|
ประชานิยม
"จีน"
คอลัมน์ เดินหน้าชน โดย ทวีศักดิ์ บุตรตัน butrton@yanoo.com มติชนรายวัน วันที่ 08 มีนาคม พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9495 วันเปิดประชุมสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติสาธารณรัฐประชาชนจีน กลางกรุงปักกิ่ง เมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว มีประเด็นน่าสนใจ ตรงที่นายเหวิน เจีย เป่า นายกรัฐมนตรีจีน กล่าวเปิดปราศรัยต่อหน้ามวลหมู่สหายคอมมิวนิสต์ 3,000 คน ว่านับจากนี้ไปรัฐบาลจีน จะมุ่งแก้ปัญหาความยากจนของชาวจีนเป็นเป้าหมายสำคัญ ด้วยการลดช่องว่างรายได้ ยกระดับความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น "การแก้ปัญหาเกษตรกรรม หมู่บ้าน และเกษตรกร คือหนึ่งในภาระอันสำคัญที่สุดรัฐบาลเรา" นายเหวินปราศรัยพร้อมกับเผยถึงมาตรการแก้ปัญหาด้วยการลดภาษีภาคเกษตรปีละ 1 เปอร์เซ็นต์ ตั้งเป้าภายใน 5 ปี จะไม่มีภาษีนี้อีกต่อไป และยังอุดหนุนชาวนาด้วยเงินงบประมาณ เกือบห้าหมื่นล้านบาท อีกทั้งยังเทเงินลงทุนในชนบทอีกราว 1.5 แสนล้านบาท แนวนโยบายอย่างนี้ซึ่งว่ากันว่าเป็นนโยบายประชานิยม มีทั้งแจกทั้งแถม อุดหนุนช่วยคนจนสารพัดกำลังฮิตไปทั้งโลกไม่เว้นแม้กระทั่งจีน รัฐบาลจีนหันมาตื่นตัวให้ความสำคัญกับการอุดช่องโหว่ระหว่างความจนกับความรวยเป็นลำดับต้นๆ เพราะแม้เป็นประเทศที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเร็วที่สุดในโลก แต่ไม่ได้ช่วยทำให้สภาพความเป็นอยู่ของคนในชนบทดีขึ้นเลย ตรงกันข้ามกลับมีความเหลื่อมล้ำมากขึ้นทุกที คอนโดมิเนียมขนาดหรูหราในกลางเมืองใหญ่ อย่างกรุงปักกิ่งหรือนครเฉิงตู มณฑลเสฉวน พอสร้างปุ๊บมีคนมาจองคิวเข้าอยู่ทันที เจ้าของโรงงานฟอกหนังในเมืองซินจี้ มณฑลเหอเป่ย มีรถเก๋งหรูนำเข้าจากยุโรปและสหรัฐอเมริกา นับสิบคัน มีบ้านปูพื้นด้วยหินอ่อนจากอิตาลี แต่คนในชนบทที่อยู่ไกลโพ้นความเจริญ ต้องเผชิญกับความแร้นแค้นแสนสาหัส ถ้าจำแนกคนจีนทั้งประเทศมีอยู่ 1,300 ล้านคน ปรากฏว่ามีคนจนประเภทดักดานอยู่ในชนบท ถึง 800 ล้าน ส่วนคนรวยหรือมีรายได้สูง มีความเป็นอยู่ดีประมาณ 100 ล้านคน รัฐบาลจีนเป็นห่วงเป็นใยว่าช่องว่างนี้เองจะทำให้อนาคตประเทศสั่นคลอน อาจเกิดการลุกฮือจลาจลสังคมเกิดความวุ่นวายอลหม่าน ซึ่งนั่นหมายถึงเสถียรภาพรัฐบาลจะโดนกระทบด้วย เหตุการณ์จลาจลที่จตุรัสเทียนอันเหมิน เมื่อปี 2532 ยังคงเป็นภาพหลอนรัฐบาลจีนมาโดยตลอด เพราะหากมีการลุกฮือประท้วงแล้วเกรงว่าจะมีกลุ่มต่างๆ ที่เคียดแค้น คัดค้านต่อต้านรัฐบาลแห่กันมารวมตัวด้วย ซึ่งจะควบคุมสถานการณ์ได้ยากและอาจนำไปสู่การแตกสลายของพรรคคอมมิวนิสต์เหมือนอย่างอดีตสหภาพโซเวียต นายเหวินเองก็ดูเหมือนมองเห็นสัญญาณเตือนภัยตรงนี้ โดยบอกในที่ประชุมว่า รายได้ของชาวชนบทต่ำมาก การพัฒนาในแต่ละมณฑลไม่สมดุล จนเกิดช่องว่างขึ้นและเกิดความกดดันภายในสังคม เนื่องจากมีการกอบโกยทรัพยากรธรรมชาติ การทำลายสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ชนบท จำเป็นต้องเร่งมาตรการสร้างงานสร้างรายได้และความมั่นคงทางสังคม นักวิเคราะห์มองกันว่า แนวนโยบายที่นายเหวินพูดออกมานั้น เป็นการเปลี่ยนแปลงการจัดลำดับสำคัญว่าด้วยเป้าหมายการบริหารงานรัฐบาลจีนครั้งใหญ่เลยทีเดียว เพราะก่อนหน้าจีนมุ่งมั่นสร้างความเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ ซึ่งมีสถิติที่น่าตื่นตาตื่นใจ ปีที่แล้วอัตราการขยายตัวสูงถึง 9.1 เปอร์เซ็นต์ มาปีนี้คาดว่าจะโตขึ้นอีก 7 เปอร์เซ็นต์ การขยายตัวทางเศรษฐกิจมากขึ้นก็จริงแต่มาตรฐานทางสังคมเกิดความเสื่อมทรามลง ทั้งเรื่องของการคอร์รัปชั่นที่แผ่ซ่านไปทั่วทุกมณฑล การเอารัดเอาเปรียบ และการละโมบของกลุ่มทุนธุรกิจที่กอบโกยทรัพยากรธรรมชาติอย่างเป็นล่ำเป็นสัน แล้วก็คนจนยังดักดานอยู่ต่อไป อุดมการณ์คอมมิวนิสต์ที่รัฐบุรุษ "เหมา เจ๋อ ตุง" ปูรากฐานเอาไว้แทบจะหายสิ้นแผ่นดินจีน รัฐบาลนายเหวินต้องปลุกประชานิยมขึ้นมาแทน ไม่รู้ว่าแนวคิด "ทักษิโณมิกส์" ที่กำลังฮิตในบ้านเรามีส่วนแผ่อิทธิพลไปถึงผู้นำจีนด้วยหรือเปล่า? หน้า 6
|
| กลับหน้าแรก |