|
อเมริกันชนถึงคราวอพยพแรงงานออกนอกประเทศ
อุไรวรรณ ภู่วิจิตรสุทิน กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 6 มีนาคม 2547 ดิ อีโคโนมิสต์ นิตยสารเศรษฐกิจชั้นนำของอังกฤษ รายงานเชิงวิเคราะห์ในหัวเรื่อง "เสียงสะท้อนจากแดนสนธยา" ซึ่งเน้นประเมินเรื่องการซื้อบริการหรือสินค้าจากผู้ผลิตอื่นแทนการผลิตเองภายในประเทศ หรือ เอาท์ซอร์สซิ่ง (Outsourcing) ของสหรัฐอเมริกา การซื้อสินค้าและบริการจากประเทศต่างๆ กลับกลายเป็นประเด็นถกเถียงเผ็ดร้อนทางการเมืองของอเมริกาไปเสียแล้ว เมื่อเรื่องนี้ได้เป็นไปในทางตรงกันข้ามกับความคิดของนายจอห์น เอ็ดเวิร์ด นายจอห์น แคร์รี และประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ที่มีต้องการจะรักษาภาวะการจ้างงานและตำแหน่งงานไว้ให้กับชาวอเมริกัน ในช่วงต้นเดือน ก.พ.ปีนี้ นายเกรกอรี่ แมนคิว หัวหน้าที่ปรึกษาเศรษฐกิจของประธานาธิบดีบุช กล่าวต่อสภาคองเกรส ว่า หากสินค้าหรือบริการที่สามารถผลิตได้ในราคาถูกกว่าการผลิตในต่างประเทศมาก ชาวอเมริกันก็ควรจะนำเข้าสิ่งของหรือบริการนั้นๆ มากกว่าผลิตเองในประเทศ โดยเขายกตัวอย่างกรณีนักรังสีวิทยาในอินเดีย วินิจฉัยฟิล์มเอกซเรย์ของคนไข้ชาวสหรัฐ ด้วยการส่งผ่านอินเทอร์เน็ตไปให้ดู ข้อเสนอของแมนคิวคือกฎหมายความได้เปรียบจากการเทียบเคียง (The Law of Comparative Advantage) ซึ่งมีหลักฐานว่านายเดวิด ริคาร์โด อ้างอิงถึงกฎหมายครั้งแรกในช่วง 2 ศตวรรษที่ผ่านมา แต่นายเดนนิส ฮาสเทิร์ต โฆษกของสภาผู้แทนราษฎรสังกัดพรรครีพับลิกัน ร่วมมือกับสมาชิกพรรคเดโมแครตตำหนินายแมนคิวว่า เขากำลังปล่อยให้ตำแหน่งงานตกอยู่ในมือคนต่างชาติ และสมาชิกสภาจากพรรครีพับลิกันเรียกร้องให้นายแมนคิวลาออก แต่ทำเนียบขาวก็อดไม่ได้ ที่จะดำเนินการโดยที่ยังปกป้องนายแมนคิว ด้วยการที่ประธานาธิบดีบุช ลงนามในร่างกฎหมายเมื่อเร็วๆ นี้ ห้ามรัฐบาลกลางซื้อสินค้าหรือบริการด้วยการทำสัญญากับต่างประเทศ อีโคโนมิสต์สรุปว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นแท้จริงคืออะไร คำตอบที่ได้เป็นสาระสำคัญจากองค์ประกอบ 3 ส่วน เริ่มจากเศรษฐกิจอเมริกาโดยรวม มีการสูญเสียตำแหน่งงานไปนับตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นทศวรรษนี้ การสูญเสียตำแหน่งงานส่วนใหญ่เป็นวงจรตามธรรมชาติ ไม่ใช่ด้านโครงสร้าง แม้ว่าในขณะนี้เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัวหลังจากถดถอยในปี 2544 จากยุคพึ่งพาสินค้า มาถึงการจ้างแรงงานต่างชาติ ถัดมาเป็นการซื้อสินค้าและใช้บริการจากต่างประเทศ มีมานานหลายศตวรรษ แต่คิดตามสัดส่วนแล้วถือว่าน้อย หากเทียบกับการสร้างตำแหน่งงาน และตำแหน่งงานที่หายไป อันเนื่องมาจากเศรษฐกิจสหรัฐ ในช่วงเวลาดีที่สุดยามเศรษฐกิจขยายตัวเฟื่องฟู มีตำแหน่งงานเพิ่มขึ้น 2 ล้านตำแหน่งต่อเดือน หากดูรวมๆ แล้ว กระบวนการเอาท์ซอร์สซิ่งช่วยให้เกิดงานมากขึ้น มากกว่าทำลาย หรือคิดเป็นปริมาณ 24 ล้านตำแหน่ง ในช่วงทศวรรษหลังปี 2533 กระบวนการจัดสรรทรัพยากรทั้งเงินและบุคลากร ไปยังส่วนที่ก่อเกิดประโยชน์มากที่สุด ในระยะยาวกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น เป็นเพียงหนทางเดียวที่จะสร้างมาตรฐานการดำรงชีวิตแบบครอบคลุมได้มากขึ้น สุดท้ายแม้ว่าการเอาท์ซอร์สในภาคบริการยังมีอยู่พอสมควร การขยายตัวของบริการไอทีในยุคโลกาภิวัตน์ ควรส่งผลกระทบอย่างมากต่อกำลังการผลิตในภาคบริการ ช่วงทศวรรษหลังปี 2533 โรงงานหลายแห่งในอเมริกากลับมามีประสิทธิภาพมากขึ้น ด้วยการใช้ไอทีตามร้านค้า ธนาคาร โรงพยาบาล และสถานที่อื่นๆ นับเป็นผลระยะยาวนอกเหนือประโยชน์จากที่บริษัทไอทีได้รับ แม้งานไอทีบางอย่างจะดำเนินการในต่างประเทศ แต่มีการจ้างงานหรือตำแหน่งงานเพิ่มขึ้นในอเมริกา และค่าจ้างที่ได้ก็เพิ่มขึ้น อีโคโนมิสต์มองการฟื้นตัวของปัญหาการว่างงานเป็นเรื่องสำคัญอันดับแรก และทั้งๆ ที่การขยายตัวของกำลังการผลิตแข็งแกร่ง และการฟื้นตัวมีมากขึ้นจากความถดถอยในปี 2543 แต่การสร้างงานกลับย่ำแย่ลงถึง 1 แสนตำแหน่งต่อเดือน มีการคาดการณ์ความเสียหายว่า นับตั้งแต่ประธานาธิบดีบุช เข้ามารับหน้าที่บริหารประเทศมีตำแหน่งงานหายไปทั้งหมด 2.3 ล้านตำแหน่ง การฟื้นตัวของตำแหน่งงานอย่างไม่สมบูรณ์ ทำให้ไม่น่าแปลกใจกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นมาว่า เศรษฐกิจอเมริกากำลังถูกแรงต้านจากแรงผลักดันทางโครงสร้างเศรษฐกิจ และไม่ใช่เรื่องของวัฏจักรของภาวะธุรกิจ โดยนายวิลเลี่ยม โบมอล นายอลัน บลินเดอร์ และนายเอ็ดเวิร์ด วอลฟ์ เป็นสามนักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง ที่ชี้ว่าการสร้างตำแหน่งงานใหม่เกือบใกล้เคียงกับการสร้างความเสียหายให้กับตำแหน่งงานเก่า อีโคโนมิสต์ยังตั้งคำถามถึงแนวโน้มที่จะทำให้ให้ตำแหน่งงานต่างๆ มีการโยกย้ายไปต่างประเทศ ถือเป็นเรื่องต้องคาดเดาแต่ไม่ใช่หายนภัย โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาภายใต้การค้าที่สัมพันธ์กับส่วนอื่นๆ ของโลก ทำให้การบริหารงานด้านบริการมีภาวะเกินดุลเพิ่มขึ้นมาก ในขณะที่การปกป้องทางการค้าจะไม่ช่วยตำแหน่งงานให้มีอยู่ดำรงสภาพการจ้างงานต่อไปได้ หากตำแหน่งงานไม่มีการเคลื่อนย้ายไปยังต่างประเทศแล้ว ก็จะทำให้ตำแหน่งงานเหล่านี้มีความเสี่ยงจากกรณีที่มีการนำเครื่องจักรมาแทนคนในภาคอุตสาหกรรม หรือว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับคนอเมริกันที่อาจถึงขั้นต้องอพยพแรงงานออกจากประเทศ เพื่อไปปักหลักรับจ้างงานในต่างประเทศ คือภาพสะท้อนของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมที่ได้พัฒนาและเจริญมาถึงขีดสูงสุดตามคำนิยามของระบบเศรษฐกิจใหม่ หรือ New Economy ที่คนกลายเป็นภาระต้นทุนสูงสำหรับกระบวนการผลิตในระบบเศรษฐกิจ ในขณะที่การใช้เทคโนโลยีกลับเป็นภาระต้นทุนที่ถูกกว่าในศตวรรษที่ 21 นี้
|
| กลับหน้าแรก |