เศรษฐศาสตร์ว่าด้วย "การละเมิดทางเพศ"

บทความ  โดย อนุวัฒน์ ชลไพศาล คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ anuwat@dpu.ac.th  ประชาชาติธุรกิจ หน้า 7  วันที่ 08 มีนาคม 2547   ปีที่ 27 ฉบับที่ 3564 (2764)

บทความนี้เสนอเหตุผลในการต่อต้านการละเมิดทางเพศครับ

เมื่อผมพบบทความเรื่องเศรษฐศาสตร์และกฎหมายว่าด้วยการละเมิดทางเพศในสถานที่ทำงาน (The Economics and Law of Sexual Harassment in the Workplace) เขียนโดย Kauskik Basu (2003) ผมไม่รีรอที่จะถ่ายสำเนาเก็บไว้อ่าน

การละเมิดทางเพศ (sexual harassment) มีข้อกำหนดทางกฎหมายที่ซับซ้อนครับ

บางสังคมในอดีตเมื่อหัวหน้าหญิงละเมิดทางเพศแก่ลูกน้องชาย หรือเกิดการละเมิดทางเพศระหว่างเพศเดียวกัน เช่น หญิงกับหญิง หรือชายกับชาย จะไม่ถือว่าเป็นการละเมิดทางเพศตามกฎหมาย แต่ในบางสังคมปัจจุบันการติดรูปจากนิตยสาร Play Boy ในที่ทำงาน หรือการพูดถึง รูปร่างของเพศตรงข้าม เช่น อ้วนไป หรือผอมไป ถือเป็นการละเมิดทางเพศตามกฎหมาย

สาระสำคัญของบทความชี้ให้เห็นความ สำคัญของปัญหาการละเมิดทางเพศ และเสนอ ประเด็นเรื่องการต่อต้านการละเมิดทางเพศผ่านการบัญญัติข้อกำหนดทางกฎหมายที่ชัดเจน ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ที่น่าตื่นเต้น คือ "เหตุผล" ในการต่อต้านการละเมิดทางเพศครับ

บทความเสนอ "เหตุผล" ในการต่อต้านการละเมิดทางเพศผ่านแบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์ที่น่าสนใจ ผมอ่านแล้วสนุกเลยอยากนำมาเล่าให้ ผู้อ่านฟัง

ลองจินตนาการ 2 กรณีตัวอย่างครับ

กรณีแรก กฎหมายกำหนดให้คนจนที่รัฐจัด สรรกรรมสิทธิ์ในที่ดิน (เพื่อเป็นที่อยู่อาศัย หรือเพื่อทำการเกษตร) ไม่สามารถขายกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ดังกล่าวแก่บุคคลอื่นเพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของคนจน

กรณีที่ 2 กฎหมายกำหนดให้นายจ้างไม่สามารถเสนอสัญญาจ้างในรูปแบบที่นายจ้างจ่ายค่าจ้างสูง และมีสิทธิในการละเมิดทางเพศลูกจ้าง เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของลูกจ้าง

ถ้าเอาข้อกำหนดทางกฎหมายจาก 2 กรณีตัวอย่างข้างต้นไปถามความคิดเห็นนักเศรษฐ ศาสตร์ นักเศรษฐศาสตร์คงหัวเราะในกรณีแรก แต่หัวเราะไม่ออกในกรณีที่ 2 ทั้งๆ ที่ตรรกของ นักเศรษฐศาสตร์ในการคัดค้านข้อกำหนดทางกฎหมายทั้ง 2 กรณีเหมือนกันเลยครับ

เหมือนกันยังไงหรือครับ

ในกรณีแรก นักเศรษฐศาสตร์คัดค้านข้อกำหนดทางกฎหมายด้วยเหตุผลว่า การที่กฎหมายกำหนดให้คนจนไม่สามารถขายกรรมสิทธิ์ในที่ดินแก่บุคคลอื่น จะทำให้กลุ่มที่เสียประโยชน์ คือ "คนจน" เอง เนื่องจากการที่คนจน (เจ้าของสิทธิ) จะขายสิทธิ (ในที่ดิน) แก่บุคคลอื่นหรือไม่ เป็นการประเมินประโยชน์จากการขายสิทธิ (เงินจากการขายที่ดิน, ที่อยู่ใหม่ที่ดีกว่าเดิม) และต้นทุนจากการขายสิทธิ (ต้องหาที่อยู่ใหม่) ของคนจน หากเขาคิดว่าการขายสิทธิจะทำให้ได้ประโยชน์มากกว่าต้นทุนก็ขาย แต่ถ้าเป็นกรณีตรงข้ามก็ไม่ขาย

ดังนั้น ข้อกำหนดทางกฎหมายในกรณีแรก ตัดทางเลือกของคนจนเมื่อเขาพบว่า ประโยชน์มากกว่าต้นทุนจากการขายสิทธิ พูดอีกนัยหนึ่ง กฎหมายในกรณีแรกเป็นการลิดรอน "สิทธิในการขายสิทธิ" ของคนจนและทำให้คนจนเสียประโยชน์

หากนักเศรษฐศาสตร์ใช้ตรรกแบบเดียวกันในกรณีที่ 2 นักเศรษฐศาสตร์ผู้เชื่อในเสรีภาพของ ทางเลือกและความคงเส้นคงวาของตรรก จำเป็นต้องให้เหตุผลว่า การที่กฎหมายกำหนดให้ลูกจ้างไม่สามารถขายสิทธิในการถูกละเมิดทางเพศแก่ นายจ้าง จะทำให้กลุ่มที่เสียประโยชน์ คือ "ลูกจ้าง" เอง เนื่องจากการที่ลูกจ้าง (เจ้าของสิทธิ) จะขายสิทธิ (ในการถูกละเมิดทางเพศ) แก่นายจ้างหรือไม่ เป็นการประเมินประโยชน์จากการขายสิทธิ (ได้เลื่อนตำแหน่ง, ได้เงินเดือนเพิ่ม) และ ต้นทุนจากการขายสิทธิ (เป็นทุกข์ทั้งกายและใจ, กินไม่ได้นอนไม่หลับ) ของลูกจ้าง หากลูกจ้างคิดว่าการขายสิทธิทำให้เขาได้ประโยชน์มากกว่าต้นทุนก็ขาย แต่ถ้าเป็นกรณีตรงข้าม ก็ไม่ขาย

ทำให้ข้อกำหนดทางกฎหมายในกรณีนี้ก็เช่นเดียวกับกรณีแรก คือ เป็นกฎหมายที่ลิดรอน "สิทธิในการขายสิทธิ" ของลูกจ้างและทำให้ลูกจ้างเสียประโยชน์

เห็นไหมครับ ถ้านักเศรษฐศาสตร์ใช้ตรรก ชุดเดียวกันเพื่อคัดค้านข้อกำหนดทางกฎหมายจาก 2 กรณีตัวอย่าง นักเศรษฐศาสตร์ต้องคัดค้านกฎหมายที่ลิดรอน "สิทธิในการขายสิทธิ" ทั้ง 2 กรณี เพราะทั้ง 2 กรณีเป็นการที่ผู้บรรลุนิติภาวะ (ไม่ว่าจะเป็นคนจนที่ต้องการขายสิทธิในที่ดิน หรือลูกจ้างที่ต้องการขายสิทธิในการถูกละเมิดทางเพศ) ตัดสินใจเลือกโดยสมัครใจ และไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน

แต่เดี๋ยวก่อนครับ ทำไมเมื่อเราเอา 2 กรณีตัวอย่าง (ที่มีตรรกในการคัดค้านเหมือนกัน) ไปถามความคิดเห็นของนักเศรษฐศาสตร์ นักเศรษฐศาสตร์คงหัวเราะ (เพื่อคัดค้าน) กฎหมายที่ลิดรอน "สิทธิในการขายสิทธิที่ดิน" กรณีแรก แต่หัวเราะไม่ออก (ลังเลที่จะคัดค้าน) กฎหมายที่ลิดรอน "สิทธิในการขายสิทธิการถูกละเมิดทางเพศ" กรณีที่ 2

ทำไมครับ ? ผมคิดว่าเรื่องนี้คำอธิบายผ่านความถูกผิดด้านศีลธรรมอาจไม่เพียงพอ

Basu (2003) เสนอเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์ในการต่อต้านการละเมิดทางเพศ (สนับสนุนกฎหมายที่ลิดรอน "สิทธิในการขายสิทธิการละเมิดทางเพศ") ด้วยแบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์ครับ

แบบจำลองดังกล่าวเปรียบเทียบสวัสดิการแรงงานในเรื่องค่าจ้างที่ลูกจ้างได้รับ และต้นทุนของลูกจ้างในการถูกละเมิดทางเพศใน 2 สถาน การณ์ที่มีข้อกำหนดทางกฎหมายแตกต่างกัน เพื่อพิสูจน์ว่าลูกจ้างจะมีสวัสดิการดีขึ้นในสถานการณ์ที่มีข้อกำหนดทางกฎหมาย "ห้าม" การละเมิดทางเพศถูกบังคับใช้

สถานการณ์แรกเป็นสถานการณ์ที่กฎหมาย "อนุญาต" การละเมิดทางเพศ ทำให้นายจ้างสามารถเสนอสัญญาจ้าง 2 รูปแบบ คือ

สัญญา A เป็นค่าจ้างสูง แต่ลูกจ้างจะถูกละเมิดทางเพศจากนายจ้าง โดยต้นทุนจากการถูกละเมิดทางเพศของลูกจ้างแต่ละคนมีความแตกต่างกัน

สัญญา B เป็นค่าจ้างต่ำ แต่ลูกจ้างไม่ถูกละเมิดทางเพศ

สถานการณ์ที่ 2 เป็นสถานการณ์ที่กฎหมาย "ห้าม" การละเมิดทางเพศ ทำให้นายจ้างสามารถเสนอสัญญาจ้างได้เพียงรูปแบบเดียว คือ

สัญญา C เป็นค่าจ้างกลาง และลูกจ้างไม่ถูกละเมิดทางเพศ

ภายใต้ข้อสมมุติเรื่องตลาดแรงงานแข่งขันสมบูรณ์ Basu (2003) พิสูจน์ให้เห็นว่าระดับค่าจ้างในสัญญา C (ที่กฎหมาย "ห้าม" การละเมิดทางเพศ) จะสูงกว่าระดับค่าจ้างในสัญญา B (ที่กฎหมาย "อนุญาต" การละเมิดทางเพศ) เสมอ ทำให้ลูกจ้างที่เปลี่ยนจากสัญญา B สู่สัญญา C มีสวัสดิการดีขึ้น

ยิ่งไปกว่านั้น จะมีลูกจ้างบางส่วนที่เคยเลือกสัญญา A (ที่กฎหมาย "อนุญาต" การละเมิดทางเพศ) เปลี่ยนมาเลือกสัญญา C (ที่กฎหมาย "ห้าม" การละเมิดทางเพศ) เมื่อมีการเปลี่ยนกติกาจาก ข้อกำหนดทางกฎหมาย ซึ่งปรากฏการณ์ดังกล่าวทำให้สวัสดิการของลูกจ้างโดยรวมดีขึ้นในสถานการณ์ที่มีกฎหมาย "ห้าม" การละเมิดทางเพศเปรียบเทียบกับสถานการณ์ที่กฎหมาย "อนุญาต" การละเมิดทางเพศ

ข้อพิสูจน์เรื่องสวัสดิการของลูกจ้างที่ดีขึ้นจากแบบจำลองนี้เองครับที่ Basu (2003) ใช้เป็น "เหตุผล" ในการต่อต้านการละเมิดทางเพศ (สนับสนุนกฎหมายที่ลิดรอน "สิทธิในการขายสิทธิ")

เหตุผลดังกล่าวไม่ใช่ประเด็นว่าด้วยความถูกผิดด้านศีลธรรมครับ เพราะผมคิดว่าความถูกผิดด้านศีลธรรมแปรผันตามระยะเวลาและตัวบุคคล

1.ธรรมชาติของเรื่องเพศเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและซับซ้อน เหตุผลในการต่อต้านการละเมิดทางเพศในบทความก้าวข้ามความถูกผิดด้านศีลธรรม ในความหมายที่ว่า เรื่องเพศเป็นเรื่อง "ผิดบาป" และสังคมต้องกำกับควบคุมอย่างเข้มงวด แต่อีกด้านหนึ่ง เหตุผลดังกล่าวก็ไม่เพียงพอที่จะสนับ สนุนการกำหนดกฎหมายที่ลิดรอน "สิทธิในการขายสิทธิ" ในทุกกรณีไป

แต่ลองเปลี่ยนคำในบทความนี้ใหม่ จาก "การต่อต้านการละเมิดทางเพศ" เป็น "ความจำเป็นในการกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำ" ดูครับ สวัสดิการของแรงงานจะเป็นอย่างไรในสถานการณ์ที่สังคมไม ่มีกติกากำหนดมาตรฐานความเป็นอยู่ของแรงงาน (ยินยอมให้แรงงานทำงานหนักในภาวะเสี่ยงภัย หรือยินยอมให้แรงงานรับอัตราค่าจ้างที่ต่ำกว่าค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการดำรงชีพอย่างมีศักดิ์ศรี)

2.เรื่องนี้มันตรรกเหมือนกันเป๊ะเลยครับ

บทความนี้เสนอเหตุผลของความจำเป็นในการกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำครับ

ประชาชาติธุรกิจ หน้า 7

หน้า 6

 

กลับหน้าแรก