|
จาก WTO สู่ FTA :
ยุทธศาสตร์การค้าโลกของอเมริกา
โดย เกษียร เตชะพีระ มติชนรายวัน วันที่ 05 มีนาคม พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9492 น่าจะปรับแก้ความเข้าใจตั้งแต่ต้นเลยว่า แม้ขบวนการแอนตี้โลกาภิวัตน์ของประชาสังคมลูกโลกจะดูห้าวฮึกครึกโครม เป็นข่าวเกรียวกราวพาดหัวโดยเฉพาะในประเทศทุนนิยมที่พัฒนาแล้วปานใด แต่เอาเข้าจริง มูลเหตุหลัก ที่ทำให้การประชุมองค์การการค้าโลก(World Trade Organization หรือ WTO) รอบสหัสวรรษที่เมืองซีแอตเติ้ลประเทศสหรัฐอเมริกาถึงแก่ล้มเลิกกลางคันเมื่อปี พ.ศ. 2542 หาใช่การประท้วงไม่ หากเป็นเพราะประเทศกำลังพัฒนามากหลาย ไม่พอใจข้อตกลงการประชุมรอบอุรุกวัย ซึ่งให้กำเนิดองค์การการค้าโลกขึ้นอย่างลึกซึ้ง แถมยังรับข้อเรียกร้องชุดใหม่ที่ฝ่ายอเมริกากับยุโรปยื่นเสนอไม่ได้ ในทำนองเดียวกันมูลเหตุหลักที่ทำให้การประชุมองค์การการค้าโลกรอบล่าสุดที่เมืองแคนคูน ประเทศเม็กซิโกล้มเหลวเมื่อปลายปีก่อนก็คือประเทศกำลังพัฒนายักษ์ใหญ่จาก 3 ทวีป 4 ภูมิภาค ได้แก่บราซิล (ละตินอเมริกา) อัฟริกาใต้(อัฟริกา) อินเดีย(เอเชียใต้) และจีน(เอเชียตะวันออก) รวมหัวกันต่อต้านข้อเรียกร้องของฝ่ายตะวันตก จะเห็นได้ว่า แม้ขบวนการแอนตี้โลกาภิวัตน์จะมีคุณูปการพอควร แต่เอาเข้าจริงพลังหลักที่ต่อต้านคัดค้าน กระแสโลกาภิวัตน์ภายใต้อำนาจนำของกลุ่มประเทศทุนนิยมพัฒนาตะวันตก ก็คือ บรรดารัฐชาติแห่งโลกกำลังพัฒนานั่นเอง ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและอื่นๆ อย่างรวดเร็วในยุคโลกาภิวัตน์ หน่วยพื้นฐานหลักที่มีความหมาย และเส้นแบ่งความขัดแย้งหลักที่สำคัญในเศรษฐกิจการเมืองโลก ยังคงเป็นรัฐชาติ ดังที่ เอลเลน มีคซินส์ วูด ศาสตราจารย์รัฐศาสตร์มาร์กซิสต์ประจำมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในแคนาดาสรุปว่า "แก่นแท้ของโลกาภิวัตน์ก็คือเศรษฐกิจลูกโลกที่บริหารโดยระบบลูกโลกอันประกอบไปด้วยรัฐหลากหลายรัฐ และหน่วยอำนาจอธิปไตยต่างๆ ในระดับท้องถิ่น ซึ่งจัดโครงสร้างความสัมพันธ์กันอย่างซับซ้อน ในลักษณะครอบงำ และขึ้นต่อ" (Ellen Meiksins Wood, Empire of Capital, 2003) พลังต้านทานขัดขวางอำนาจบงการครอบงำของกลุ่มประเทศทุนนิยมพัฒนาตะวันตกในองค์การการค้าโลก จากกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่เริ่มรวมตัวแข็งแกร่งขึ้นนี่เอง ทำให้ฝ่ายแรกปรับยุทธศาสตร์การค้าโลกของตนใหม่ โดยค่อยๆ ผละห่างเวทีองค์การการค้าโลก ที่เจรจากันแบบพหุภาคีหลายเจ้าหลายฝ่าย (multlateral) หันไปเจรจาหาทางทำ "ข้อตกลงการค้าเสรี" (Free Trade Agreement หรือ FTA) แบบทวิภาคีหรือตัวต่อตัว (bilateral) กับประเทศกำลังพัฒนาที่เป็นคู่ค้าทีละประเทศแทน กระบวนการปรับยุทธศาสตร์จาก WTO สู่ FTA หรือนัยหนึ่งจาก "กินรวบ" สู่ "กินทีละคำ" นี้เริ่มในยุโรปก่อน แล้วมาถูกหยิบฉวยใช้และโปรโมตต่อแบบสุดลิ่มทิ่มประตูในภูมิภาคอื่นของโลกโดยนายโรเบิร์ต โซลิก ผู้แทนการค้าของสหรัฐอเมริกา(US Trade Representative) เป็นหัวหอก ก่อนจะลุกลามมาถึงเอเชีย โดยญี่ปุ่นและสิงคโปร์เป็นตัวนำ ตามด้วยไทยที่กระโจนเข้าใส่สุดตัว นับถึงสิ้นปี พ.ศ.2545 มีข้อตกลงการค้าเสรีที่ภาคีสัญญาแจ้งให้องค์การการค้าโลกรับทราบ เป็นทางการแล้วถึง 250 ฉบับทั่วโลก โดยส่วนใหญ่ประมาณ 70% เป็นข้อตกลงทวิภาคี หากรวมที่ยังเจรจาต่อรองกันอยู่ไม่ทันตกลงเข้าไปด้วยก็จะมากถึง 300 ฉบับ ผลลัพธ์รวมของกระแส FTA สะพัดนี้-ในทรรศนะของศาสตราจารย์ Jagdish Bhagwati แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย กับศาสตราจารย์ Arvind Panagariya แห่งมหาวิทยาลัยแมรีแลนด์สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญเศรษฐศาสตร์การค้าชื่อดังระดับโลก -กำลังส่งผลเปลี่ยนโฉมวงการค้าโลกปัจจุบันไป 3 ประการด้วยกัน ("Bilateral trade treaties are a sham," Financial Times, 13 July 2003)กล่าวคือ 1) FTA กำลังกัดกร่อนบ่อนเบียนและเข้าแทนที่ระบบการค้าโลกที่มี WTO เป็นแกนกลาง ข้อตกลงการค้าเสรีแบบทวิภาคีบ่อนทำลายกฎว่าด้วย "สถานภาพประเทศที่ได้รับการอนุเคราะห์ยิ่ง" (the most favoured nation status rule หรือ MFN rule) ขององค์การการค้าโลกลง ภายใต้หลักการดังกล่าว พิกัดอัตราภาษีศุลกากรต่ำสุด ซึ่งภาคีสมาชิก WTO ประเทศหนึ่งประเทศใดได้มา จักต้องถือพิกัดอัตราต่ำสุดเดียวกันนั้น เป็นบรรทัดฐานในการคิดภาษีศุลกากร กับประเทศภาคีสมาชิก WTO อื่นๆ ทั้งหมดด้วย พูดง่ายๆ ก็คือสิทธิประโยชน์สูงสุดด้านภาษีศุลกากรที่สมาชิก WTO ประเทศใดประเทศหนึ่งได้เป็นเท่าใด ก็ต้องเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ให้สมาชิก WTO ประเทศอื่นทั้งหมดได้เท่ากันนั้นด้วย แต่ FTA แบบตัวต่อตัวเลือกจำกัดที่จะให้สิทธิพิเศษด้านภาษีศุลกากรเฉพาะแก่ประเทศภาคีคู่สัญญา จริงอยู่ที่ข้อตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้า (GATT) รอบอุรุกวัย(เริ่มเจรจา พ.ศ. 2529 หลายรอบหลายตลบจตกลงกันได้ในที่สุด เมื่อ พ.ศ. 2537) ซึ่งเป็นต้นเรื่องรากฐาน การก่อตั้งองค์การค้าโลกขึ้นนั้นยอม ยกเว้น ข้อตกลงเขตการค้าเสรีไว้ ไม่ต้องเป็นไปตามกฎ MFN ข้างต้น แต่สิ่งที่ผู้ร่างข้อตกลง GATT คิดไม่ถึงก็คือ FTA จะพาลแผ่ขยายแพร่หลาย เสียจนกระทั่งไปแยกสลายระบบการค้าโลก ที่ออกแบบไว้ให้ WTO เป็นแกนกลางต้องแตกเป็นเสี่ยงๆ หมด ข้อยกเว้นจึงกลับตาลปัตรกลายเป็นกฎเกณฑ์ไป และแทนที่ระบบการค้าโลก จะเป็นระบบเดี่ยวภายใต้กฎเกณฑ์เดียว มันกลับกำลังถูกกระแส FTA แปรเป็นหม้อ "จับฉ่าย" หรือ "รวมมิตร" หรือ "แกงโฮะ" ร้อยแปดพันเก้ากฎ แล้วแต่ใครจะนิยามว่าผลิตภัณฑ์ตัวไหนมาจากที่ใดกันตามอำเภอใจ ,และเก็บภาษีศุลกากรกันหลายพิกัดอัตราแล้วแต่แหล่งที่มา 2) FTA กำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือการเมืองในประเทศ และม้าไม้เมืองทรอยสำหรับกุมการค้าโลกของอเมริกา ถึงยุโรปจะเป็นผู้ริเริ่ม แต่อาศัยที่อเมริกาเป็นมหาอำนาจนำในโลก และมีตลาดผู้บริโภคชาวอเมริกันขนาดมหึมา กำลังซื้อหลายพันล้านดอลลาร์ไว้ล่อใจ รองรับสินค้าออกจากนานาประเทศอเมริกาจึงฉวยคว้า FTA แบบตัวต่อตัวไปใช้ได้อย่างถนัดมือและกระตือรือร้นที่สุด ก่อนอื่นก็เพื่อเป็นเครื่องมือตอบสนองกระแสเรียกร้อง ของกลุ่มกดดันในประเทศที่วิ่งเต้นล็อบบี้บนฐานผลประโยชน์ หรือระเบียบวาระเฉพาะกลุ่มตนทั้งที่เกี่ยว และไม่เกี่ยวกับการค้าโดยตรง เช่น กลุ่มทุนการเงินการธนาคาร,กลุ่มบริษัทยา ยาสูบ บริการการแพทย์และสาธารณสุข,กลุ่มธุรกิจการเกษตร, เทคโนโลยีชีวภาพ,สื่อสารโทรคมนาคม, คอมพิวเตอร์-อินเทอร์เน็ต, อุตสาหกรรมบันเทิง, ก่อสร้างสาธารณูปโภค ไปจนถึงสหภาพแรงงาน และกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเป็นต้น นอกจากนี้อเมริกายังใช้ FTA แบบทวิภาคีกับประเทศคู่ค้าเล็กๆ ในทำนอง "ม้าไม้เมืองทรอย" โดยชูขึ้นมาเป็นแม่แบบแม่บท ไปต่อรองกดดันให้ประเทศคู่ค้าอื่นๆ ถือเป็นแบบอย่างในการทำข้อตกลงการค้าพหุภาคีกับตนบ้าง 3) FTA เป็นกลเม็ดของอเมริกาในการแบ่งแยกและปกครองกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในเวทีการค้าโลก เพื่อพลิกกลับสถานการณ์เพลี่ยงพล้ำติดแหง็กชะงักงันในเวทีเจรจาพหุภาคี WTO ที่ผ่านมา อเมริกาวางเป้ากลยุทธ์ไว้ว่า จะต้องทอนกำลังกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาลงเสีย ด้วยการใช้ข้อตกลงการค้าเสรีแบบทวิภาคี ไปแบ่งแยกกลุ่มก้อนพันธมิตรประเทศกำลังพัฒนา ให้แตกคอกันเป็นเสี่ยงๆ ให้แต่ละประเทศ ต่างยอมถอยทัพลดราวาศอก บรรดาข้อคัดค้านรวมหมู่อันชอบธรรมของตน ต่อข้อเสนอของอเมริกาลง เพราะต่างก็มัวแต่สาละวนผ่อนปรนอ่อนข้อประเด็นคัดค้านเดียวกันดังกล่าว ในการต่อรองทำข้อตกลงการค้าตัวต่อตัวกับอเมริกาไปแล้วเสียฉิบ ลำพังประเทศเดียวไหนเลยจะมีกำลังต่อรองเท่ากับพันธมิตรหมู่มาก เมื่อต่างคนต่างแตกแถวตัดช่องน้อยแต่พอตัว ไปเจรจากับเขาตัวต่อตัว ไม่ว่าใคร จะรวยโทรศัพท์มือถือไม่รู้เรื่องมาจากไหน ก็ย่อมเรียบร้อยโรงเรียน FTA ให้แก่ประเทศใหญ่ ทุนใหญ่ ตลาดใหญ่อย่างอเมริกาเป็นธรรมดา พูดให้ถึงที่สุด กระแส FTA เอาเข้าจริงจึง ไม่ใช่ การเปิดเสรีทางการค้า แต่เป็นการช่วงชิงแย่งยึดบิดเบนเปลี่ยนแปร WTO ให้มารับใช้กลุ่มทุนกลุ่มผลประโยชน์ล็อบบีอิสท์ในอเมริกาเพียวๆ ต่างหาก ขอยกตัวอย่างบางประเทศที่เสียท่า FTA ให้อเมริกามาแล้ว อาทิ สิงคโปร์และชิลี:- ในการทำ FTA กับสองประเทศนี้ กระทรวงการคลังอเมริกัน บนฐานฉันทามติ จากกลุ่มทุนการเงินการธนาคารวอลล์สตรีท ได้ยืนกรานให้เพิ่มเติมข้อห้าม การใช้มาตรการควบคุมการไหลเข้าออกของทุน (capital controls) เข้าไปในข้อตกลง นี่เป็นมาตรการที่รัฐบาลนายกฯ มหาธีร์ โมฮัมหมัด เคยใช้ช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งลดค่าเงินบาทปี พ.ศ.2540 ท่ามกลางเสียงสวดด่ายับของไอเอ็มเอฟ และกระบอกเสียงกลุ่มทุนวอลล์สตรีท แต่ปรากฏว่า มาตรการควบคุมทุนดังกล่าวได้ผล มันช่วยปกป้องมาเลเซีย จากผลกระทบของทุนต่างชาติไหลออก และบรรเทาแรงกระแทกของวิกฤตลงได้มาก เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนอย่างไทย หรืออินโดนีเซีย ที่ไม่กล้าทำแม้แต่ไอเอ็มเอฟ ก็ต้องกลืนน้ำลายตัวเอง และหันกลับมายอมรับภายหลังว่า มาตรการควบคุมทุนชอบที่จะดำเนินได้ในบางวาระโอกาส อย่างไรก็ตาม ในที่สุดทั้งสิงคโปร์ และชิลีก็อ่อนข้อให้อเมริกาในประเด็นนี้ โดยยอมรับเงื่อนไขว่า หากใช้มาตรการควบคุมทุนขึ้นในประเทศตน ก็จะมีกลไกตกลงยุติข้อพิพาทและชดเชยค่าเสียหายให้แก่อเมริกา เม็กซิโก:- ในการเจรจาทำข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ(NAFTA) กับเม็กซิโก(เซ็น พ.ศ.2535,ให้สัตยาบัน 2536,มีผลบังคับใช้ 2537) อเมริกาบีบให้เม็กซิโก ยอมรับข้อกำหนดว่าด้วยการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา ถึงจะเซ็นสัญญาด้วย ปรากฏว่าเม็กซิโกยอม, อเมริกาก็ฉวยใช้กรณีตัวอย่างข้อตกลง NAFTA กับเม็กซิโกประเด็นนี้ มาเป็นแบบอย่างบีบคั้นกะเกณฑ์ ให้ประเทศอื่นๆ ยอมตามด้วย ผลก็คืออเมริกาสามารถกดดันยัดเยียดข้อกำหนดเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ที่เกี่ยวกับการค้า (Trade-Related Intellectual Property Rights หรือ TRIPs) เข้าไปในข้อตกลง WTO ด้วยทั้งๆ ที่ TRIPS เป็นเรื่องการเก็บค่าสิทธิ(royalty collection) ไม่ใช่การค้าโดยตรง ศาสตราจารย์ Jagdish Bhagwati กับ Arvind Panagariya ตั้งข้อสังเกตว่าพวกที่เห่อแห่ตามแฟชั่น FTA กันอย่างคลั่งไคล้งอมแงม ราวมันเป็น "สวรรค์" ทุกหนทุกแห่งได้แก่ "กลุ่มชาติพันธุ์นักการเมือง" (ขอยืมศัพท์เก๋ของอาจารย์ชัชวาล ปุญปันแห่งภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่) ขณะที่นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศเกือบทั้งหมดทั่วโลก ล้วนระแวงสงสัย หรือคัดค้าน FTA กันอย่างดุเดือดราว "นรก" สอดคล้องกับที่ จุนอิชิ ฟูกาซาว่า ระบุไว้ใน นสพ.โยมิอูริ ของญี่ปุ่นฉบับ 17 ก.พ. ศกนี้ว่า "นักสังเกตการณ์กล่าวว่า ฝ่ายบริหารของนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ต้องการที่จะดึงเอาประเทศต่างๆ เข้ามาทำความตกลงเรื่องเอฟทีเอกับไทยให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เพื่อให้ได้คะแนนเสียงจากชาวไร่ชาวนา และบรรดาพนักงานบริษัท ก่อนหน้าที่จะมีการเลือกตั้งทั่วไปในต้นปีหน้า" (มติชนสุดสัปดาห์, 24: 1227 (20 ก.พ.2547), 102) หน้า 6
|
| กลับหน้าแรก |