ทุนนิยมประชาธิปไตย ความถ่างของปัญหายากจน

เมธา มาสขาว ประธานศูนย์ประสานงานเยาวชนเพื่อประชาธิปไตย (ศยป.)  กรุงเทพธุรกิจ   วันที่  6  มีนาคม 2547

การต่อสู้เพื่อพัฒนาประชาธิปไตยและการปฏิรูปการเมืองในรอบ 30 ปี นับเนื่องจากเหตุการณ์ 14 ต.ค. 2516 สังคม-การเมืองของไทยได้ก้าวไปไกลพอสมควรในกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนเพิ่มมากขึ้น ถึงแม้ว่า จะประสบอุปสรรค การเว้นวรรคและล้มลุกคลุกคลานในหลายเหตุการณ์

กระทั่งปัจจุบันการพัฒนาประชาธิปไตยที่เป็นรูปธรรมในทางปฏิบัติยังดำรงอยู่ท่ามกลางความพยายามรวบอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวของชนชั้นนำทางการเมือง ซึ่งขัดแย้งกับหลักการส่งเสริมประชาธิปไตยในการกระจายอำนาจก็ตาม

แต่กระนั้น การมีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญที่คำนึงถึงสิทธิชุมชน สิทธิพลเมือง และการเมืองแบบมีส่วนร่วมมากขึ้น รวมถึงการสร้างกลไกองค์กรอิสระมาควบคุมอำนาจการบริหาร ก็ถือว่าการเมืองไทยพัฒนาไปพอสมควร แม้จะยังไปไม่ถึงคำตอบของการเมืองภาคประชาชน ที่สังคมประชาธิปไตยไทยควรหันมาให้ความสำคัญ ท่ามกลางการพัฒนาแต่มีปัญหาที่รัฐบาลหลายสมัยไม่เคยแก้ไขได้เลย ซ้ำร้ายยังมีสถานะเลวลงทุกขณะ ก็คือ ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำของสังคมไทย ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่กำลังถามหาความรับผิดชอบ จากระบอบประชาธิปไตยทุนนิยมในปัจจุบัน

ประเทศไทยปัจจุบันมีความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนกับคนรวยที่ถ่างตัวมากขึ้น ภายใต้ทิศทางพัฒนาการที่ชนชั้นนำของไทย(และของโลก)ร่ำรวยเพิ่มขึ้นจนถึงขั้นมหาศาล แต่คนจนกลับยากจนลงกว่าเดิม จากพื้นฐานด้านเกษตรกรรมที่พอเพียง กลายมาสู่แรงงานอดมื้อกินมื้อ จนถึงคนเร่ร่อนไร้หลักประกันความมั่นคง แม้กระทั่งเป็นคนขอทานในเมือง จะเห็นว่า แม้ไทยเป็นประเทศที่มีรถเบนซ์มากที่สุดอันดับต้นๆ ของโลก แต่กลับมีคนจนดักดานถาวรมากกว่า 10 ล้านคน ซึ่งมีรายได้ไม่ถึงพันบาทต่อเดือน ยังคงไม่ต้องนับรวมประชาชนกว่า 70% ของประเทศที่มีรายได้ต่ำกว่า 4,000 บาทต่อเดือน(สำนักงานสถิติปี 2544) ซึ่งคงไม่พอกินพอใช้ในปัจจุบัน ในขณะที่คนอีกกลุ่มหนึ่งมีรายได้มหาศาล มีรถหลายคัน บ้านหลายหลัง ที่ดินจำนวนมากมายและบางทีก็ปล่อยรกร้าง ทำให้ประเทศไทยตกอยู่ในกลุ่มที่มีการกระจายรายได้แย่ที่สุดอันดับต้นของโลกเช่นกัน

ช่วงเวลา 30 ปีแห่งวาระ "วันประชาธิปไตย" กับการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมทางสังคม เป็นเรื่องที่เราจะต้องทบทวนเจตนารมณ์ประชาธิปไตยที่จะต้องไปไกลกว่าเรื่องการปฏิรูปการเมืองในความหมายจำกัด ถึงแม้ว่าประชาชนจะมีสิทธิ เสรีภาพทางการเมืองมากขึ้นในปัจจุบัน แต่ประชาธิปไตยก็ไร้ความหมายเมื่อคนยากคนจนไม่มีข้าวกิน นั่นคือเราจะต้องพัฒนาประชาธิปไตยไปถึงการเมืองเรื่องปากท้อง ซึ่งก็คือการสร้างประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจให้เป็นจริงนั่นเอง เพราะจากวันนั้นจนถึงวันนี้นั้น 30 ปี ไม่มีคำตอบของปัญหาความยากจน ยังไม่มีการจัดการปัญหาประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจดังกล่าวอย่างจริงจังแต่อย่างใด

สาเหตุหนึ่งอาจเนื่องมาจากการเข้ามามีบทบาทและอำนาจทางการเมืองของชนชั้นนำทางเศรษฐกิจที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบันและที่ผ่านมา (ดังเราจะเห็นสัดส่วนนักธุรกิจนายทุนในรัฐบาลปัจจุบันเบียดขับประชาชนชั้นล่างจนไม่มีที่นั่งในฐานะตัวแทนของคนยากจนในรัฐสภา) รวมถึงเงื่อนไขภายใต้ระบบทุนนิยมโลกาภิวัตน์ที่ไม่เอื้อให้คนยากจนถีบตัวสูงได้จากการแข่งขันที่ไม่เท่าเทียม

ความร่ำรวยจึงกระจุกตัวมาโดยตลอด และ 30 ปีที่ผ่านมานั้น ประชาธิปไตยจึงไม่เคยแก้ไขปัญหาความยากจนได้เลย คงต้องกล่าวว่า รัฐบาลพรรคไทยรักไทยในปัจจุบันที่กำลังใช้นโยบายเอื้ออาทรแต่ไม่แตะต้องโครงสร้างก็ไม่อาจแก้ไขปัญหาความยากจนได้จริงใน 6 ปีเช่นเดียวกัน ตราบใดที่ยังไม่แก้ปัญหาที่โครงสร้างทางเศรษฐกิจและการเมืองไทยก่อน ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างทางการเมืองที่ต้องกระจายที่นั่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไปสู่ตัวแทนกลุ่มคนทุกชนชั้น สาขาอาชีพ ตัวแทนกลุ่มชนทุกระดับมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกรรมกร ชาวไร่ ชาวนา ชาวเขา ชาวประมง นักธุรกิจ ชนชั้นกลาง เพื่อการมีส่วนร่วมในการบริหารประเทศอย่างแท้จริง มิใช่ตัวแทนแต่เพียงนามที่อ้างเสียงส่วนใหญ่ที่ได้รับการเลือกตั้ง แต่กลับพิทักษ์ผลประโยชน์กลุ่มทุนและพวกพ้องตนเองที่อุปถัมภ์ค้ำชูในวัฏจักรพรรคเพื่อการเลือกตั้งในปัจจุบัน

รวมถึงกระจายอำนาจจากส่วนกลางไปสู่ท้องถิ่นในอำนาจการบริหาร ที่มิใช่การพยายามรวมศูนย์อำนาจแบบผู้ว่า ซีอีโอ ในปัจจุบันเพราะเป็นรูปแบบของเผด็จการในระบบทุนนิยมที่ต้องการอำนาจเพื่อการสร้างกำไรสูงสุด เพื่อให้สิทธิอันชอบธรรมในการกำหนดอนาคตตนเองของชุมชนท้องถิ่น การจัดการทรัพยากรที่ยั่งยืน รวมถึงการจัดการเลือกตั้งทั่วไป โดยเฉพาะ ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นหลักการสำคัญของการกระจายอำนาจและการปกครองตนเองของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตย แต่วันนี้รัฐบาลกลับพูดถึงการแต่งตั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งถอยหลังเข้าคลองมากกว่าการเดินหน้าของประชาธิปไตย ที่ให้อำนาจการตัดสินใจและการกำหนดนโยบายกับประชาชน รวมถึงการเปิดพื้นที่ตรวจสอบจากการเมืองภาคประชาชนให้มากขึ้น เนื่องจากผลตรวจสอบจากองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญในปัจจุบัน มีปัญหาจากการแทรกแซงทางการเมืองโดยธรรมชาติจากเงื่อนไขผลประโยชน์ที่หลีกหนีไม่พ้น

สำหรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ที่มองเห็นชัดเจนว่า ประชาธิปไตยทุนนิยมหรือการเปิดการค้าเสรีในปัจจุบัน เป็นปัญหาของความยากจนและความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย ซึ่งเปิดโอกาสให้มีการเบียดเบียนเอาเปรียบคนยากคนจนในทางเศรษฐกิจมากเกินไป ดังนั้น รัฐบาลไทยต้องเข้ามาดูแลและจัดการประชาธิปไตยในทางเศรษฐกิจให้เท่าเทียมมากขึ้นเพื่อเป็นประโยชน์กับคนหมู่มากของสังคม และลดโอกาสในการเอาเปรียบเบียดเบียนของชนชั้นนำทางเศรษฐกิจที่ผูกขาดความมีอันจะกินให้น้อยลงเพื่อแก้ไขปัญหาในระยะยาว โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงมากขึ้นในอนาคต

รัฐบาลควรต้องเร่งออกกฎหมายเก็บภาษีมรดกอัตราก้าวหน้าโดยรีบด่วน ซึ่งนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เคยกล่าวว่าจะเร่งดำเนินการเพื่อเป็นหนทางหนึ่งในการเยียวยาปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความไม่เป็นธรรมทางสังคม เพื่อให้การกระจายรายได้เป็นธรรมมากขึ้น ทั้งนี้ การเก็บภาษีมรดก(อัตราก้าวหน้า)นั้น จะช่วยให้ประชาชนมีโอกาสทางเศรษฐกิจเสมอภาค ลดความได้เปรียบทางเศรษฐกิจ และทำให้เกิดการกระจายความมั่งคั่งไปสู่คนส่วนใหญ่ อันนำไปสู่การลดช่องว่างระหว่างคนรวยกับผู้มีรายได้น้อย

อย่าลืมว่า ปัจจุบันประเทศไทยเก็บภาษีทางอ้อมถึง 70% ซึ่งเป็นการเก็บจากสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวันที่คนจนต้องจ่ายเพิ่มในรูปภาษีเท่ากันกับคนรวยทั้งที่รายได้ไม่เท่าเทียมกัน หมายความว่าส่วนใหญ่ของภาระภาษีถูกผลักไสไปสู่คนชั้นกลางและคนยากจนซึ่งเป็นผู้บริโภคส่วนใหญ่ของประเทศนั่นเอง ภาษีมรดกจึงเป็นคำตอบหนึ่งซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้มากขึ้น เพราะเป็นภาษีทางตรงที่ผู้เสียภาษีจะผลักภาระไม่ได้ และอยู่ในระบบอัตราก้าวหน้าที่ใครมีมรดกมากก็จ่ายมาก ใครมีน้อยก็จ่ายน้อย หรือคนจนที่มีมรดกต่ำกว่าเพดานที่กำหนดไว้ก็ไม่ต้องจ่ายเลย นอกจากนี้ ในทางเศรษฐกิจยังเป็นแรงจูงใจให้เจ้าของมรดกหรือลูกหลานทำงานและขยายการลงทุนเพิ่มมากขึ้นด้วย เนื่องจากต้องสำรองไว้เสียภาษีมรดกในอัตราก้าวหน้า จึงไม่ต้องกลัวการลงทุนจะหดตัวแต่อย่างใด

ต้องไม่ลืมอีกว่า ความร่ำรวยแม้จะสุจริตแต่อาจไม่มีความเป็นธรรม หากจะกอบโกยตามเงื่อนไขตลาดเสรีทุนนิยม หรือมือใครยาวสาวได้สาวเอาแต่เพียงอย่างเดียวโดยไม่จ่ายคืนกำไรหรือรายได้สู่สังคม เพราะการทำธุรกิจและความร่ำรวยนั้นมาจากการดูแล คุ้มครองและรับรองจากรัฐ ไม่ว่าจะเป็นทางกฏหมาย การบริการทางการค้า การให้สัมปทานหรือนโยบายที่รองรับ ซึ่งค่าสัมปทานนั้นไม่ได้นำเอาต้นทุนทางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่สูญเสียไปมาคิดเป็นต้นทุนในการเก็บค่าสัมปทานด้วยแต่อย่างไรซึ่งกลายเป็นผลกำไรของเอกชน และปัจจุบันคนร่ำรวยจ่ายคืนแก่สังคมและรัฐน้อยเต็มที ซึ่งทำให้ชนชั้นนำของไทยร่ำรวยมหาศาล โดยเฉพาะแกนนำพรรคไทยรักไทยในปัจจุบัน ฉะนั้นมูลค่าที่ได้ควรจ่ายคืนกำไรแก่สังคมด้วย และภาษีมรดกคือ การคืนกำไรส่วนเกินที่ปลายทางนั่นเอง

หากมองในแง่ร้าย อนาคตประเทศไทยอาจอยู่ในเงื่อนไขความรุนแรงทางสังคมที่ต้องเผชิญศึกทั้งโลกาภิวัตน์จากภายนอกและปัญหาจากภายในเอง ที่เมื่อความเหลื่อมล้ำต่ำสูงปรากฏชัดมากยิ่งขึ้น ระหว่างคนยากจนกับชนชั้นนำทางเศรษฐกิจของไทย โดยเฉพาะการกอบโกยกำไรเกินควรจากลิขสิทธิ์และการผูกขาด ในธุรกิจทางการสื่อสาร รวมถึงอินเทอร์เน็ต มือถือ ดาวเทียม สื่อสาร ที่มีความจำเป็นที่ประชาชนต้องใช้ทรัพยากรในอนาคตนั้น หากไม่มีการเก็บภาษีมรดกและภาษีทรัพย์สินอัตราก้าวหน้าเพื่อคืนกำไรสู่สังคมทดแทนช่องว่างนั้นแล้ว อาจจะกล่าวได้ว่าการแก้ปัญหาความยากจนเชิงโครงสร้างคงไม่มีวันเริ่มต้นและความเหลื่อมล้ำทางสังคมก็คงเป็นปัญหาเรื้อรังที่รอวันปะทุความรุนแรงต่อไป ดังเช่นที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ

หากรัฐบาลยังคงแก้ปัญหาด้วยการกระจายทุนเพื่อกระตุ้นการบริโภคในกระแสโลกาภิวัตน์แต่เพียงอย่างเดียวแล้ว ยิ่งรังแต่จะสร้างปัญหาความเหลื่อมล้ำให้ถ่างมากขึ้นเข้าไปอีก และนโยบายแก้ปัญหาความยากจน 6 ปี โดยการลงทะเบียนแบบล้าหลังคงไม่มีวันเป็นไปได้ ดังนั้น นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลประชาธิปไตยทุนนิยมไทยรักไทยในขณะนี้ ก็คือ การออกกฎหมายจัดเก็บภาษีมรดกอัตราก้าวหน้าโดยรีบด่วนนั่นเองและเพิ่มรายจ่ายงบประมาณเพื่อการจัดสวัสดิการอื่นๆ ให้กับคนยากจนในสังคมไทยด้วย

การมีข่าวว่ากระทรวงการคลังได้ทำการศึกษาวิจัยถึงความพร้อมในการเก็บภาษีมรดกอัตราก้าวหน้าเรียบร้อยแล้ว เหลือแต่รอฝ่ายบริหารนโยบายประกาศใช้ และมีความกล้าที่จะก้าวข้ามผลประโยชน์ตนเองและเครือญาติ เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศหรือไม่

 

กลับหน้าแรก