|
แปรรูปการไฟฟ้า
เป็นเรื่องของประชาชน
โดย ไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ มติชนรายวัน วันที่ 08 มีนาคม พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9495 ปัญหาการแปรรูปการไฟฟ้าที่เป็นอยู่ขณะนั้น ดูเหมือนหนึ่งว่าเป็นศึกระหว่างรัฐบาล โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี กับ สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าฝ่ายผลิต(สร.กฟผ.) และสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์(สรส.)
ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ยังงงและเข้าใจไม่ได้ ไม่ทราบว่าอะไรจะเป็นทางออกที่เป็นประโยชน์มากกว่ากัน รู้แต่เพียงว่านายกรัฐมนตรีกำลังมีปัญหากับสหภาพแรงงาน ถึงขนาดออกมาประกาศด้วยอารมณ์ว่า "ตายเป็นตาย" เป็นสำนวนไทยว่า กูไม่ยอมพวกมึง นับว่าสหภาพเป็นคู่กัดล่าสุดของนายกรัฐมนตรี แทนที่เอ็นจีโอ นักวิชาการ หรือสื่อมวลชน แต่อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ ประชาชนต้องคิดให้ออกว่าแท้จริงแล้วมันเป็นผลประโยชน์ของตนเอง ถ้าครั้งนี้กำหนดก้าวเดินที่ผิด ผู้ต้องเสียผลประโยชน์จากการใช้บริการไฟฟ้าก็คือตนเอง และยากที่จะแก้ไขกลับคืน นอกจากต้องเลยตามเลยเท่านั้น โดยเฉพาะการเมืองลักษณะอย่างไทยๆ ที่เป็นยุคพ่อค้า นักธุรกิจผูกขาดเข้ามาเล่นบทบาทนักการเมืองเสียเอง หลังจากแอบอยู่หลังฉากมานานในอดีต ปัญหาการแปรรูปการไฟฟ้า จึงนับได้ว่าเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ ถ้าแปรรูปสำเร็จย่อมหมายถึง น้ำประปา การท่าเรือ และอื่นๆ จะตามมา ปัจจุบันคนไทยนั้นมีประมาณ 63 ล้านคน พากันใช้ไฟฟ้าถ้วนหน้าตกปีละประมาณ 100,000 ล้านหน่วย โดยที่ทางการได้เรียกเก็บค่าใช้ไฟฟ้าร่วมกับภาษีมูลค่าเพิ่มตกราคาหน่วยละ 3 บาท ดังนั้นแต่ละปีมีเงินไหลจากกระเป๋าประชาชนในเรื่องนี้ทั้งหมด รวมทั้งต่างจังหวัดปีละไม่น้อยกว่า 300,000 ล้านบาท เฉลี่ยประมาณเดือนละไม่น้อยกว่า 25,000 ล้านบาท สภาพที่เป็นอยู่ การไฟฟ้าเป็นรัฐวิสาหกิจ ที่ใช้เงินลงทุนจากภาษีของประชาชน เพื่อเจตนารมย์ที่จะบริการไฟฟ้าในราคาย่อมเยาว์ให้กับประชาชนทุกคน ตั้งแต่ระดับในบ้านที่อยู่อาศัย โรงงาน ร้านค้า สถานที่ราชการ และสถานที่บริการต่างๆ จากเดิมที่พึ่งพาตะเกียง วันนี้ไฟฟ้าเป็นสิ่งที่คนไทยทุกคนขาดมันไม่ได้เสียแล้ว ในแง่ปฏิบัติจริงกิจการเหล่านี้ รัฐบาลเป็นผู้ทำหน้าที่กำกับดูแล กำหนดแนวทาง กำหนดนโยบาย และผู้ปฏิบัติงานถือว่าเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจ วันนี้รัฐบาลผู้กำกับดูแล กำลังเปิดศึกกับพนักงานผู้ปฏิบัติงาน ขณะที่ประชาชนผู้เป็นเจ้าของ ยังไม่ได้แสดงอะไรออกมาเลยว่าจะเอาอย่างไร สำหรับเรื่องนี้ ที่ต้องดูให้ดีเพราะว่าผู้เสียประโยชน์ทั้งขึ้นทั้งล่องได้แก่ประชาชนเพราะกำลังจะเอาทรัพย์สินการไฟฟ้าประมาณ 400,000 ล้านบาท ไปเข้าตลาดหลักทรัพย์ ให้ซื้อขายหุ้นกันได้ และถ้าค่าไฟฟ้าขึ้นราคาเพียงหน่วยละ 25 สตางค์ มันหมายถึงเราทุกคนต้องเสียเพิ่มรวมกันถึง 25,000 ล้านบาทต่อปี แต่ถ้าราคาเพิ่มหน่วยละ 1 บาท ก็ต้องเสียเงินเพิ่ม 100,000 ล้านบาทต่อปี เพราะมันเป็นกิจการผูกขาดที่ทุกคนต้องใช้ ไม่ต้องแข่งขันกับใคร มันจึงเป็นวิธีหาเงินได้อย่างง่ายๆ เริ่มต้นนับหนึ่งจากยอดขายถึงปีละ 300,000 ล้านบาท ไม่ต้องเสียค่าโฆษณา และถ้าขยับขึ้นราคาค่าไฟฟ้าก็จะได้เงินเพิ่มขึ้นจากยอดขาย เป็นหมื่นเป็นแสนล้านบาทได้อย่างสบายๆ เป็นกิจการที่สร้างกำไรได้อย่างมโหฬาร และทำได้อย่างง่ายๆ เพราะการไฟฟ้าในฐานะรัฐวิสาหกิจได้บุกเบิกมาด้วยความยากลำบากทั้งการก่อสร้างการพาดสายไฟฟ้าทั่วประเทศมาประมาณ 70-80 ปี วันนี้เพียงแต่ฉวยโอกาสเคี้ยวกลืนมันลงไปเท่านั้น บรรดาเศรษฐีใหญ่ผูกขาดเมืองไทยประมาณ 10 ตระกูล รวมทั้งนักลงทุนต่างชาติ จึงต่างพากันหันมาจ้องมอง และรอเวลาแห่งความร่ำรวยอย่างง่ายๆ จะมาถึงตนเท่านั้น รอเวลาที่การไฟฟ้าเข้ามาในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อให้มีการซื้อ เงินที่จะสร้างความร่ำรวยให้กับบุคคลเหล่านี้ก็คือเงินจากกระเป๋าประชาชนผ่านการปั่นหุ้น และแบ่งกำไรปันผล หากรายได้ของค่าไฟฟ้าที่ประชาชนทั้งประเทศจ่ายกันออกมา มิได้มีเจตนารมย์ เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการบริการไฟฟ้าให้ดีขึ้น ราคาไฟฟ้าถูกลงแต่ประการใด เพราะเงื่อนไขการเอาการไฟฟ้าเข้าตลาดหลักทรัพย์ครั้งนี้ ตามข่าวที่เปิดเผยออกมามีเพียงแต่ระบุว่าจะมีการประกันการปันผลให้นักลงทุนที่ซื้อหุ้นถึง 9% ต่อปี ให้นักลงทุนเท่านั้น มันจึงเป็นความเคลือบแคลงใจและน่าฉงนใจยิ่งนัก ดังนั้นที่นายกรัฐมนตรี มีอาการน็อตหลุด หงุดหงิดใจนัก จึงเข้าลักษณะที่ว่าหมูจะหาม ดันเอาคานมาสอด เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2545 นายกรัฐมนตรีได้ออกคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 374/2545 เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาปรับปรุงแก้ไขกฎหมายเศรษฐกิจ 11 ฉบับ(เพื่อพิจารณาเรื่องนี้) โดยมีนายพันธ์ศักดิ์ วิญญรัตน์ ประธานที่ปรึกษานโยบายของนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ และมีผู้แทนสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ สภาทนายความ สมาพันธ์ประชาธิปไตย และชมรมร่วมใจไทยกู้ชาติ ร่วมเป็นกรรมการด้วย ความเห็นของคณะกรรมการสรุปว่าให้แบ่งกลุ่มรัฐวิสาหกิจออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้ กลุ่มที่ 1 ต้องเป็นรัฐวิสาหกิจ หรือถ้าเป็นบริษัทให้รัฐถือหุ้น 100% ได้แก่รัฐวิสาหกิจ กลุ่มไฟฟ้า ประปา และรัฐวิสาหกิจอื่นเกี่ยวกับสาธารณูปโภค สาธารณูปการ และความมั่นคงของรัฐ กลุ่มที่ 2 รัฐถือหุ้นเกิน 75% กลุ่มที่ 3 รัฐถือหุ้นเท่าไรก็ได้ ข้อเสนอดังกล่าว นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามเห็นชอบในหลักการเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2546 ท้ายหนังสือที่ ป.ท.ปษ.173/2546 หมายความว่านายกรัฐมนตรีเห็นควรให้การไฟฟ้า การประปา เป็นกิจการของรัฐ 100% มิใช่การเอามาแบ่งขายให้ผู้อื่นเกือบครึ่งหนึ่งดังเช่นที่เป็นล่าสุด ต่อมา วันที่ 2 มีนาคม 2547 สื่อมวลชนพากันเสนอข่าวว่านายกรัฐมนตรีระบุว่ามีกลุ่มเสือนอนกิน เอาไฟฟ้าไปขายให้การไฟฟ้าภูมิภาค และการไฟฟ้านครหลวง เพื่อนำไปขายต่อ ดังนั้นต้องการราคาและกำไรเท่าไรก็กำหนดเอา ซึ่งไม่สามารถควบคุมได้ 2-3 ปีที่ผ่านมาราคาขึ้นไปแล้วถึง 5.4% ความที่นายกฯ ระบุมานั้นแท้จริงแล้วเป็นความจริงเพียงส่วนเดียว เพราะความจริงทั้งหมดมีว่า เรื่องของพลังงานนั้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ำมัน ก๊าซ ไฟฟ้า ถูกกำกับและควบคุมโดยคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีรัฐมนตรี ปลัดกระทรวง ที่เกี่ยวข้องรวมทั้งผู้ทรงคุณวุฒิเป็นกรรมการ ดังนั้นค่าไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นราคาของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต การไฟฟ้าภูมิภาค และการไฟฟ้านครหลวง ถูกควบคุมโดยคณะกรรมการชุดนี้ ไม่ใช่ควบคุมมิได้ ที่ผ่านมานั้น นอกจากแต่ละการไฟฟ้าจะเอากำไรแล้ว ยังต้องส่งกำไรให้รัฐบาลอีกต่อหนึ่งทุกปี ปีละร่วมหมื่นล้านบาท และไม่เคยมีรัฐบาลไหนเลยคิดจะคืนกำไร เพื่อลดค่าไฟฟ้าให้กับประชาชน ดังนั้นถ้าจะว่าการไฟฟ้า เป็นเสือนอนกินแล้ว รัฐบาลก็เป็นเสือนอนกินเช่นกัน เป็นเสือทั้งนั้น เสือที่กินเลือดประชาชน เลือดที่สูบจากประชาชน ขณะนี้แทบทั้งประเทศตกอยู่ในภาวะหนี้สินไม่ว่าระดับชาวบ้านในชนบท หรือ คนชั้นกลางในเมือง ดังนั้นที่พูดกันไปมา โต้กันไปมา ต่างก็บ่นลมออกจากปากทั้งนั้น ถ้าพวกเรายังไม่ลืมไป คงจำได้ว่ารัฐบาลชุดนี้ได้แปรรูป ปตท.โดยรัฐบาลได้โฆษณาชวนเชื่อว่า การแปรรูป ปตท.เข้าตลาดหลักทรัพย์ ประชาชนจะได้ประโยชน์ แต่ผลก็ปรากฏว่า ผู้ได้รับประโยชน์อย่างแท้จริงกลับเป็นนักการเมือง และครอบครัว รวมทั้งนักลงทุนต่างชาติ เพราะจับจองหุ้นไว้มากมาย ขณะที่ประชาชนที่ถูกยกมาอ้างได้ไปคนละเล็กละน้อยและก็ไม่ทุกคน เมื่อแรกที่เข้าตลาดหลักทรัพย์ ออกราคาหุ้นละ 35 บาท สามารถขายหมดเกลี้ยงภายในเวลาเพียง 1 นาที 17 วินาที ซึ่งรัฐบาลยังมีหน้าออกมาคุยเป็นผลงานชิ้นโบว์แดง แต่เบื้องหลัง ก็คือ มีครอบครัวนักการเมืองซื้อหุ้นไปได้ถึง 800 ล้านหุ้น 7 เดือนต่อมา เมื่อสิ้นเดือนธันวาคม 2546 ราคาหุ้น ปตท.ผงาดขึ้นไปหุ้นละ 157 บาท เพิ่มขึ้น 4-5 เท่า ครอบครัวนักการเมืองฟันกำไรถึงร่วมแสนล้านบาท ขณะที่ประชาชนทุกคนใช้น้ำมันราคาลิตรละ 17.29 บาท จากเดิมเพียงลิตรละ 13 บาท มาดูกรณีการไฟฟ้า ซึ่งผูกขาด 100% มิใช่บางส่วนเหมือน ปตท.ก็คงจะทำให้ราคาหุ้นผงาดไปมากกว่า 4-5 เท่าแน่ๆ งานนี้นักการเมือง ครอบครัวนักการเมือง คงจะฟันกำไรร่วม 200,000-300,000 ล้านบาท แบ่งกำไรไปซื้อเสียง เพื่อรักษาอำนาจทางการเมืองในเวทีเลือกตั้งได้อย่างสบาย มันถึงต้องหลุดออกมาว่า "ตายเป็นตาย" แม้จะแก้ขวย เพื่อเอาใจประชาชนว่าจะไม่ขึ้นค่าไฟฟ้าเป็นเวลา 3 ปี แต่เงื่อนไขที่ต้องปันผลกำไร 9% สุดท้ายก็ต้องเอาเงินภาษีมาอุดหนุนชดเชยเหมือนที่ทำกับน้ำมันอยู่ขณะนี้ถ้าจำเป็น เงินภาษี ก็เงินประชาชน เงินค่าไฟฟ้าก็เงินประชาชน เงินจากกระเป๋าประชาชน จะไหลเข้ากระเป๋านักการเมือง ครอบครัวนักการเมือง นักลงทุนต่างชาติที่ไม่เคยอิ่ม ไม่เคยพอ ประชาชนคือใคร? คือพวกทั้งหมด 63 ล้านคน ดังนั้นแปรรูปไฟฟ้าเป็นเรื่องของประชาชน เพราะมันกระทบเงินในกระเป๋าเรา ไม่ใช่เพียงรัฐบาล ไม่ใช่เพียงสหภาพแรงงานฯ เรื่องนี้ประชาชนต้องเรียกร้องขอลงประชามติเพื่อประกาศออกมาว่าจะเอาอย่างไร ถึงเวลาแล้วครับ! หน้า 7
|
| กลับหน้าแรก |