|
ใครว่าแปรรูปไม่อันตราย
บริหารรัฐ จัดการธุรกิจ : ธงชัย สันติวงษ์ กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 8 มีนาคม 2547 เรื่องการแปรรูป กฟผ. คือเรื่องฮิตที่ควรรีบหยิบมาเขียนที่สุด แต่ก็ไม่จำเป็นต้องรีบเขียนนัก เพราะรู้ว่า เกมนี้จะยาวและไม่จบง่ายสำหรับรัฐบาลเหมือนเรื่องอื่นๆ ขณะกำลังมีการเดินเกมจากทั้งสองฝ่าย คือ ฝ่ายรัฐบาลที่ยืนยันจะต้องทำให้ได้ ไม่มีถอย กับฝ่ายสหภาพที่ขอให้มีการทำประชามติอยู่นั้น น่าจะมีการออกมาแสดงความเห็นกันให้มาก แนวคิดเรื่องเรื่องการแปรูปนี้ได้มีมานาน ตั้งแต่เมื่อครั้งรัฐบาลอดีตนายกฯ พล.อ. เปรม โดยเป็นความคิดของนายบุญชู โรจนเสถียร ที่เห็นถึงศักยภาพและโอกาสที่สามารถทำให้ทรัพย์สินส่วนนี้ของภาครัฐวิสาหกิจ นำมาใช้พัฒนาสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจเพื่อการพัฒนาประเทศได้อย่างดี โดยเป้าหมายเดิมของการศึกษาทางเลือกในการพัฒนานั้น ก็เพื่อให้มีการพัฒนาการบริหารจัดการ เพื่อหวังให้เกิดประสิทธิภาพในการดำเนินงานให้มีมากขึ้น แนวทางการพัฒนาการบริหารจัดการนั้น จุดมุ่งหมายคือ หวังจะให้เป็นเชิงธุรกิจแบบเอกชน โดยกลยุทธ์นำมาใช้ได้มีมากมาย นับตั้งแต่การให้มีการจัดทำ "แผนวิสาหกิจ" [Corporate Planning] การปรับโครงสร้างและการนำเอาคนภายนอกเข้ามาบริหารด้วย ต่อจากนั้นก็มีการพัฒนากันเรื่อยมาหลายรัฐบาล โดยมีการใช้กลยุทธ์นำสมัยมากมาย ไม่แพ้ของที่ภาคเอกชนใช้กัน เช่น การอบรมพัฒนานักบริหาร ที่หลายแห่งได้ส่งนักบริหารไปเข้าโปรแกรมที่ ฮาร์วาร์ด เอ็ม ไอ ที มีทั้งการรื้อปรับระบบ กับ การซื้อและติดตั้ง ไอ ที นำสมัยราคาแพง แต่การสร้างประสิทธิภาพก็ยังทำได้ไม่มากนัก เพราะ ยังขาดการประเมินผลแบบธุรกิจ โดยรัฐวิสาหกิจส่วนหนึ่งยังคงดำเนินการขาดทุนและหลายกิจการคุณภาพการบริการก็ยังย่ำแย่อยู่ มาตรการสุดท้ายที่เหลืออยู่ที่จะนำมาใช้ได้ตามแผน คือ การยุบเลิกหรือขายให้กับเอกชนไป หรือไม่ก็แปรรูปขายหุ้นให้กับเอกชนให้เข้ามามีส่วนในการเป็นเจ้าของและเข้ามาบริหาร ทั้งนี้กลยุทธ์ที่สำคัญนั้น จะอยู่ที่รูปแบบที่กำหนดไว้ นั่นคือ รูปแบบการจัดตั้งเป็น Holdings Company ที่ให้รัฐบาลจะยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อยู่ เพื่อกำกับให้รัฐวิสาหกิจไทยยังคงตอบสนองประโยชน์ให้กับประเทศชาติ โดยเฉพาะประเภทสาธารณูปโภคที่ต้องทำให้กับประชาชนในระดับราคาที่เหมาะสม แต่ข้อจำกัดที่เกิดใหม่และได้กลายเป็นปัจจัยที่ไม่เอื้อให้ทำได้ตามแผนและแนวคิดดังกล่าว ก็คือ เงื่อนไขของสภาพเศรษฐกิจสังคมและการเมืองที่แปรเปลี่ยนสภาพไปตามกาลเวลา 2 ประการคือ ก) จากอดีตที่รัฐวิสาหกิจไทย คือแหล่งผลประโยชน์ที่ข้าราชการ กับนักการเมืองเข้าไปรุมทึ้งมานาน จวบจนเมื่อถึงยุค 14 ตุลาคม 2516 เมื่อภาคประชาชน โดยเฉพาะสหภาพ มีความเข้มแข็งมากขึ้น การหลุดออกจากการครอบงำของนักการเมืองจึงมีขึ้น แต่ก็ยังไม่ปลอดจากเงาอำนาจของภาคราชการเท่าใดนัก จนภายหลังต่อมา ขณะที่ดูเหมือนรัฐวิสาหกิจไทย จึงไหลออกจากเงาอำนาจของข้าราชการได้ ไม่นานนักการเมืองไทยก็ได้เข้าสู่ "ยุคธุรกิจการเมือง" ที่ซึ่งภาคเอกชนได้เข้ามาเกาะกุมอำนาจทางการเมืองมากขึ้น ทำให้รัฐวิสาหกิจไทยถูกแทรกแซงและเข้ามาครอบงำรัฐวิสาหกิจโดยประสานกับฝ่ายราชการอย่างเงียบๆ ข) ขณะเคลื่อนไปตามตามเส้นทางดังกล่าวนี้เอง การขยายตัวของการเงินโลกได้แพร่ขยายไปทั่ว จนก่อปัญหา "ฟองสบู่" ขึ้นทั่วโลก ทั้งนี้ กลไกสำคัญอันเป็นปัจจัยใหม่ที่คืบคลานไปในทุกแห่งก็คือ การใช้ "เครื่องมือทางการเงิน" หรือ การใช้ "กลยุทธ์ทางการเงิน" ผ่านตลาดทุน ทั้งเพื่อการระดมทุนจากวงกว้าง การเข้าซื้อกิจการเพื่อเป็นเจ้าของ หรือ การเข้าถือหุ้นเพื่อเข้าครอบงำและเข้าไปจัดการในที่สุด ในโลกแห่งการขยายตัวด้วยกลยุทธ์การเงินในตลาดการเงินสมัยใหม่นี้เอง กลไกทางตรงของนโยบายการค้าโลกคือ "นโยบายการเปิดเสรีทางการค้า" ซึ่งมีการกดดันให้เปิดเสรีการเงินที่จะให้เงินไหลไปได้ทั่ว พร้อมกับให้มีการแข่งขันเสรีจากสถาบันการเงินจากต่างประเทศด้วย แล้วในตลาดทุนโลกดังกล่าว ธุรกิจเอกชนต่างจะใช้วิธีการเข้าครอบงำกิจการ โดยการขยายตัวออกไปด้วยพลังที่ทำมาได้จากตลาดทุน ด้วยการเข้าไปซื้อกิจการต่างๆ หรือ Merger & Acquisition นั่นเอง ด้วยกลไกเดียวกัน ทางอ้อมที่ทำกันกับรัฐวิสาหกิจด้วยกลยุทธ์เดียวกันก็คือ การดำเนินการผ่านนโยบายการแปรรูป ด้วยการนำหุ้นรัฐวิสาหกิจออกขายในตลาดทุน ซึ่งจริงอยู่ที่แม้จะมีการระดมทุนมาได้ง่าย แต่สุดท้ายก็จะมุ่งสู่จุดจบเดียวกันคือ เมื่อมีการใช้กลไกปั่นราคาตลาดให้สูงขึ้น กิเลสมนุษย์ธรรมดา ก็จะทำให้นักลงทุนรายย่อยพากันขายทำกำไรจากผลกำไรที่ล่อใจ แล้วนายทุนใหญ่ทั้งเอกชนไทยและทุนต่างชาติ "พันธุ์มนุษย์หน้าเงิน" ก็จะเข้ารวบรวมเป็นเจ้าของในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ เมื่อหุ้นได้ตกในมือเอกชนแล้ว ธรรมชาติอีกด้านหนึ่งคือ จิตวิญญาณพ่อค้า จะทำงานโดยอัตโนมัติ จากความจริงที่เป็นอมตะนั่นคือ "พ่อค้าไม่ใช่นักบุญ" จะส่งผลทำให้มีการขึ้นราคาตามหลังมา ซึ่งเรื่องนี้ คือเรื่องจริงที่เขาระวังกันมากในประเทศต่างๆ ทั่วยุโรป โดยเฉพาะฝรั่งเศส ที่เป็นต้นแบบของสหภาพแข็งแรง มีข้าราชการอยู่ในกรอบ ซึ่งสิ่งที่เขาฝากเตือนมา (เมื่อครั้งผมไปดูงานปฏิรูปราชการในยุโรป) โดยให้ต้องระวังมากที่สุด คือ กระบวนการแปรรูปที่เปิดช่องให้เอกชนเข้าถือหุ้นใหญ่ ซึ่งจะนำมาซึ่งการผูกขาด และขึ้นราคาหากำไร ไม่มีทางเป็นอื่นต่างจากนี้
|
| กลับหน้าแรก |