เส้นทางสู่การเสื่อมถอย ของ ทักษิณ ชินวัตร (1)

บทความพิเศษ  พู่กันจีน   มติชนรายสัปดาห์  วันที่ 05 มีนาคม พ.ศ. 2547 ปีที่ 24 ฉบับที่ 1229

ภาพของเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองไทยในยุคหลังทักษิณ (Post Thaksinomics) เป็นสิ่งหนึ่งที่เป็นปริศนาค้างคาใจ และท้าทายจินตนาการของคนจำนวนมากในปัจจุบัน สำหรับผู้ที่มีอคติและตั้งตัวเป็นปฏิปักษ์กับผู้นำไทยท่านนี้ คำตอบหมายถึงความเปลี่ยนแปลงที่เลวร้าย ยิ่งกว่าในยุคปัจจุบัน

แต่ในหมู่อิสรชนและปัญญาชนนักคิดนักเขียน ส่วนใหญ่ค่อนข้างเชื่อว่าภาพของอนาคตข้างหน้า จะมีการเปลี่ยนแปลงไปจากปัจจุบันอย่างมากมาย แต่ยังคงหาข้อสรุปที่มีรายละเอียดชัดเจนไม่ได้

หากต้องการมองไปสู่อนาคตข้างหน้า ต้องยืนอยู่บนพื้นฐานของความจริงในปัจจุบัน เป็นหลักการที่สอดคล้องกับคำขวัญ ตาดูดาว เท้าติดดิน และยังคงใช้ได้เป็นอย่างดีกับเจ้าของคำขวัญนั้น

ภาพของอนาคตในยุคหลังทักษิณจะเป็นภาพที่ต่อเนื่องกับรากฐานของอำนาจ เส้นทางการก้าวขึ้นสู่อำนาจ การใช้อำนาจและการรักษาอำนาจ รวมไปถึงภาพของผู้คนแวดล้อมจำนวนมากที่เป็นกลไกสนับสนุนเรียงรายอยู่รอบตัว ซึ่งได้สะท้อนให้เห็นถึงจุดอ่อน จุดแข็งและกระบวนการปรับตัวที่จะนำไปสู่ความรุ่งโรจน์และความเสื่อมถอย

ถ้าเป็นเวลาก่อนหน้านี้สักเดือน คงจะเป็นเรื่องยากเย็นอย่างยิ่งที่จะคาดคะเนถึงเส้นทางการถดถอย ในช่วงที่กำลังจะรุ่งโรจน์ ผู้นำไทยท่านนี้ได้ประกาศพันธะที่ช่วยลดแรงกดดันจากฝ่ายต่อต้าน โดยจะขออยู่ในอำนาจทางการเมืองเพียง 2 สมัยเป็นระยะเวลา 8 ปี และเพิ่งจะเพิ่มเติมและเปลี่ยนน้ำเสียงเมื่อเร็วๆ นี้ว่า หลังจากนั้นจะขอเป็นหัวหน้าพรรคต่อไปอีกสักระยะหนึ่ง โดยยังไม่กำหนดเวลาที่จะลงจากเวทีทางการเมืองอย่างชัดเจน

เพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ ก่อนและหลังปีใหม่ 2547 ร่องรอยของการถดถอยเริ่มปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัด ความสำเร็จทางเศรษฐกิจและการเมืองในช่วงสามปีก่อนหน้านั้นแทบจะถูกทำลายโดยหมดสิ้นจากกรณีที่เกิดขึ้นเพียง 4-5 กรณี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรณีความผิดพลาดของพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยราชภัฏ กรณีการก่อการร้าย ที่สามจังหวัดภาคใต้ กรณีการระบาดของไข้หวัดนก กรณีความขัดแย้งที่ยังหาข้อยุติไม่ได้กับ คุณปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ และกรณีการแก้ไขสัญญาสัมปทานของไอทีวี

ความคิดเห็นที่เปิดเผยตรงไปตรงมาของอิสรชนกลุ่มหนึ่ง อาจสร้างความไม่พอใจต่อผู้มีอำนาจ สังคมแห่งการแสวงหาทางปัญญาล้วนแล้วแต่เป็นเช่นนี้ ยิ่งช่องทางการสื่อสารถูกปิดกั้นอย่างหนาแน่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากคนแวดล้อมใกล้ชิดบางส่วนที่มุ่งแสวงหาแต่ผลประโยชน์ใส่ตัว ประจบสอพอ และไร้เดียงสาทางการเมือง

ทางออกของการสื่อสารที่ต้องการถนอมรักอย่างแท้จริงจึงเหลือเพียงทางเดียวคือ สื่อสารผ่านช่องทางสาธารณะอันหลากหลาย ซึ่งค่อนข้างจะโหดร้ายและขาดความยุติธรรม

การที่การเมืองสำหรับโลกมนุษย์ไม่มีนวัตกรรมใหม่มาเป็นเวลาหลายพันปีแล้ว ทุกบทบาทของนักการเมืองในโลกนี้ จึงเป็นการย่ำซ้ำรอยเท้าในอดีตทั้งสิ้น ดังนั้นจึงไม่มีสิ่งใหม่ที่อ่านไม่ออกและคาดคะเนไม่ได้สำหรับนักการเมืองคนหนึ่ง กาลเวลาเท่านั้นที่เป็นข้อจำกัดของการเปิดเผยความจริงในปัจจุบัน

คุณูปการต่อสังคมไทย

การก้าวขึ้นสู่อำนาจของ ทักษิณ ชินวัตร ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ ของการเมืองไทย แม้แต่ เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ปัญญาชนคนสำคัญของฝ่ายค้านถึงกับยอมรับว่า ทักษิณ ชินวัตร ได้สร้างแบบอย่างใหม่ ที่นายกรัฐมนตรีไทยเป็นผู้นำของรัฐบาล และรัฐบาล เป็นผู้กำหนดนโยบายแห่งรัฐที่แท้จริง

นอกจากนั้นแล้ว ปัญญาชนโดยส่วนใหญ่รวมถึงกลุ่มที่คัดค้าน และกังวลกับการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ของนายกรัฐมนตรีท่านนี้ ยังต้องยอมรับว่า เป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษที่รัฐไทยถูกบริหารโดยผู้นำที่เข้มแข็ง กล้าตัดสินใจ มีวิสัยทัศน์และกลยุทธ์เป็นเครื่องชี้นำ เป็นจุดเด่นที่ทำให้ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในหมู่นักธุรกิจไทย

ในฐานะชนชั้นนายทุน ทักษิณ ชินวัตร ได้สร้างแบบอย่างที่สำคัญแก่ชนชั้นนายทุนกลุ่มอื่นๆ ที่เหลือ ทั้งที่เป็นปฏิปักษ์และเป็นมิตร

ชนชั้นนายทุนไทยในยุคปัจจุบันได้เติบใหญ่เข้มแข็งจนมีขีดความสามารถที่จะเข้ายึดครองอำนาจรัฐได้โดยตรง โดยไม่ต้องยอมจำนนต่อกลุ่มข้าราชการเทคโนแครตและนักการเมืองท้องถิ่นเหมือนในอดีต

หากเชื่อตามข้อมูลของสำนักข่าวต่างประเทศบางสำนัก เม็ดเงินที่ใช้ไปสำหรับการยึดอำนาจรัฐจำนวน 6 ถึง 7 พันล้านบาท ไม่ใช่สิ่งที่กลุ่มทุนอื่นๆ จะจัดหาไม่ได้ โดยเฉพาะกลุ่มทุนที่เป็นปฏิปักษ์อาจใช้วิถีทางที่ย้อนรอยเดิม เพื่อเข้ายึดอำนาจรัฐต่อจากกลุ่มทุนชินวัตร ซึ่งในปัจจุบันอย่างน้อยสุดก็มีกลุ่มทุน 2-3 กลุ่มที่มีศักยภาพที่จะทำเช่นนั้นได้ โดยที่กลุ่มทุนบางกลุ่มกำลังซุ่มเงียบและสะสมกำลังอย่างต่อเนื่อง เพื่อรอคอยโอกาสที่วันนั้นจะมาถึง

คนไทยในต่างประเทศจำนวนมากให้การยกย่องนายกรัฐมนตรีไทยผู้นี้ เพราะมีส่วนทำให้ศักดิ์ศรีของความเป็นคนไทย ในนานาชาติถูกยกระดับสูงขึ้น จากชาติที่ถูกตราหน้าว่ามีแต่ขอทาน โสเภณี และยาเสพติด กลายเป็นประเทศที่น่าภาคภูมิใจว่ามีผู้นำที่เข้มแข็งจนเป็นที่รู้จักและยอมรับของนานาชาติ

รวมถึงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ ซึ่งในอีกมุมหนึ่ง ได้กลายเป็นความเสี่ยง ที่จะถูกประเทศมหาอำนาจ ลากเข้าไปพัวพันกับความขัดแย้งที่แหลมคม ของการเมืองระหว่างประเทศ ดังตัวอย่างการส่งกองกำลังทหารไปอิรัก และการเป็นพันธมิตรในสงครามต่อต้านการก่อการร้าย ที่อาจพัฒนากลายเป็นสงครามครูเสดในยุคสหัสวรรษนี้

การปฏิรูประบบราชการที่มีอายุการใช้งานมาแล้วกว่าศตวรรษ เป็นงานที่เข็นครกขึ้นภูเขา และท้าทายความสามารถของผู้นำไทยยิ่งกว่าการฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจที่พังทลายไป ทั่วทุกจุดที่เป็นปัญหาของประเทศ ล้วนแล้วแต่เกี่ยวพันกับความล้าหลัง และด้อยประสิทธิภาพของระบบราชการไทย

ผู้นำไทยเลือกที่จะรวมศูนย์อำนาจและขับเคลื่อนกระบวนทัศน์ของข้าราชการ โดยมีการกำหนดเป้าหมายและภารกิจร่วมกัน เชื่อมโยงสัมพันธ์กันแบบบูรณาการ เปลี่ยนองค์กรจากระบบปิดไปสู่ระบบเปิดกว้าง ที่พร้อมจะถ่ายเทส่วนหัวขององค์กร จากทุกแหล่งทรัพยากร เพื่อนำไปสู่ระบบบริหารราชการแบบผู้ว่าซีอีโอ

ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่สวนทางกับแนวคิดเดิมที่เน้นที่การกระจายอำนาจ โดยให้มีการเลือกตั้งในระดับท้องถิ่นขององค์การบริหารส่วนตำบล และองค์การบริหารส่วนจังหวัด อำนาจที่เกิดจากแนวทางที่แตกต่างกันของทั้งสองฝ่ายจะนำไปสู่การขัดแย้งและปะทะกันในวันใดวันหนึ่งข้างหน้า ซึ่งจะเป็นบททดสอบสำคัญของนโยบายปฏิรูประบบราชการว่าจะประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว

การปราบปรามยาเสพติดอย่างเอาจริงเอาจัง เป็นงานหนึ่งที่ได้รับความชื่นชมยินดี โดยเฉพาะจากครอบครัวที่มีบุตรหลานที่ถูกกระทำโดยขบวนการยาเสพติด ถึงแม้ว่าจะมีผลข้างเคียงที่ไม่สู้ดีนักจากการทำวิสามัญฆาตกรรมจำนวนกว่า 2 พันราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวิสามัญฆาตกรรมในเขตสามจังหวัดภาคใต้ ซึ่งได้รับการคาดคะเนว่าเป็นการจุดประกายไฟให้กับการก่อการร้าย

แต่ยาเสพติดในสังคมไทยก็ลดจำนวนลงอย่างทันตาเห็น ความกล้าหาญและบ้าบิ่นของผู้นำไทยในการปราบปรามยาเสพติดในครั้งนี้ ทำให้สาธารณชนจำนวนหนึ่งเกิดความกังวลและห่วงใยต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้นำท่านนี้

สำหรับคนอีกจำนวนหนึ่งกลับเกิดความกังวลและหวาดกลัวว่า การกระทำที่มุ่งบรรลุสู่เป้าหมายโดยไม่สนใจวิธีการที่ใช้ จะเป็นการชักนำให้เกิดเภทภัยที่ใหญ่โตกว่าเดิมในภายหลัง

สิ่งที่โดดเด่นที่สุดของคุณูปการต่อสังคมไทย คือการฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจ ทักษิณ ชินวัตร ได้แสดงให้เห็นว่ารู้จักระบบเศรษฐกิจไทยมากกว่านักเศรษฐศาสตร์คนใดๆ เขารู้ว่าความเชื่อมั่นและความคาดหวังในทางที่ดีจะเป็นตัวขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจที่ดีที่สุด แนวทางคู่ขนาน (Dual Tracks) ที่กระตุ้นการบริโภคภายในประเทศควบคู่กับการส่งออก เป็นยุทธศาสตร์หลักของการฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจ สำหรับการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ

เริ่มต้นจากการหว่านเงินจำนวนมากเข้าไปในรากหญ้าโดยผ่านกองทุนหมู่บ้านและกองทุนชุมชน ซึ่งต่อมาพบว่ารอบของเงินทุนที่หมุนเวียนบริโภคน้อยกว่าที่คาดคิด การกระตุ้นการบริโภคจึงได้เคลื่อนย้ายไปที่ชนชั้นกลางโดยผ่านเครื่องมือของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จนทำให้ธุรกิจนี้เกิดความร้อนแรงที่มากเกิน และต้องหันกลับมาควบคุมในภายหลัง จากนั้นการกระตุ้นการบริโภคได้เคลื่อนย้ายอีกครั้งเข้าไปในตลาดทุนประสบความสำเร็จ จนทุกฝ่ายละเลยที่จะพูดถึงเบื้องหลัง การก้าวกระโดดอย่างผิดปรกติ ของดัชนีตลาดหุ้น และการฉวยโอกาสสร้างความร่ำรวยของผู้เกี่ยวข้องวงในจำนวนหนึ่ง

แต่ในที่สุดก็เกิดภาวะชะงักงันและชะลอตัวจากเหตุการณ์ต่างๆ อย่างไม่คาดคิด การกระตุ้นการบริโภคด้วยวิธีนี้สร้างความกังวลว่า จะก่อภาระหนี้สินที่บริโภคเกินตัว การทำลายความน่าเชื่อถือของตลาดหุ้นและนักลงทุนรายย่อยจำนวนมากเข้าไปติดกับดักแมลงเม่าในตลาดหุ้น

ทักษิณ ชินวัตร ได้สร้างแบบอย่างที่ดีต่อสังคมไทย โดยเฉพาะความขยันขันแข็งในการทำงานและการมีชีวิตครอบครัวที่อบอุ่น ตลอดสามปีของการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เขาทำงานตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ทุกวันแทบจะไม่มีวันหยุด นอกจากนานๆ สักครั้งจะลาหยุดพักผ่อน ในยามที่มีวิกฤต ไม่ว่าจะดึกดื่นปานใดก็พร้อมที่จะลุกขึ้นมาแก้ปัญหา สิ่งที่น่าทึ่งที่สุดคือ รายการสทนาทางวิทยุทุกเช้าวันเสาร์ เป็นหนึ่งในงานที่ผู้นำท่านนี้ไม่เคยขาดและลาเลย สำหรับชีวิตครอบครัวต้องถือว่าเป็นหนึ่งในนักการเมืองเพียงไม่กี่คนที่มีชีวิตครอบครัวที่อบอุ่น รักภรรยาและรักบุตร โดยไม่จำเป็นต้องมีการเสแสร้งและสร้างภาพแต่อย่างไร

ถือว่าหายากยิ่งในสังคมปัจจุบัน โดยเฉพาะในหมู่นักการเมืองไทย

รากฐานของอำนาจ

แทบไม่น่าเชื่อว่าระยะเวลาสั้นๆ เพียงหกปีบนถนนการเมือง (2537-2543) ทักษิณ ชินวัตร ได้บรรลุถึงจุดสูงสุดของการเมืองไทย เป็นนักการเมืองและนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งที่มีอำนาจมากที่สุด

อำนาจทางการเมืองที่แข็งแกร่งของทักษิณ ชินวัตร ตั้งอยู่บนรากฐานของพลังที่หลากหลาย ที่สำคัญทั้งหมด 5 ส่วนด้วยกัน คือ กลุ่มทุนชินวัตร กลุ่มนักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่สิบและนักเรียนนายร้อยรุ่นที่ยี่สิบหก พันธมิตรนักการเมืองดั้งเดิม พันธมิตรกลุ่มทุนใหญ่ และนโยบายประชานิยม

กลุ่มทุนชินวัตร ซึ่งรวมถึงเครือข่ายและองคาพยพทั้งหมดของกลุ่มทุนนี้ ถือได้ว่าเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุดและมีศักยภาพมากที่สุด มีค่าเทียบได้กับกองกำลังขนาดใหญ่ที่หนุนหลังบัลลังก์ แม้ในยามฉุกเฉินและคับขัน ทักษิณ ชินวัตร ไม่รีรอที่จะหวนกลับมาใช้กองกำลังพิเศษจากกลุ่มทุนนี้ศักยภาพของกลุ่มทุนชินวัตร หมายถึงขนาดของทุนที่มีมูลค่ามหาศาล คิดเป็นมูลค่าตลาดเกือบ 5 แสนล้านบาท และรายได้ของธุรกิจทั้งหมดเกือบ 1 แสนล้านบาทต่อปี ประกอบด้วยแหล่งกำลังคนและกำลังสมองที่มีความสามารถหลากหลายในทุกระดับ ครอบคลุมไปถึงตำแหน่งรัฐมนตรี ที่ปรึกษา กรรมการและผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ เจ้าหน้าที่ และอดีตนักกิจกรรมรุ่นสิบสี่ตุลาที่แวดล้อมอีกจำนวนหนึ่ง

ทั้งหมดได้กระจายไปอยู่เกือบทั่วทุกส่วนที่เป็นศูนย์กลางอำนาจของพรรคและรัฐ นอกจากนั้นแล้วยังมีเครื่องมือ อุปกรณ์ อาคารสถานที่ ตลอดจนเครือข่ายสนับสนุนที่มีขนาดใหญ่โต

อำนาจรัฐที่หนุนหลังโดยกระบอกปืน (สั้น) น่าจะเป็นเรื่องหนึ่งที่ ทักษิณ ชินวัตร มีความเข้าใจเป็นอย่างดี ทั้งๆ ที่โดยปกติจะมีท่าทีที่ดูเบาตลอดจนปฏิเสธระบอบขุนนาง ซึ่งแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับ กลุ่มทุนซีพีของ ธนินท์ เจียรวนนท์ และกลุ่มทุนทีซีซีของ เจริญ สิริวัฒนภักดี แต่เขากลับลงทุนลงแรงสร้างความสัมพันธ์ที่แนบแน่น และต่อเนื่องกับเพื่อนนักเรียนเตรียมทหาร และเพื่อนนักเรียนนายร้อย โดยเฉพาะเพื่อนนักเรียนนายร้อยตำรวจร่วมรุ่น รวมถึงเมื่อได้อำนาจรัฐมาแล้ว ยังได้จัดสรรปันส่วนอำนาจให้กับเพื่อนกลุ่มนี้ไปยังจุดที่สำคัญๆ แทบทุกจุด

ยิ่งเมื่อภายหลังที่ขัดแย้งอย่างหนักกับ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ผู้บัญชาการทหารบก ในขณะนั้น ถึงกับกล้าตัดสินใจตีฝ่าด่านหักอำนาจทหารและท้ายสุดแต่งตั้งญาติของตนคือ พลเอกชัยสิทธิ์ ชินวัตร ขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารบก โดยไม่สนใจเสียงนินทาคัดค้าน

รากฐานอำนาจของ ทักษิณ ชินวัตร ที่หนุนหลังโดยกองกำลังกระบอกปืนสั้น ทำให้หลายฝ่ายหวนระลึกถึง และเทียบเคียงว่า มีความละม้ายคล้ายคลึง กับยุคสมัยที่กองกำลังตำรวจเรืองอำนาจของพลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์

พลตรีจำลอง ศรีเมือง หัวหน้าพรรคพลังธรรมในสมัยนั้น สมควรได้รับการยกย่องอย่างยิ่งว่า เป็นผู้เดินหมากกลการเมือง ที่เปลี่ยนโฉมหน้าการเมืองไทย การหยิบยกตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศให้ ทักษิณ ชินวัตร ในปลายปี 2537 ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการทำลายพันธมิตร ทักษิณ-ชวน ซึ่งได้ก่อตัวขึ้นหลายปีก่อนหน้านั้น ความขัดแย้งที่ขยายตัวออกไป ส่วนใหญ่เกิดจากการเดินหมากกลการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ ที่มุ่งปิดล้อมและกีดกันเขาให้พ้นจากเวทีทางการเมือง ตลอดจนผลักไสให้ไปอยู่กับขั้วตรงกันข้าม โดยเฉพาะการบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา 110 และ 208 ที่ห้ามผู้รับสัมปทานจากรัฐดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถือเป็นจุดแตกหัก และเป็นประเด็นที่นำไปสู่การเกิดคดีซุกหุ้นอันลือลั่น

การก่อตั้งพรรคไทยรักไทยและพันธมิตรนักการเมืองขั้วตรงกันข้ามกับพรรคประชาธิปัตย์ กลายเป็นยุทธศาสตร์หลัก ที่มุ่งเอาชนะ แหวกวงล้อม และเผชิญหน้ากันโดยตรง ขณะเดียวกัน ยุทธศาสตร์นี้กลับทำให้ ทักษิณ ชินวัตร ติดหล่มของนักการเมืองน้ำเน่า เป็นการเมืองที่เอาแต่พวกพ้อง แก่งแย่งผลประโยชน์และอำนาจ สร้างพรรคการเมืองที่รับใช้ตัวบุคคลระยะสั้น มากกว่าการสร้างพรรคมวลชนให้เป็นสถาบันระยะยาว

การปรับคณะรัฐมนตรีครั้งที่เจ็ดของรัฐบาลทักษิณ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2546 นักวิเคราะห์การเมืองส่วนใหญ่ ให้ความเห็นตรงกันว่า เป็นการปรับคณะรัฐมนตรีที่มุ่งจัดสรรตำแหน่งตอบแทนพันธมิตรกลุ่มทุน และสกัดกั้นไม่ให้กลุ่มทุนทั้งหลายส่งกำลังบำรุงจุนเจือพรรคฝ่ายค้าน โดยเฉพาะในปี 2547 เป็นปีที่มีการเลือกตั้งใหญ่ในทุกระดับ ตั้งแต่องค์การบริหารส่วนจังหวัด ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พันธมิตรกลุ่มทุนเกิดขึ้นได้ เพราะความล้มเหลวในการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาล ชวน-ธารินทร์ ซึ่งได้สร้างความเสียหายให้กับกลุ่มทุนต่างๆ เป็นจำนวนมาก

ยิ่ง ทักษิณ ชินวัตร ประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจมากเท่าไร พันธมิตรกลุ่มทุนก็จะขยายขอบข่ายมากยิ่งขึ้น

ข้อที่น่าสังเกตคือ ทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้นำที่มีทักษะดียิ่งในการประสานผลประโยชน์กับกลุ่มทุน มากกว่าการประสานทางความคิด กับกลุ่มปัญญาชนในสังคม พันธมิตรกลุ่มทุนที่เหนียวแน่น ก่อให้เกิดผลกระทบ ในทางตรงกันข้าม กลุ่มทุนอื่นๆ ถูกผลักไสและกีดกันให้พันจากผลประโยชน์แห่งรัฐ จนอาจทำให้เกิดพันธมิตรกลุ่มทุนขั้วตรงกันข้าม ซึ่งเป็นเส้นทางเดียวกันกับที่เขาก้าวเดินผ่านมาแล้ว

ทักษิณ ชินวัตร ได้ริเริ่มหลักการตลาดนำการเมือง สิ่งที่เขาเสนอขายให้กับประชาชนคือนโยบาย

แทนที่จะเป็นตัวนักแสดงและรายการวาทีโชว์ เขาทำหน้าที่รับซื้อนโยบายจากกลุ่มและองค์กรในสังคม จากนั้นแปลงให้เป็นนโยบายของพรรคแล้วนำกลับไปเสนอขายให้กับประชาชนอีกทอดหนึ่ง กระบวนการที่ค้นคว้าเป็นวิทยาศาสตร์ได้ช่วยให้นโยบายหลายส่วนได้รับการตอบรับกลับอย่างล้นหลาม จนกลายเป็นนโยบายประชานิยม ซึ่งเป็นรากฐานที่ทำให้ได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวาง เขานำหลักการการตลาดสมัยใหม่ที่ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว (Economy of speed) มาใช้อย่างต่อเนื่อง โดยผลิตนโยบายเอื้ออาทรรายสัปดาห์และเอื้ออาทรรายเดือนขึ้นมาเป็นจำนวนมาก จนทำให้เกิดอาการสำลักนโยบายและนโยบายต่างๆ เริ่มด้อยค่าลงอย่างทันตาเห็น

บางทีเขาอาจลืมไปว่า Economy of speed หมายรวมถึงการทำลายสินค้าเก่าเพื่อสร้างโอกาสให้กับสินค้าใหม่ สินค้าที่มาเร็วและไปเร็ว อาจหมายรวมถึงตัวเขาและพรรคไทยรักไทยด้วย

หน้า 17


เส้นทางสู่การเสื่อมถอย ของ ทักษิณ ชินวัตร (จบ)

บทความพิเศษ   พู่กันจีน  มติชนรายสัปดาห์  วันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2547 ปีที่ 24 ฉบับที่ 1230

จุดอ่อนที่นำไปสู่ความเสื่อมถอย

ความสำเร็จทางการเมือง โดยการยึดอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในเกือบทั่วทุกส่วนของกลไกอำนาจรัฐ อันได้แก่ พรรคและรัฐบาล สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา กองทหารและกองกำลังตำรวจรวมถึงองค์กรอิสระบางส่วน

และความสำเร็จในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศจนทำให้มีอัตราการเจริญเติบโตเป็นอันดับสองในภูมิภาครองจากจีน

สามปีที่ ทักษิณ ชินวัตร ทำงานอย่างหนัก ได้ผลักให้สังคมไทยเคลื่อนตัวไปข้างหน้า พร้อมๆ กับการปะทุขึ้นของปัญหาใหม่ๆ ที่เขาเองก็คาดไม่ถึงและอาจไม่รู้จักด้วย

การเคลื่อนตัวไปข้างหน้าของสังคมไทยได้เปิดเผยให้เห็นถึงจุดอ่อนของตัวตนของเขา แนวคิดของเขาและรากฐานอำนาจของเขา ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเครื่องฉุดรั้งไม่ให้เขาเรียนรู้และปรับตัวก้าวไปข้างหน้ารวดเร็วเท่ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

ทักษิณ ชินวัตร ได้ประกาศเป้าหมายทางการเมืองสำหรับการเลือกตั้งในต้นปี 2548 โดยมุ่งที่จะเป็นรัฐบาลพรรคเดียวและมีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนมากถึง 400 เสียง ซึ่งจะทำให้พรรคฝ่ายค้านไม่สามารถเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจทั้งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี

เป้าหมายทางการเมืองนี้สร้างขวัญและกำลังใจให้กับผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคไทยรักไทย ขณะเดียวกันก็ข่มขวัญและกดดันคู่ต่อสู้อย่างหนักจนหลังชนฝา

แต่สำหรับปัญญาชนทั่วไปแล้วกลับไปตอกย้ำความกังวลและหวาดหวั่นว่าระบอบอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดจะหวนคืนกลับมาอีก ยิ่งได้สัมผัสกับแนวคิดและการกระทำที่ว่า เพื่อบรรลุสู่เป้าหมายไม่สนใจวิธีการที่ใช้ ความกังวลและหวาดหวั่นจะเพิ่มมากขึ้นเป็นสองเท่าในทันที

ในความคิดของผู้นำท่านนี้ อำนาจที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดจะช่วยให้การแก้ปัญหาของประเทศเป็นไปอย่างรวดเร็ว แต่ความผิดพลาดของการแก้สารพัดปัญหาที่ประดังเข้ามาในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมานี้

ไม่ว่าจะเป็นกรณีของพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยราชภัฏ กรณีก่อการร้ายที่สามจังหวัดภาคใต้ กรณีการระบาดของไข้หวัดนก ฯลฯ ล้วนแล้วแต่เป็นข้อพิสูจน์อย่างดีว่า ความเก่งและความฉลาดของ ทักษิณ ชินวัตร ไม่ได้ทำให้เขาเป็นตัวแทนของความถูกต้องเสมอไป

ซ้ำร้ายยิ่งกว่านั้น อำนาจที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดไม่ได้หยุดอำนาจนั้นให้อยู่ที่ตัวผู้นำเพียงคนเดียว แต่มีแนวโน้มที่จะระบาดและขยายวงครอบคลุมไปถึงคนรอบข้าง กลายเป็นระบอบและวัฒนธรรมการเมืองที่ขาดการถ่วงดุลและตรวจสอบ

ยิ่งรากฐานการเมืองของเขามาจากกลุ่มทุนชินวัตรและกองกำลังกระบอกปืนสั้น ตลอดจนพันธมิตรนักการเมืองน้ำเน่าและพันธมิตรกลุ่มทุนใหญ่ อำนาจที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดที่เริ่มแผ่กระจายไปถึงกลุ่มเหล่านี้ อาจหมายถึงความเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้าและการแสวงหาผลประโยชน์อย่างเต็มที่ตามธาตุแท้ของแต่ละกลุ่ม ซึ่งจะนำไปสู่ความเสื่อมในตัวเขาอย่างรวดเร็ว

คติโบราณที่ว่า อำนาจที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดจะกัดกร่อนจิตใจที่ดีงามของทุกผู้คน ยังใช้ได้ดีในทุกวันนี้

กระบวนทัศน์ซึ่งหมายถึงวิถีแห่งความคิดและวิถีแห่งวัฒนธรรม สำหรับ ทักษิณ ชินวัตร หลักใหญ่แล้วยังอยู่ที่ความเป็นนายทุนใหญ่ ซึ่งความคิดเชิงเศรษฐกิจหรือเงินตราจะมีบทบาทครอบงำในการมองปัญหาเกือบทุกเรื่อง

เมื่อปัญหาทางเศรษฐกิจได้รับการคลี่คลายไปแล้วบางส่วน ปัญหาความมั่นคง ปัญหาการศึกษาและสังคม ซึ่งซ่อนเร้นไว้ยาวนานได้ปะทุกลับเข้ามาใหม่

ปัญหาเหล่านี้ไม่อาจทำความเข้าใจด้วยกระบวนทัศน์ทางเศรษฐกิจล้วนๆ หรือใช้วิถีทางแห่งอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดและรวดเร็วของนายทุนใหญ่เข้าไปคลี่คลายแก้ปัญหาทุกเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบันที่ปัญหาการก่อการร้ายสากลเริ่มมีบทบาทครอบงำไปทั่วทั้งโลก ความขัดแย้งทางความคิดศาสนาและวัฒนธรรม ไม่สามารถอธิบายด้วยผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจล้วนๆ ยิ่งไม่สามารถตัดสินปัญหาทางยุทธศาสตร์ด้วยผลประโยชน์ของกลุ่มทุนบางกลุ่มซึ่งจำแลงร่างมาเป็นผลประโยชน์ของประเทศ

ปัญหากระบวนทัศน์ทางสังคมไม่ใช่สิ่งที่เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงได้โดยรวดเร็วเหมือนการตลาดของผลิตภัณฑ์สินค้า บางครั้งอาจต้องใช้เวลายาวนานนับหลายสิบปีในการเคลื่อนกระบวนทัศน์แต่ละครั้ง

และหาก ทักษิณ ชินวัตร มีความเข้าใจวิถีแห่งวัฒนธรรมของทหารไทยมากกว่านี้ คำพูดที่ว่า สมควรตาย และปืนหายไปก่อนถูกปล้น จะไม่หลุดออกจากปากของผู้นำไทยโดยเด็ดขาด

ดังนั้น อย่าได้แปลกใจว่าทำไม ทักษิณ ชินวัตร จึงไม่ประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาการก่อการร้ายที่สามจังหวัดภาคใต้

ทำไมถึงทำความผิดพลาดในกฎหมายหลายฉบับทั้งๆ ที่รัฐบาลนี้เป็นศูนย์รวมของนักกฎหมายมือหนึ่งของประเทศ

ทำไมการปฏิรูปการศึกษาจึงล่าช้าและปัญหาสังคมอื่นๆ ยังหมักหมมอยู่อีกเป็นจำนวนมาก

จุดอ่อนเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นสาเหตุที่จะนำไปสู่ความเสื่อมถอยได้ทั้งสิ้น

คนรอบข้าง เป็นภาพสะท้อนที่ดีที่สุดของตัวตนที่แท้จริงของ ทักษิณ ชินวัตร

คอลัมนิสต์ชื่อดังของหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งให้ความเห็นที่ตรงไปตรงมาว่า เมื่อทักษิณคำราม คนรอบข้างจะคำรามเพิ่มเสียงกึกก้องตามไปด้วย

ดังนั้น อย่าได้หวังอะไรมากมายจากเครื่องขยายเสียงและลำโพงคุณภาพต่ำเหล่านี้ คนรอบข้างที่ใกล้ชิดที่แวดล้อมเขา โดยยกเว้นภรรยาของเขาแล้ว จะประกอบด้วยญาติพี่น้อง เพื่อนนักเรียนนายร้อยตำรวจ เพื่อนนักเรียนของภรรยาและกลุ่มเลขานุการคนสนิทจากชินวัตร

เล่ากันว่า แม้แต่ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีจะส่งความเห็นที่ลับและสำคัญมากไปยังนายกรัฐมนตรี ยังต้องผ่านด่านการกลั่นกรองและตรวจสอบของคนรอบข้าง คนเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่มีประสบการณ์ทางการเมือง ไม่ต้องพูดถึงอุดมคติทางการเมือง และยิ่งไม่ต้องพูดถึงความกล้าที่จะเสนอความเห็นท้วงติงหรือคัดค้านอย่างตรงไปตรงมา

บางทีภาพของผู้ใต้บังคับบัญชาและคนรอบข้างอย่าง พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ที่เสนอให้ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรีและผู้บังคับบัญชาในขณะนั้นให้ตัดสินใจลงจากอำนาจทางการเมือง เป็นภาพที่ไม่มีทางจะเกิดขึ้นได้จากคนรอบข้างในยุคของ ทักษิณ ชินวัตร

พรรคไทยรักไทยมีสมาชิกพรรคกว่าสิบล้านคน และดำเนินนโยบายประชานิยมที่ได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวาง ขณะเดียวกันก็ยังคงใช้แนวทางการเมืองแบบเก่าที่ดูดนักการเมืองท้องถิ่น โดยเฉพาะนักการเมืองน้ำเน่าที่ใช้ทั้งเงินและอำนาจฟาดหัวผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง

ยุทธศาสตร์ หัวมังกุท้ายมังกร มีคำอธิบายได้เพียงประการเดียว คือสมาชิกพรรคกว่าสิบล้านคนเป็นเพียงภาพเสมือนจริง ที่ถูกสร้างขึ้นบนเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อดูดเงินสนับสนุนจากภรรยาหัวหน้าพรรค และคณะกรรมการการเลือกตั้ง

ระบบภายในสมาชิกพรรคไม่ได้ถูกจัดตั้งและจัดการให้เป็นองค์กรเครือข่ายที่มีพลัง หรือมีโครงกระดูกที่แข็งแกร่งสำหรับการเป็นสถาบันระยะยาว ซึ่งเทียบไม่ได้กับองค์กรเครือข่ายขายตรง อย่างแอมเวย์หรือมิสทีน

สมาชิกพรรคเป็นเพียงบัญชีรายชื่อลูกค้าที่คาดว่าสนใจจะซื้อสินค้าจากพรรคไทยรักไทย ซึ่งพร้อมที่จะเปลี่ยนใจไปซื้อสินค้าของพรรคอื่น ระดับความแน่นอนทางธุรกิจยังต่ำกว่าลูกค้าโทรศัพท์มือถือจีเอสเอ็มที่มีจำนวนมากกว่า

ดังนั้น เมื่อเข้าสู่ฤดูกาลเลือกตั้งใหม่ ไทยรักไทยก็จะระดมหารายชื่อสมาชิกพรรคใหม่อีกครั้ง และหากวันใดวันหนึ่งข้างหน้าที่ต้องมรสุมหนัก คาดว่าพรรคอาจจะล้มระเนระนาดเหมือนหมู่บ้านชาวประมงที่บริเวณแหลมตะลุมพุก

ทันทีที่ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้รับการยกย่องจาก ทักษิณ ชินวัตร ว่าเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติและมีโอกาสจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้สืบทอด แทนที่สื่อมวลชนและมิตรสหายทั้งหลายจะแสดงความยินดี กลับเป็นห่วงใยว่าทุกย่างก้าวต่อไปของคุณสมคิดว่าจะถูกลอบทำลายเสียก่อนเพราะทายาททางการเมืองคนก่อน คือ สุวัจน์ ลิปตพัลลภ เพิ่งถูกปลดพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรี

สนธิ ลิ้มทองกุล สื่อมวลชนอาวุโส กัลยาณมิตรสนิทของคุณสมคิด ถึงกับต้องเขียนบทความออกมาเตือนคุณสมคิดว่า รัฐบาลนี้จะต้องมีซีอีโอเพียงคนเดียว และคนอื่นๆ ที่เหลือต้องรู้จักฟังและลงมือทำตาม

ปัญหาทายาทของ ทักษิณ ชินวัตร เสมือนระเบิดเวลาในไทยรักไทย เพราะเป็นพรรคการเมืองที่ขับเคลื่อนโดยหัวหน้าพรรคคนเดียว ไม่มีระบบการบริหารโดยคณะและกลไกการส่งผ่านอำนาจให้ผู้สืบทอด

เมื่อก้าวเข้าสู่สมัยที่สองและเริ่มต้นนับถอยหลังการลงสู่อำนาจ หาก ทักษิณ ชินวัตร ยังยึดมั่นในสัจจะที่ให้ไว้เดิม ผู้สืบทอดอำนาจอาจเป็นคนใดคนหนึ่งหรือผู้มาใหม่จากกลุ่มทุนชินวัตร แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่กลุ่มอำนาจอื่นๆ ในพรรคจะยอมรับโดยเฉพาะพันธมิตรกลุ่มทุนใหญ่ที่มีบทบาทเป็นหุ้นส่วนที่ขยายการลงทุนมากขึ้น

การต่อสู้เพื่อแย่งชิงอำนาจอาจถึงขั้นที่ทำลายล้างซึ่งกันและกัน ทักษิณ ชินวัตร จะต้องเผชิญหน้ากับปัญหาที่หนักหน่วงทั้งการต่อสู้ภายในพรรคเพื่อแย่งกันเป็นผู้สืบทอดและปัญหาใหม่ๆ ภายนอกพรรคที่เขาเองอาจไม่ถนัด

การประท้วงเพื่อต่อต้านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจของพนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ซึ่งถือเป็นรัฐวิสาหกิจที่มีสหภาพแรงงานที่เข้มแข็งที่สุด เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่รัฐบาลทักษิณกำลังอ่อนแอลงเนื่องจากเผชิญกับปัญหารอบด้าน

ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้การแปรรูปรัฐวิสาหกิจอื่นๆ กลับสามารถดำเนินการไปได้อย่างราบรื่น ไม่ว่าจะเป็นการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย และ การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้แสดงให้เห็นว่า ถึงแม้ว่า ทักษิณ ชินวัตร จะสามารถคุมอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แต่กลุ่มต่อต้านเขาใช่ว่าจะหมดสิ้นไป ยามใดที่เขาอ่อนแอและเสื่อมถอย การท้าทายอำนาจเขาจะแผ่กระจายไปทั่ว ซึ่งจะเร่งให้การเสื่อมถอยขยายตัวเร็วขึ้น

และถ้าหากว่าวันใดวันหนึ่งที่ตกเข้าไปในกับดักของการยั่วยุ โดยทำความผิดพลาดในการแก้ปัญหาการเผชิญหน้า กับกลุ่มต่อต้าน จุดจบทางการเมืองของเขาจะมาถึงอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกันกับจุดจบของเผด็จการทหารที่ผ่านมา

นโยบายประชานิยม ซึ่งเป็นรากฐานความนิยมของพรรคไทยรักไทย มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าสิ่งนี้จะเรียกว่าฐานมวลชนได้หรือไม่

ขนาดสมาชิกพรรคที่ได้แสดงเจตจำนงร่วมอุดมคติกับพรรค ยังมีสภาพเป็นเพียงลูกค้านโยบายที่ไม่ได้มีการเชื่อมต่อเป็นเครือข่ายแน่นหนา จึงนับไม่ได้ว่าเป็นฐานมวลชนที่แท้จริง นโยบายประชานิยมที่มีฐานะเป็นเพียงเครื่องมือการตลาด ซึ่งยิ่งห่างไกลกับคำว่าฐานมวลชน

นอกจากนั้นแล้วยังเร็วเกินกว่าที่จะสรุปว่า นโยบายประชานิยมอย่าง หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ จะถูกพัฒนาให้กลายเป็นโครงสร้างเศรษฐกิจชุมชน ซึ่งจะเป็นหนึ่งในโครงสร้างหลักของเศรษฐกิจประเทศ อันเป็นแนวทางเศรษฐกิจที่ก้าวหน้าที่สุดของพรรคไทยรักไทย

การเลือกประกาศคำตัดสินของอนุญาโตตุลาการในเรื่องแก้ไขสัญญาสัมปทานของไอทีวี ในช่วงเวลาที่รัฐบาลเผชิญกับปัญหารอบด้านและกระแสการเมืองถดถอย นักกลยุทธ์ของฟากธุรกิจอาจมองว่าเป็นช่วงเวลาอึมครึมสับสนที่เหมาะสม

ซึ่งตรงกันข้ามกับนักวิเคราะห์การเมืองที่มองว่า เป็นช่วงเวลาที่ดียิ่งในการตอกย้ำจุดอ่อน ในเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อน ระหว่างการเมือง และธุรกิจทัศนคติของประชาชนเริ่มเอนเอียงมากขึ้นว่าพันธมิตรกลุ่มทุนใหญ่ในรัฐบาล พร้อมจะฉกฉวยประโยชน์ทุกอย่าง โดยใช้อำนาจทางการเมืองที่มีอยู่

นโยบายใหม่ๆ อาจเต็มไปด้วยวาระซ่อนเร้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเปิดเสรีการบิน การเปิดกาสิโน เงินบริจาคจากกองสลาก การโยกย้ายที่เปิดกว้างของผู้ว่าซีอีโอ การแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่ได้กระจายหุ้นให้กลุ่มทุนเป็นจำนวนมาก รวมไปถึงแหล่งผลประโยชน์ใหญ่ในบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย หากความเชื่อมั่นในนโยบายใหม่ๆ เหล่านี้หมดสิ้นไป จะเป็นการปิดฉากจุดแข็งของการใช้นโยบายเป็นจุดขายทางการเมือง

รหัสนัยเทวะ เป็นสิ่งสุดท้ายที่นายทุนรุ่นใหม่อย่าง ทักษิณ ชินวัตร อาจไม่เข้าใจหรือไม่สนใจที่จะเรียนรู้ สังคมไทยไม่เหลือช่องว่างสำหรับการสะสมอำนาจและบารมีของนักการเมืองคนใดคนหนึ่ง รวมถึงประชาชนก็ไม่มีช่องว่างสำหรับการแสดงความภักดีตอบแทนนักการเมืองคนใดคนหนึ่ง นักการเมืองทุกผู้คนล้วนถูกใช้งานเพียงระยะหนึ่ง ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ทั้งหมดกลับไปรวมกันที่จุดสูงสุด

หน้า 28

 

กลับหน้าแรก