|
เปิดเสรีการค้าบริการด้านการศึกษา
หลักสูตรนานาชาติ
การวิเคราะห์เบื้องต้น
โดย ธีระพร วีระถาวร กรรมการสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มติชนรายวัน วันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9497 การเปิดเสรีการค้าบริการด้านการศึกษา ซึ่งเป็นผลพวงหนึ่งจากกรอบความตกลงทางกฎหมาย ของความตกลงว่าด้วย การค้าบริการ (General Agreement on Trade-in-Service : GATS) อาจส่งผลกระทบกับระบบการศึกษาของประเทศไทยไม่มากก็น้อย สถาบันอุดมศึกษาเป็นแหล่งอุดมด้วยภูมิปัญญาของชาตินั้นควรจะตระเตรียมรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ตลอดจนมีข้อเสนอแนะ และคำตอบที่เป็นรูปธรรม ในการบริหารจัดการกับอุดมศึกษาอย่างไร ให้สมกับเป็นผู้นำทางความคิดของสังคม เพื่อสามารถพาประเทศชาติให้รอดพ้น จากการคุกคามในรูปแบบใหม่ ของธุรกิจการศึกษา ประเด็นที่น่าสนใจ คือ มหาวิทยาลัยจะจัดการการศึกษา ในส่วนที่ควรเป็นประโยชน์สำหรับสาธารณะได้อย่างไร โดยไม่ให้ธุรกิจการศึกษาส่งผลกระทบในเชิงของคุณภาพ และปรัชญาทางการศึกษา ผลกระทบหนึ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในส่วนที่ผู้เกี่ยวข้องได้ทำความตกลงไปแล้ว คือ เรื่องของการเรียนการสอนในโรงเรียนนานาชาติ การฝึกอบรมระยะสั้น และอาชีวศึกษา เป็นต้น เพราะเป็นความตกลงที่อาจขาดการป้องกันผลกระทบในระยะยาวที่ดีพอ สิ่งที่น่าจะเป็นประเด็นสำคัญ คือ การศึกษาระดับอุดมศึกษาจะหาทางป้องกันในเรื่องความตกลงต่างๆ อย่างไร จึงจะเป็นผลดีในภาพรวมของประเทศ เพราะปัจจุบันประเทศมหาอำนาจ มีแนวโน้มที่จะทำความตกลงเปิดเสรีระดับภูมิภาค และระดับทวิภาคี (Regional Trade Area) ซึ่งรวมเขตการค้าเสรีระดับทวีภาคี (Bilateral Free Trade Area : FTA) เพราะจะได้ผลประโยชน์มากกว่าการเจรจาพหุภาคี ในการต่อรองกับประเทศที่ด้อยกว่าและมีการตระเตรียมในเรื่องดังกล่าวน้อย ประเทศไทยได้ทำความตกลงทวิภาคี (FTA) กับประเทศออสเตรเลีย และจะเริ่มเจรจากรอบ FTA รอบแรกกับประเทศญี่ปุ่นในกลางเดือนกุมภาพันธ์ ศกนี้ นอกจากนั้นจะมีการเจรจากับอีกหลายประเทศ โดยเฉพาะคู่เจรจาที่ควรพิจารณาให้รอบคอบ คือ ประเทศสหรัฐ ซึ่งจะเจรจาในเดือนมิถุนายน ศกนี้ เพราะเป็นประเทศที่มีศักยภาพทางการค้าบริการสูงมาก ตลอดจนศักยภาพทางด้านเทคโนโลยีและทรัพย์สินทางปัญญา หลักสูตรต่างๆ ของมหาวิทยาลัยที่จะได้รับผลกระทบโดยตรง คือ หลักสูตรนานาชาติ(International Program) ตลอดจนหลักสูตรการฝึกอบรมต่างๆ ซึ่งผู้เขียนได้ทำการวิเคราะห์เบื้องต้น เกี่ยวกับหลักสูตรดังกล่าวในประเด็นที่น่าสนใจซึ่งพอสรุปเป็นสังเขป ดังนี้ สภาพทั่วไปของประเทศไทยในแง่มุมของธุรกิจการศึกษาคาดว่าจะมีการขยายตัวประมาณ 20% ในแง่ของจำนวนนักศึกษาต่างชาติในปี 2547 และมีเงินไหลเข้าจากนักศึกษาเหล่านี้ประมาณ 3,000 ล้านบาท และ "กรมส่งเสริมการส่งออกมีเป้าหมายจะพัฒนาการศึกษาในประเทศเพื่อลดจำนวนนักเรียนไทยที่ไปศึกษาต่อต่างประเทศ จากที่มีประมาณปีละ 50,000 คน ให้ได้ประมาณ 50% เท่ากับจะช่วยลดการไหลออกของเงินตราต่างประเทศได้ปีละกว่า 1,000 ล้านบาท" ข้อมูลพื้นฐานของกรมส่งเสริมการส่งออกบ่งชี้ว่าประเทศไทยมีโรงเรียนนานาชาติ 63 แห่ง มหาวิทยาลัยและวิทยาลัยที่มีหลักสูตรนานาชาติ 43 แห่ง และโรงเรียนหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อการสอนอีก 67 แห่ง แต่ประเทศสิงคโปร์ และออสเตรเลีย ก็มีเป้าหมายที่จะดึงนักศึกษาต่างชาติเพิ่มขึ้น โดยที่ประเทศสิงคโปร์ต้องการให้เพิ่มขึ้นอีก 2-3 เท่าในระยะ 4-5 ปี ข้างหน้า จากข้อมูลของกองวิเทศสหการ สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา(ส.ก.อ.) กลับบ่งชี้ว่า มหาวิทยาลัยของรัฐและสถาบันการศึกษาเอกชน มีหลักสูตรนานาชาติเท่ากับ 18 แห่ง และ 21 แห่งตามลำดับ โดยที่ระดับปริญญาโทมีหลักสูตรดังกล่าวมากที่สุด คือ 217 หลักสูตร และมีหลักสูตรปริญญาเอกเท่ากับ 127 หลักสูตร ซึ่งค่าเล่าเรียนระดับปริญญาเอกเท่ากับ 200,000 บาท/ปี ในมหาวิทยาลัยของรัฐ ส่วนค่าเล่าเรียนในระดับปริญญาโท เท่ากับ 40,000-80,000 บาท/ปี เมื่อเราจัดประเภทหลักสูตรนานาชาติ โดยจัดตามลักษณะสาขาทางธุรกิจ ความต้องการของตลาด ตลอดจนความก้าวหน้า ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จะแบ่งได้เป็น 9 ประเภท ดังรายละเอียดที่ปรากฏในเอกสาร ซึ่งประเภทที่มีมากที่สุด คือ การจัดการและบริหาร โดยเมื่อแยกย่อยลงไปก็พบว่าจะเป็นสาขาการจัดการมากที่สุด ในแง่ของความถี่ของสถาบันการศึกษา การวิเคราะห์แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของมหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชนในระดับปริญญาต่างๆ ในระดับปริญญาตรีมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เป็นมหาวิทยาลัยเอกชนที่มีหลักสูตรนานาชาติมากที่สุด คือ เท่ากับ 37 หลักสูตร โดยที่มีความครอบคลุมทั้งหลักสูตรที่ลงลึกในสาขาวิชาต่างๆ และส่วนที่มีศักยภาพเทียบเท่ามาตรฐานของนานาชาติ เช่น หลักสูตรการจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ (International Business Management) และหลักสูตรที่ไม่เป็นแบบหลักสูตรทั่วไป คือ หลักสูตรการจัดการโรงแรม และหลักสูตรอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น มหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ของรัฐ เช่น จุฬาฯ และธรรมศาสตร์ ก็ยังมีความเป็นหนึ่งในเชิงลึกของบางสาขา เช่น การบัญชี และเศรษฐศาสตร์ เป็นต้น ส่วนทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมหาวิทยาลัยมหิดลและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สามารถพัฒนาหลักสูตรเหล่านี้เป็นระบบ เพราะเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐที่มีหน่วยงาน ซึ่งมีหน้าที่จัดการเกี่ยวกับหลักสูตรนานาชาติโดยตรง ประเภทของหลักสูตรที่ควรได้รับการพัฒนาเพราะบ่งบอกถึงภูมิปัญญาไทย เช่น Thai Studies หรือ สถาปัตยกรรมไทย ก็มีมหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชนบางแห่งเท่านั้นที่มีหลักสูตรประเภทนี้ ในระดับปริญญาโทหลักสูตรที่บ่งบอกถึงศักยภาพทางความลึกของวิชา และมาตราฐานบางสาขา ก็เริ่มไม่ปรากฏในส่วนของมหาวิทยาลัยของรัฐ และหรือเอกชน เช่น การบัญชี และธุรกิจระหว่างประเทศ เป็นต้น สิ่งที่น่าเป็นห่วง คือ มหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชน ได้ทุ่มเทงบประมาณและทรัพยากรบุคคลในสาขาการจัดการ และบริหารธุรกิจเป็นจำนวนมาก แต่ก็ยังมีข้อดีสำหรับจุฬาฯ ที่ว่าสถาบันฯ ศศินทร์ และ คณะครุศาสตร์มีหลักสูตร Graduate Diploma ซึ่งน่าจะบ่งบอกถึงการสะสมองค์ความรู้บางด้านของสถาบันอุดมศึกษา ความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาต่างประเทศเริ่มเห็นชัดเจนขึ้นในสาขาเทคโนโลยีและบริหารธุรกิจ นอกจากนั้นการสอดแทรกทางวัฒนธรรม และความคิด ก็อาจผ่านทางหลักสูตรบางหลักสูตรเช่น Religious Studies และ International Business ในระดับปริญญาเอกหลักสูตรที่บ่งบอกศักยภาพทางลึกของสาขาวิชา และความเป็นมาตรฐานในระดับสากลเริ่มจะไม่ปรากฏทั้งมหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชน เช่น การบัญชี การเงิน และธุรกิจระหว่างประเทศ เป็นต้น แม้แต่ทางเทคโนโลยีต่างๆ มหาวิทยาลัยเอกชนจะขาดหลักสูตรประเภทนี้ยกเว้นบางแห่ง เช่น มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญที่มีความร่วมมือกับประเทศสหรัฐ เป็นต้น สิ่งที่น่าชื่นชมกับมหาวิทยาลัยของรัฐบางแห่ง เช่น จุฬาฯ มหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คือ หลักสูตรทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มหาวิทยาลัยมหิดลมี 35 หลักสูตร ในขณะที่ จุฬาฯ มี 7 หลักสูตร มหาวิทยาลัยของรัฐบางแห่งยังพัฒนาภูมิปัญญาไทยในสาขาได้ เช่น มหาวิทยาลัยศิลปากรมีทางด้านสถาปัตยกรรม และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีทางด้านการเกษตรกรรมเขตร้อนและป่าไม้เขตร้อน เป็นต้น ประเด็นที่พึงพิจารณาต่อไป คือ จากสภาพพื้นฐานของมหาวิทยาลัยของชาติดังกล่าวข้างต้น ประเทศไทยพร้อมจะรับมือ กับผลกระทบที่อาจเกิดจากกรอบการเจรจาความตกลงทวิภาคีการค้าบริการหรือไม่ เพราะปัจจัยที่นักเรียนต่างชาติเข้ามาศึกษาในโรงเรียนนานาชาติในประเทศคือ "เป็นประเทศที่ปลอดภัย ไม่มีผู้ก่อการร้าย ไม่มีเชื้อโรคติดต่อที่รุนแรง ที่สำคัญคือค่าใช้จ่ายถูกกว่าประเทศอาเซียนใกล้เคียง" ส่วนนักศึกษาไทยที่ศึกษาในหลักสูตรนานาชาติของประเทศ ก็เพราะค่าใช้จ่ายตกประมาณหนึ่งในห้าของการเดินทางไปศึกษาต่อต่างประเทศ ซึ่งก็คงเป็นเหตุผลที่สอดคล้องกันกับที่นักศึกษาต่างชาติเข้ามาศึกษาในหลักสูตรนานาชาติของประเทศ พร้อมทั้งได้มีโอกาสเรียนรู้วัฒนธรรมที่หลากหลายมากขึ้น ในปัจจุบันผู้อ่านก็ทราบดีว่าปัจจัยที่เอื้อต่อหลักสูตรนานาชาติ หรือโรงเรียนนานาชาติในประเทศ ก็เริ่มคลอนแคลน จากปัญหาทางภาคใต้ ผู้ก่อการร้ายข้ามชาติ โรคหวัดนรก และล่าสุดคือโรคหวัดนก แม้กระทั่งค่าใช้จ่ายในหลักสูตรนานาชาติ ที่สถาบันการศึกษาของชาติใช้ประชาสัมพันธ์ก็ไม่อาจจะแข่งขันกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีได้ เช่น หลักสูตร Online MBA ซึ่งค่าใช้จ่ายอาจต่ำกว่าหนึ่งในห้าของค่าใช้จ่ายการศึกษาต่อต่างประเทศ เป็นต้น นอกจากนั้น "แนวโน้มด้านการเรียนการสอนในอนาคตจะเป็นการแข่งขันระหว่างสถาบันทั่วโลก และนักศึกษาจะพิจารณาเลือกสถาบันที่เข้าศึกษาโดยดูจากหลักสูตรที่มีการอำนวยความสะดวกต่างๆ และราคาค่าเรียนมากกว่าที่จะดูตำแหน่งที่ตั้งของสถาบันเช่นที่ผ่านมา" ประเด็นที่น่าขบคิด คือ ทำอย่างไรมหาวิทยาลัยในประเทศ จะสามารถปรับสภาพของภาวะคุกคามเหล่านี้ ให้เปลี่ยนเป็นโอกาส เพราะสภาพปัจจุบันอันดับของสถาบันอุดมศึกษาไทยจะอยู่ในอันดับต้น(หนึ่งในห้า) ก็เพียงแต่ทางสายบริหารธุรกิจและเป็นเพียงระดับของอาเซียน แต่สิ่งที่ต้องตระหนัก คือ การคงไว้ซึ่งความเป็นไทย และความคงอยู่ของวัฒนธรรมไทย และการบริหารจัดการทางการศึกษา ให้เป็นประโยชน์ของสาธารณะ น่าจะเป็นทางออกทางหนึ่งที่เหมาะสม และคนไทยของเราคงจะต้องเดินสายกลางในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ด้วยสติปัญญาและความสุขุมรอบคอบ โดยคงไม่ปล่อยให้ประเทศชาติตกอยู่ในภาวะ "กว่าจะรู้ตัว ก็สายเสียแล้ว" หน้า 7
|
| กลับหน้าแรก |