แปรรูป กฟผ. : ใครจะตายเพราะความจริงอีกครึ่ง?

ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง   กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 9 มีนาคม 2547

"มันต้องมีเหตุผล พูดความจริงเพียงครึ่งเดียวไม่ได้ ไม่ใช่ว่าบ้านเมืองนี้ใครจะมารวมตัวกันหมื่นสองหมื่น แล้วบอกว่าให้ยอมตามทุกอย่าง ไม่มีทาง ความกดดันจะมาเอาผมไม่อยู่ ผมจะยืนอยู่บนความถูกต้อง ตายเป็นตาย ผมยอม ไม่กลัวอะไรอยู่แล้ว"

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี (1 มี.ค.2547)

ท่านนายกรัฐมนตรีคงจะลืมไปว่า การขายสมบัติชาติต่างจากการขายสมบัติชินฯ เพราะสมบัติของบริษัทส่วนตัว นึกอยากจะขายเมื่อไหร่ ขายให้ใคร อย่างไร ก็ไม่มีใครว่า แต่การขายรัฐวิสาหกิจอันเป็นสมบัติของแผ่นดิน จะต้องผ่านกระบวนการทางกฎหมาย ต้องออกพระราชกฤษฎีกาและถวายในหลวงเพื่อลงพระปรมาภิไธย

วันที่ 1 มีนาคม คือวันกำหนดจดทะเบียน กฟผ. เป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ นายกฯ ยังยืนยันว่าต้องนำเข้าจดทะเบียนอย่างแน่นอน เพียงแต่ขอเลื่อนไป 2-3 วัน เนื่องจาก ติดขัดเอกสาร "ราชการ" (อ่าน "ราชะการ")

วันศุกร์ที่ 5 มีนาคม เหล่าพนักงาน กฟผ. ผู้ชุมนุมประท้วง ได้ทราบข่าวอันเป็นมงคล ต่างพร้อมใจกันก้มลงกราบ เมื่อฟ้าเปิดทางแสงส่องสว่างสาดลงสู่ กฟผ. ผู้ชุมนุมทุกคนร่วมกันร้องเพลงสดุดีมหาราชา และในบ่ายวันนั้น ลมเย็นได้พัดผ่านประเทศ ทำให้สายฝนโปรยปราย เหล่าพสกนิกรได้มีแรงกายแรงใจ

วันเสาร์ที่ 6 มีนาคม พ.ต.ท.ทักษิณ พูดในรายการวิทยุ "นายกฯ ทักษิณ คุยกับประชาชน" ของกรมประชาสัมพันธ์ว่า คงจะเลื่อนการขายหุ้น กฟผ. ออกไปก่อน เพื่อทำความเข้าใจให้ชัดเจน เพราะที่ผ่านมาเชื่อข้อมูลของบางคน แต่เมื่อมีการคัดค้านมาก จึงจะทำความเข้าใจให้ชัดเจนเสียก่อน วางกติกาให้รัดกุม ตั้งองค์กรควบคุมกำกับดูแล โดยรับว่า ต้องตำหนิตัวเองที่ไปเร่งดำเนินการโดยที่อะไรๆ ยังไม่ชัดเจน

แต่ทั้งหมดนี้ ก็เป็นเรื่องที่ พันตำรวจโทท่านหนึ่งพูดอยู่ที่บ้านผ่านรายการวิทยุ โดยมิได้เป็นการแถลงอย่างเป็นกิจจะลักษณะและเป็นทางการ ดังนั้น สหภาพ กฟผ. จึงคิดถูกแล้วที่ยังไม่วางใจเสียทีเดียว เพราะขนาดว่าท่านนายกฯ คนนี้ ให้สัมภาษณ์อย่างเป็นทางการที่ทำเนียบรัฐบาลว่าจะเดินหน้าขายหุ้น กฟผ. อย่างแน่นอน ถึงขนาด "ตายเป็นตาย" ก็ยังกลับคำได้

แปลกดี หากการบริหารราชการแผ่นดินสมัยนี้ สามารถสั่งการผ่านรายการวิทยุ โดยไม่ต้องเรียกประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อฟังความคิดเห็นหลากหลาย ก่อนจะขอมติ ครม. ก็เรียกได้ว่า จะตัดสินใจ จะเปลี่ยนใจ ขายหรือไม่ขายรัฐวิสาหกิจก็ได้ ก็เป็นเพราะการที่นายกฯ ตัดสินใจเองโดยไม่ฟังใครหรอกหรือทำให้เกิดการชุมนุมของ กฟผ.ในครั้งนี้?

เพราะเมื่อคณะกรรมการนโยบายทุนรัฐวิสาหกิจที่มีรองนายกฯ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นประธาน ได้มีมติและแจ้งกับผู้ว่าการ กฟผ. และสหภาพ กฟผ. ไว้ว่า จะให้สิทธิพนักงาน กฟผ. ซื้อหุ้น 10 เท่า ของเงินเดือน แต่นายกฯ กลับมาทุบโต๊ะคณะรัฐมนตรี ตัดสินเอาเองให้เหลือ 8 เท่าของเงินเดือน โดยไม่มีรัฐมนตรีคนไหนกล้าทักท้วง ได้ข้อสรุปจาก ครม. แล้ว บันทึกการประชุมของคณะกรรมการดังกล่าวจึงถูกแก้ไขให้ตรงตามมติ ครม. ซึ่งเท่ากับฉีกข้อตกลงเดิมทิ้ง

เชื่อกันง่ายๆ ว่า "เชื่อผู้นำ ชาติจะเจริญ" ทำอย่างนี้ คนอื่นที่ทำงานหรือไปรับปากพนักงาน กฟผ. ไว้ ก็เสื่อมเสียความน่าเชื่อถือ เหล่าบรรดาผู้บริหาร กฟผ. และรัฐมนตรีก็วางเฉย ให้นายกฯ เต้นไปคนเดียว

เพราะนายกฯ คนนี้ใช่หรือไม่? ที่ปลุกกระแสการชุมนุมให้ร้อนแรงขึ้น โดยบอกว่ามีผู้ชุมนุมแค่ 7 พันคน ไม่ใช่ครึ่งแสนคน ในครั้งตำหนิสื่อที่ไม่เข้าข้างรัฐบาลอย่างเต็มตัว การชุมนุมที่ กฟผ. จึงลุกลามอย่างรวดเร็ว

เรื่องนี้ เมื่อพันตำรวจโทท่านเล่าผ่านรายการวิทยุประจำของท่านว่า ให้เลื่อนการกระจายหุ้นไปก่อน ในการประชุม ครม. วันอังคารที่จะถึงนี้ ก็คงจะไม่มีใครกล้าทัดทาน ฯพณฯ เข้าทำนอง "เชื่อผู้นำ ชาติพ้นภัย" เหมือนกับในยุคสมัยของคนในหนังเรื่อง "โหมโรง" ที่ท่านผู้นำเพิ่งไปดูมานั่นเอง

อย่างไรก็ตาม เมื่อนายกฯ มีดำริจะขอทำความเข้าใจกับประชาชน ก็อยากจะขอฝากให้รัฐบาลช่วยเสนอความจริงให้ครบถ้วน อย่าให้เกิดปัญหา "ความจริงครึ่งเดียว" เหมือนที่ท่านผู้นำพูด ในประเด็นดังนี้

1) หลักสำคัญของการแปรรูป กฟผ. ได้แก่ 1.ความเป็นเจ้าของ 2.ทลายการผูกขาด ความคิดเรื่องการขายหุ้น กฟผ. ให้เอกชน แต่ไม่ได้เน้นสร้างการแข่งขันจึงเท่ากับแปรรูปเพื่อให้เอกชนผูกขาด แทนการผูกขาดโดยรัฐ ใช่หรือไม่? และการผูกขาดโดยเอกชนเช่นนี้จะทำให้ใครร่ำรวย? ใครกดขี่ผู้ใช้ไฟฟ้า?

2) ขณะนี้ปรากฏความจริงว่า คน 20 ตระกูล ถือหุ้นส่วนมากในตลาดหลักทรัพย์ การขายหุ้น 25% ของ กฟผ. ในตลาดหุ้น โดยให้โบรกเกอร์รับไปขายพร้อมรับประกันว่าจะขายหมดโดยไม่ส่งคืน ในที่สุดก็จะมีคนไม่กี่ตระกูลได้ครอบครองหุ้น เช่นเดียวกับกรณี ปตท.หรือไม่? จะแก้ปัญหาอย่างไร?

3) การที่รัฐบาลยังถือหุ้น กฟผ.เกิน 51% ทำให้รัฐบาลมีอิทธิพลเหนือการดำเนินงานของ กฟผ. ที่จะกำหนดให้ค่าไฟสูงหรือต่ำได้ เท่ากับว่า รัฐบาลมีอิทธิพลเหนือราคาหุ้น กฟผ. จะให้สูงต่ำเวลาใดก็ได้ คนไม่กี่ตระกูลที่เข้าเป็นเจ้าของหุ้น กฟผ. ก็จะรู้จังหวะจะโคนในการซื้อขายทำกำไรหุ้น

และต่อไป ในอนาคต หากต้องการถือหุ้น กฟผ. ให้มากกว่าเดิมก็สามารถใช้คนในรัฐบาลกดราคาหุ้น กฟผ. ให้ต่ำลง จนเอกชนตระกูลหนึ่งสามารถเป็นเจ้าของรายใหญ่ได้ เฉกเช่นกรณีของไอทีวี!

เหตุการณ์ลักษณะนี้ รัฐบาลจะป้องกันแก้ไขอย่างไร?

4) โรงไฟฟ้าจากเขื่อนและโรงไฟฟ้าจากถ่านหิน ที่ร่วมใส่กล่องผูกโบว์ขายในตลาดหุ้น ต้องไม่ลืมว่า กิจการทั้ง 2 เป็นการเอาที่สาธารณะมาสร้าง กระทบฐานชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎร ที่ถูกน้ำท่วม อากาศเสีย หากจะขายหุ้นให้เอกชนก็เท่ากับให้เอกชนนั้นหากินบนความเสียสละของชาวบ้าน ยิ่งกว่านั้น ที่บางส่วนก็ยังเป็นที่พระราชทาน จะสมควรแล้วกระนั้นหรือ?

5) หากจะสร้างการแข่งขันในระบบกิจการไฟฟ้า ก็ควรแบ่งการทำงานของ กฟผ. เป็น 2 ส่วน

(ก) โรงไฟฟ้า มีหลายแห่งก็แยกเป็นหลายบริษัท ให้เอกชนเข้าร่วมถือหุ้น บริหารแข่งขันกับโรงไฟฟ้าเอกชนรายใหม่ที่มีเทคโนโลยีทันสมัย

(ข) สายส่งไฟฟ้า เขื่อน และโรงไฟฟ้าถ่านหิน ให้ยังคงเป็นวิสาหกิจของรัฐจะดีไหม?

6) การกระจายหุ้นควรให้โอกาสกับผู้ใช้ไฟฟ้าทุกรายได้มีสิทธิซื้อหุ้น ใครใช้ไฟมากก็มีสิทธิซื้อมาก ลดหลั่นกันไป เพราะจะเป็นการให้ผู้บริโภคได้มีส่วนร่วมเป็นเจ้าของบริษัทผลิตไฟฟ้า โดยผู้ที่ไม่พร้อมจะถือหุ้นก็ขายสิทธินั้นได้จะดีหรือไม่? อย่างไร?

7) องค์กรกำกับดูแลตรวจสอบกิจการไฟฟ้า ควรมีกระบวนการสรรหาที่โปร่งใส และทำหน้าที่เสมือนเป็นองค์กรอิสระ มาจากการสรรหาอย่างกว้างขวางและโปร่งใส ประชาชนได้มีส่วนร่วม ไม่ใช่ปล่อยให้ "นายมิ้งกับคุณแม้ว" ดำเนินการแต่งตั้งคนไปตามชอบใจ

น่าแปลกใจ ประเทศของเราพัฒนาระบอบประชาธิปไตยมานานพอสมควร แต่ยังไม่เคยมีการทำประชามติตามรัฐธรรมนูญเลยสักครั้ง!

เห็นก็แต่เมื่อเร็วๆ นี้ ที่พันตำรวจโทผู้เป็นนายกฯ พูดผ่านรายการวิทยุว่า สมควรจะให้มีการทำประชามติเรื่องการเปิดบ่อนกาสิโนเป็นปฐมวาระ แต่มาครั้งนี้ เมื่อประชาชนเรียกร้องขอให้มีประชามติในเรื่องสำคัญ เกี่ยวกับการจัดการสมบัติของแผ่นดิน ที่มีผลกระทบต่อประชาชนทั้งประเทศ แต่ท่านนายกฯ กลับปฏิเสธว่าไม่สมควร สร้างความสับสนว่า เรื่องที่เป็นผลประโยชน์ของผู้จะเปิดบ่อนไม่กี่คน รัฐบาลกลับจะทำประชามติให้ แต่เรื่องที่กระทบต่อคนไทยทั้งประเทศรัฐบาลกลับไม่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชน

ทั้งๆ ที่ การเปิดให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมต่างหาก ที่จะเปิดความจริงอีกครึ่งหนึ่งให้รัฐบาลได้เห็น ไม่ใช่ความจริงแบบครึ่งๆ อย่างที่ "นายมิ้งกับคุณแม้ว" ชอบเล่าสู่กันฟัง!

 

กลับหน้าแรก