิทธิภาพของอุตสาหกรรมพลังงานไฟฟ้าทั้งระบบ และมีพลังงานไฟฟ้าเพียงพอ มีคุณภาพ มั่นคงและทั่วถึง ในราคาที่ยุติธรรมสำหรับผู้ใช้ไฟ

ส่วนวัตถุประสงค์รอง (ความต้องการของรัฐบาล) เกี่ยวพันธ์กับตลาดการเงินของประเทศชาติ ได้แก่ การเพิ่มปริมาณการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ การลดภาระทางการคลังของรัฐบาล (แม้ว่ามีรายได้หลักเป็นเงินภาษีจากประชาชน) ในการลงทุนในกิจการพลังงานไฟฟ้าในอนาคต หรือการสร้างรายได้ให้กับภาครัฐจากการขายหุ้นของกิจการไฟฟ้าบางส่วน หรือเป็นการเพิ่มทุนในอนาคตก็ตาม

ประการที่สอง เห็นด้วยกับการชุมนุมประท้วง โดยมีข้อแม้ว่าการชุมนุมประท้วงต้องเป็นสันติวิธี ตามสิทธิพื้นฐานในรัฐธรรมนูญ และเนื้อหาในการเรียกร้องต้องเป็นไปเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์หลัก และ/หรือ วัตถุประสงค์รองของการแปรรูปกิจการไฟฟ้าที่ถูกต้อง

ผมไม่เรียกร้องให้ใครถอยหลังแม้แต่เพียงครึ่งก้าว แต่ผมอยากเรียกร้องให้ทั้งรัฐบาล และกลุ่มผู้เรียกร้องจับมือกันเฉพาะกิจ และก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน โดยนำเจตนาดีของทั้งสองฝ่ายมาร่วมกันสร้างประโยชน์ ให้เกิดขึ้นกับประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง สิ่งที่ต้องช่วยกันทำประกอบด้วย

(ก) ประเด็นที่เกี่ยวกับวัตถุประสงค์หลัก รัฐบาลต้องดำเนินการก่อนหรือต้องแล้วเสร็จก่อนจะนำหุ้นเข้าตลาดหลักทรัพย์ (หากยังคงเดินหน้านำหุ้นกิจการไฟฟ้าเข้าตลาดหลักทรัพย์) คือ การกำหนดโครงสร้างอุตสาหกรรมพลังงานไฟฟ้า ซึ่งจะเป็นกฎกติกาที่จะใช้กันต่อไป สิ่งที่เป็นรูปธรรมของเรื่องนี้ก็คือ การออก พ.ร.บ. กิจการพลังงานไฟฟ้า จะต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนแต่ละกลุ่มผลประโยชน์เข้ามามีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางและเท่าเทียมกัน โดยมีกระทรวงพลังงานทำหน้าที่ประสานให้เกิดผลประโยชน์ต่อประเทศชาติสูงสุด

กฎกติกาที่จะกำหนดขึ้นจะต้องทำให้เกิดระบบการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรมให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ระบบนี้จะมีกลไกที่จะคัดเลือกเฉพาะผู้ประกอบการที่มีคุณภาพเท่านั้นที่จะอยู่รอด เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของอุตสาหกรรมทั้งระบบ เพื่อให้กลไกการแข่งขันทำงานได้อย่างเต็มที่ จะต้องกำหนดบทบาทหน้าที่ของผู้ที่เกี่ยวข้องให้ชัดเจน โดยจะต้องแยกบทบาท (1) ผู้ผลิตไฟฟ้า (2) ผู้ดูแลระบบสายส่งออก (3) ผู้ควบคุมสั่งการระบบไฟฟ้า และ (4) ผู้กำกับดูแลออกจากกัน เพื่อให้การแข่งขันเป็นธรรมกับผู้ผลิตไฟฟ้ารายอื่น

การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน และองค์กรการไฟฟ้าที่รับผิดชอบระบบเครือข่ายสายส่งและสายจำหน่ายซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของภาครัฐ จะต้องมีการประเมินผลงานตามดัชนีชี้วัดที่ได้ตกลงกันล่วงหน้า ในการนี้อยากจะเสนอแนะให้มีองค์กรคณะกรรมการประเมินผลการดำเนินงานแห่งชาติที่เป็นหน่วยงานอิสระ ผ่านการสรรหาด้วยกระบวนการทางรัฐสภา

กรณีองค์กรการไฟฟ้าที่อยู่ในด้านการผลิตและบริการจะอยู่ในตลาดแข่งขัน ประสิทธิภาพขององค์กร จะมีกลไกของตลาด เป็นตัวผลักดัน กฎกติกาในตลาดแข่งขันจึงต้องป้องกันการผูกขาด ในกรณีที่รัฐมีหน่วยงานที่ผลิตไฟฟ้า ที่มีประสิทธิภาพก็จะเป็นอำนาจต่อรองที่ดี นอกจากนั้นหน่วยงานของรัฐนี้จะเป็นเครื่องรับประกันความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าของประเทศเมื่อเกิดภาวะวิกฤติ

การกำหนดราคาค่าไฟที่เป็นธรรมสำหรับผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเป็นประเด็นที่สำคัญที่สุดอีกอย่างหนึ่ง คณะกรรมการที่ทำหน้าที่กำหนดอัตราค่าไฟจึงต้องมีความเป็นอิสระ โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้เช่นกัน จึงต้องมาจาก (1) กลุ่มที่ต้องการให้ค่าไฟเพิ่มขึ้น (2) กลุ่มที่ต้องการให้ค่า ไฟลดลง และ (3) กลุ่มที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพของอุตสาหกรรมพลังงานไฟฟ้า แต่ละกลุ่ม ควรมีอำนาจการต่อรองเท่าเทียมกัน โดยเฉพาะกลุ่มที่สองนั้นต้องมีทั้งผู้ใช้ไฟรายใหญ่และผู้ใช้ ไฟรายย่อย

(ข) ประเด็นที่เกี่ยวกับวัตถุประสงค์รอง (หากนำหุ้นกิจการไฟฟ้าเข้าตลาดหลักทรัพย์)

หากรัฐบาลต้องการเพิ่มปริมาณการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์นั้น รัฐบาลต้องสร้างความมั่นใจว่า ไม่ใช่เป็นเพียงการเพิ่มความร่ำรวย และมั่งคั่งให้กระจุกอยู่ที่นักลงทุนเพียงกลุ่มหนึ่ง (ตัวเอง เครือญาติ หรือพรรคพวก) เท่านั้น แต่เป็นการสร้างความกินดีอยู่ดีให้กับคนส่วนใหญ่ของประเทศ รวมถึงประชาชนรากหญ้า ผู้หาเช้ากินค่ำ นายกรัฐมนตรีก็จะเป็นมหาบุรุษตามที่หวังไว้

แต่หากรัฐบาลต้องการลดภาระทางการเงิน (ทั้งที่เงินก็มาจากประชาชน) โดยการตัดแบ่งขายสิทธิที่ประชาชน มีให้กับนักลงทุนเอกชน สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจประการแรกก็คือ ทั้งรัฐบาลและพนักงานการไฟฟ้า ไม่ได้มีสิทธิความเป็นเจ้าของรัฐวิสาหกิจมากกว่าประชาชนคนไทยอื่นๆ อีก 60 กว่าล้านคน

สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจก็คือ ปัจจุบันนี้แนวคิดในการบริการพลังงานไฟฟ้าของภาครัฐคือ หากมีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ถือเป็นหน้าที่ของภาครัฐที่จำเป็นต้องจัดหาพลังงานไฟฟ้าเพื่อสนองความต้องการนั้น จากแนวคิดดังกล่าวเมื่อความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจำนวนมาก และรวดเร็วทำให้ภาครัฐจำเป็นต้องลงทุนจำนวนมาก ในระยะเวลาอันสั้น ทำให้รู้สึกเป็นภาระทางการเงินของภาครัฐ และรู้สึกว่าสูญเสียโอกาสในการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นของประเทศ

ในอดีตยุคที่เศรษฐกิจขยายตัวสูงมาก ความต้องการใช้ไฟฟ้าก็เพิ่มขึ้นสูงมากเช่นกัน เนื่องจากขีดจำกัดของภาครัฐ ในการจัดหาพลังงานไฟฟ้าปริมาณมากในขณะนั้น จึงปรับเปลี่ยนแนวคิดเป็น ภาครัฐจะจัดหาพลังงานไฟฟ้า เพื่อตอบสนองต่อความต้องการระดับพื้นฐาน ส่วนความต้องการที่มากกว่านั้น ได้เปิดโอกาส และส่งเสริมให้เอกชน เข้ามาลงทุนในกิจการไฟฟ้า เพื่อพัฒนาระบบไฟฟ้าตอบสนอง ต่อความต้องการดังกล่าวแทนรัฐบาล

ปัจจุบันสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของ กฟผ. ลดลง ทั้งนี้สัดส่วนที่ลดลงไม่ได้เกิดจากขนาดกำลังผลิตของ กฟผ. ลดลง แต่เป็นเพราะผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนมีกำลังการผลิตเพิ่มมากขึ้น เมื่อภาคเอกชนเข้ามารับภาระลงทุนในการผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ถ้าหากรัฐบาลต้องการรายได้จากการขายหุ้น ก็ควรต้องเรียนรู้จากกรณีของ ปตท. เมื่อเวลาผ่านไปเพียง 7 เดือน มูลค่าหุ้นของ ปตท.ที่นำออกขายในตลาดหลักทรัพย์เพิ่มขึ้นนับแสนล้านบาท รัฐบาลจึงต้องนำหุ้นเข้าซื้อขายในตลาดครั้งแรกจำนวนน้อยที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ เพื่อหาราคาตลาด หลังจากนั้นจึงค่อยนำหุ้นส่วนที่เหลือออกมาขายอีกครั้ง

หากกลไกการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์สะท้อนข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา การนำหุ้นของ กฟผ. และรัฐวิสาหกิจอื่นๆ เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ก็จะสร้างรายได้เข้าภาครัฐอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ก็จะไม่มีใครโง่ หรือแกล้งโง่

การหยุดปรับปรุงพัฒนากิจการไฟฟ้าถือเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง ขณะเดียวกันการเร่งรัดให้ดำเนินการให้บรรลุวัตถุประสงค์รองก่อนวัตถุประสงค์หลักก็ถือว่าผิดเช่นกัน อย่างไรก็ตามจากข้อเท็จจริงที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นว่าการแปรรูปกิจการไฟฟ้า ยังมีหนทางที่สดใส ขึ้นอยู่ว่าจะกล้าทำสิ่งที่ถูกต้องและชอบธรรมให้เกิดขึ้นบนผืนแผ่นดินไทยหรือไม่

 

กลับหน้าแรก