หนี้สินครัวเรือนไทย กองทุนหมู่บ้าน และธนาคารประชาชน )

ดร.รุ่งเรือง พิทยศิริ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 9 มีนาคม 2547

ตามที่มีข่าวกล่าวถึงหนี้สินครัวเรือนในปัจจุบัน ผมจึงขอเสนอข้อมูลเกี่ยวกับภาวะหนี้สินภาคครัวเรือนไทยในขณะนี้ ดังนี้
หนึ่ง หนี้สินของครัวเรือนไทยเพิ่มขึ้น ขณะที่รายได้ของครัวเรือนเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยในปี 2545 หนี้สินคงค้างเฉลี่ยต่อครัวเรือนอยู่ที่ 82,485 บาท เพิ่มขึ้น 20.8% ส่วนรายได้เฉลี่ยต่อเดือนของครัวเรือนอยู่ที่ 13,736 บาท เพิ่มขึ้น 12.7% ทั้งนี้ หนี้สินของครัวเรือนรวมทั้งประเทศคิดเป็น 17% ของสินเชื่อคงค้างทั้งระบบ

การเปลี่ยนแปลงของหนี้สินภาคครัวเรือนปี 2545 เทียบกับปี 2544 ประเภทครัวเรือนมีรายได้เพิ่มและภาระหนี้เพิ่มทั้งหมด 13% และ 21% ตามลำดับ ประเภทเจ้าของที่ดินเพื่อทำเกษตรมีรายได้เพิ่ม 25% และหนี้สินเพิ่ม 17% ผู้เช่าที่ดินเพื่อทำเกษตรมีรายได้เพิ่ม 40% และหนี้สินเพิ่ม 20% ผู้ทำธุรกิจส่วนตัวที่ไม่ใช่เกษตรมีรายได้เพิ่มขึ้น 19% และมีหนี้สินเพิ่ม 31% ด้านนักวิชาการและผู้บริหารมีรายได้เพิ่มขึ้น 4% และมีหนี้สินเพิ่ม 22% เสมียนพนักงาน ลูกจ้างมีรายได้เพิ่ม 10% และหนี้สินเพิ่ม 25% ผู้ไม่ได้ปฏิบัติงานด้านเศรษฐกิจมีรายได้เพิ่ม 9% และหนี้สินเพิ่ม 6%

สอง ครัวเรือนที่ทำการเกษตรทั้งเจ้าของที่ดินและผู้เช่าที่ดินมีรายได้ของครัวเรือนต่อเดือนเพิ่มขึ้นสูงกว่าหนี้สินที่เพิ่มขึ้น โดยรายได้ของครัวเรือนที่เป็นเจ้าของที่ดินและผู้เช่าที่ดินขยายตัว 24.8% และ 40% ตามลำดับ ขณะที่หนี้สินของครัวเรือนที่เป็นเจ้าของที่ดินและผู้เช่าที่ดินเพิ่มขึ้น 16.8% และ 20.3%

สาม ครัวเรือนส่วนใหญ่มีการกู้ยืมเพื่อการทำธุรกิจที่ไม่ใช่การเกษตรเพิ่มขึ้น ขณะที่การกู้ยืมเพื่อการใช้จ่ายในครัวเรือนลดลง

เช่น ในกลุ่มครัวเรือนเกษตรที่เป็นเจ้าของที่ดินมีการกู้ยืมเพื่อทำธุรกิจที่ไม่ใช่การเกษตรถึง 17.2% ในปี 2545 เทียบกับ 5% ในปี 2543 ขณะที่การกู้ยืมเพื่อใช้จ่ายในครัวเรือนลดลงจาก 28.2% ในปี 2543 เป็น 24.7% ในปี 2545 ทั้งนี้ การใช้จ่ายในครัวเรือนดังกล่าวหมายรวมถึงการกู้ยืมเพื่อซื้อสินทรัพย์ต่างๆ ด้วย

สี่ การให้สินเชื่อเพื่อการบริโภคของสถาบันการเงินทั้งระบบ เปรียบเทียบเดือนมิถุนายน 2546 กับมิถุนายน 2545 ได้เพิ่มขึ้น 3.5% โดยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยมีสัดส่วน 59% ของสินเชื่อการบริโภค สินเชื่อเช่าซื้อ (รถยนต์) มีสัดส่วนกว่า 16% และสินเชื่อการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตมีสัดส่วน 9% ของสินเชื่อการบริโภค และในบรรดาหนี้สินทั้ง 3 รายการ สินเชื่อเช่าซื้อขยายตัวถึงเกือบ 100% สินเชื่อการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตขยายตัวเพิ่มขึ้น 45% และสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยขยายตัวเพิ่มขึ้น 12%

การเพิ่มขึ้นของหนี้สินสามประเภทข้างต้น หากมองในแง่ตัวเงินในทั้งระบบเท่ากับเป็นการเพิ่มการก่อหนี้เพื่อซื้อที่อยู่อาศัย 96,490 ล้านบาท เพื่อซื้อรถ 26,170 ล้านบาท และเพื่อการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต 14,720 ล้านบาท อย่างไรก็ตามสินเชื่อเพื่อการบริโภคคิดเป็น 15.3% ของสินเชื่อคงค้างทั้งระบบ

ห้า แม้ว่าสินเชื่อเพื่อการบริโภคของธนาคารพาณิชย์จะเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูง สัดส่วนของสินเชื่อเพื่อการบริโภคของธนาคารพาณิชย์ต่อหนี้สินภาคครัวเรือนทั้งประเทศกลับมีสัดส่วนที่ลดลง โดยในปี 2545 สัดส่วนของสินเชื่อเพื่อการบริโภคของธนาคารพาณิชย์คิดเป็น 34% ของหนี้ครัวเรือนทั้งประเทศ ลดลงจาก 39.6% ในปี 2541

หก ส่วนหนึ่งของหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมาเป็นการเปลี่ยนจากการกู้ยืมนอกระบบมาเป็นการกู้ยืมในระบบ

ในช่วงที่ผ่านมาประชาชนในระดับกลางถึงล่างไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้ ทำให้ต้องหาแหล่งเงินทุนนอกระบบที่มีต้นทุนการกู้ยืมสูงมาก จากการดำเนินนโยบายของรัฐบาล เช่น กองทุนหมู่บ้าน ธนาคารประชาชน ทำให้ประชาชนมีทางเลือกในการกู้ยืมเพิ่มขึ้นและลดต้นทุนในการกู้ยืม โดยเปลี่ยนจากการกู้ยืมนอกระบบมากู้ยืมในโครงการดังกล่าว ซึ่งจะทำให้ง่ายต่อการตรวจสอบและควบคุมของภาครัฐด้วย ทั้งนี้ ยอดหนี้สินภาคครัวเรือนนอกระบบต่อรายได้ลดลงจาก 10% ในปี 2541 มาอยู่ที่ 5% ในปี 2545

เจ็ด หนี้สินภาคครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่ได้รับแรงกระตุ้นจากภาวะสภาพคล่องทางการเงินที่สูงและระดับอัตราดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งการซื้อที่อยู่อาศัยและซื้อรถยนต์เป็นหนี้ระยะยาว หากอัตราดอกเบี้ยปรับเพิ่มสูงขึ้นรายได้อาจไม่พอเพียงในการชำระหนี้ในกลุ่มครัวเรือนเหล่านี้ในอนาคต สมควรเตรียมมาตรการป้องกันผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต หากมีการเปลี่ยนแปลงในระดับอัตราดอกเบี้ย

เช่น ให้กำหนดเงื่อนไขการให้กู้เงินซื้อรถเข้มงวดขึ้น (เรียกเงินดาวน์มากขึ้นและผ่อนเร็วขึ้น) และสำหรับการซื้อที่อยู่อาศัยกำหนดอัตราส่วนเงินกู้ต่อมูลค่าที่อยู่อาศัยไม่ให้เกิน 80-90% ขึ้นอยู่กับคุณภาพของฐานรายได้

และเห็นควรให้เร่งรัดการดำเนินนโยบายการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ (Securitization) เพื่อลดความเสี่ยงของอัตราดอกเบี้ยและส่งเสริมการลงทุนในรูปของหุ้น (Equity) ให้มากขึ้น ภาวะหนี้สินภาคครัวเรือนไทยจึงมิได้เลวร้ายอย่างที่คิด แต่กลับดีขึ้นในภาคประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ

 

กลับหน้าแรก