|
เหรียญบาทหายไปไหน ?
คอลัมน์ นอกรอบ โดย นิตินัย ศิริสมรรถการ ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2 วันที่ 04 มีนาคม 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 3563 (2763) สองสามเดือนที่ผ่านมานี้ใครได้มีโอกาสผ่านเข้าไปในกระทรวงการคลังตอนเช้าๆ คงจะต้องตั้งข้อสงสัยกันว่าช่วงนี้มีการก่อม็อบอะไรกันทุกวัน เมื่อสอบถามดูปรากฏว่ากลุ่มคนเหล่านั้น ไม่ใช่ม็อบอะไรมาจากไหนหรอกครับ แต่หากเป็นกลุ่มผู้คนที่มายืนรอแลกเหรียญบาทกันนั่นเอง จึงทำให้ผมมีข้อสงสัยอย่างยิ่งว่า ชาวบ้านไม่มีเหรียญบาทใช้กันหรืออย่างไร? ทำไมต้องเสียเวลามายืนรอแลกกัน? บางคนยืนรอเป็นชั่วโมง สองชั่วโมง เป็นอย่างนี้ได้ทุกวัน คำตอบแรกที่ผมได้รับจากผู้รู้บางท่าน บอกว่าเหรียญบาทของไทยเรามีมูลค่าเนื้อโลหะสูงกว่า 1 บาท จึงมีการแลกเอาเหรียญบาทของเราไปหลอมทำลูกปืนแถบมาเลเซีย !? ผมฟังแล้วก็ตกใจ (!) ปนสงสัย (?) แต่พอลองมานั่งนึกดูก็นับว่ามีความเป็นไปได้ในเชิงทฤษฎี การผลิตเหรียญกษาปณ์นั้น หากเราใช้โลหะที่มีมูลค่าน้อยเกินไป ก็จะเกิดปัญหาการผลิตเหรียญปลอม เพราะการซื้อโลหะมาเพียงไม่กี่สตางค์ เอามาปั๊มเป็นรูปลักษณ์ให้เหมือนเหรียญของราชการ ก็มีมูลค่าเพิ่มเป็น 1 บาทแล้ว ในทางกลับกัน หากเราใช้โลหะที่มีมูลค่ามากเกินไปจนเกินมูลค่าที่กำหนดไว้หน้าเหรียญ ก็จะเกิดปัญหาการนำเอาเหรียญกษาปณ์ไปหลอม เนื่องจากการซื้อเหรียญไปหลอมถูกกว่าการไปซื้อโลหะ การผลิตเหรียญกษาปณ์โดยหลักการแล้วจึงควรใช้มูลค่าโลหะในการผลิตที่มีมูลค่าใกล้เคียงกับราคาที่กำหนดไว้หน้าเหรียญ เหรียญบาทของเราก็ผลิตออกมานานแล้ว จึงอาจเป็นไปได้ที่ในช่วงแรกของการผลิตจะมีการใช้มูลค่าโลหะที่ใกล้เคียงกับ 1 บาทอยู่แล้ว แต่เมื่อเวลาผ่านไป หากเราไม่มีการเปลี่ยนรูปแบบของเหรียญโดยการลดมูลค่าของโลหะที่ใช้ในการผลิตลงบ้าง เมื่อราคาของโลหะแพงขึ้นตามภาวะเงินเฟ้อและการอ่อนค่าของค่าเงินบาท ก็อาจทำให้มูลค่าของโลหะที่ใช้ในการผลิตสูงกว่า 1 บาทได้ในที่สุด ซึ่งถ้ามีการนำเหรียญบาทของเราไปหลอมทำลูกปืนจริง ก็คงเป็นเรื่องที่ทางรัฐบาลต้องหาทางจัดการอย่างรวดเร็ว เพื่อไม่ได้ประเทศไทยเกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจมากไปกว่านี้ โดยทางออกก็จำเป็นต้องเป็นทางออกที่แก้ปัญหาได้ในระยะยาว แต่ก่อนที่เราจะตีโพยตีพายเหมาไปว่ามีการนำเหรียญบาทของเราไปหลอมจริงหรือไม่นั้น ผมก็ได้ไปแอบดูข้อมูลต้นทุนค่าโลหะการผลิตเหรียญบาทของเรา ปรากฏว่าในเหรียญบาทที่เราใช้ๆ กันอยู่นั้น มีเนื้อโลหะที่มีมูลค่า ต่ำกว่ามูลค่าหน้าเหรียญอยู่เกือบร้อยละ 20 ตรงนี้จึงอาจพอสรุปได้ว่าการนำเหรียญไปหลอมทำลูกปืนไม่น่าจะคุ้มค่า แล้วถ้าอย่างนั้น เหรียญบาทหายไปไหนล่ะครับ? จริงๆ แล้วผมว่าเหรียญบาทของเราไม่ได้หายไปไหนหรอกครับ แต่หากดูๆ ไปแล้วต้องยอมรับว่าความต้องการเหรียญกษาปณ์ในการประกอบธุรกรรมทางเศรษฐกิจจะมีมากขึ้นทุกวัน และดูท่าว่าเหรียญบาทจะเป็นเหรียญยอดนิยมที่สุดในกระบวนเหรียญทั้งหมดเสียด้วย แม้ว่าในปัจจุบันรัฐบาลจะผลิตเหรียญบาทมากกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนเหรียญที่ผลิตออกมาทั้งหมด (รวมเหรียญ 10 บาท เหรียญ 5 บาท เหรียญ 1 บาท เหรียญ 50 สตางค์ เหรียญ 25 สตางค์) ในแต่ละปีก็ตาม แต่เหรียญบาทที่หมุนเวียนในระบบปริมาณดังกล่าวดูเหมือนว่าจะยังไม่เพียงพอต่อความต้องการต่อการใช้อยู่ดี นอกจากนี้จะสังเกตได้ว่านอกจากเหรียญบาทจะเป็นเหรียญที่ถูกผลิตออกมามากที่สุดแล้ว อัตราการหมุนเวียนของเหรียญบาทยังเป็นตัวชี้วัดความยอดนิยมของเหรียญบาทได้เป็นอย่างดี ที่ผ่านมาในอดีต มีเหรียญบาทหมุนเวียนเฉลี่ยวันถึงร้อยละ 63 ของเหรียญบาทที่มีในระบบทั้งหมด ซึ่งนับว่าเป็นยอดที่สูงมากเมื่อเทียบกับการหมุนเวียนในแต่ละวันของเหรียญ 10 บาท 5 บาท 50 สตางค์ 25 สตางค์ ที่อยู่ในระดับร้อยละ 46 35 11 และ 9 ของเหรียญนั้นๆ ที่มีอยู่ในระบบทั้งหมด ตามลำดับ ความยอดนิยมของเหรียญบาท ประกอบกับจุดรับแลกเหรียญบาทที่มีอยู่น้อยเพียง 2 แห่งใน กทม. ทำให้พ่อค้าแม่ขาย แม้จะจำเป็นต้องใช้เหรียญบาทมากขนาดไหน แต่ก็ไม่สามารถทิ้งแผงของตัวเองไปยืนต่อคิวรอแลกเหรียญบาทวันละหลายๆ ชั่วโมงได้ จากที่ผมลองไปสอบถามพ่อค้าแม่ขายก็พบว่า โดยปกติก่อนมีการขาดแคลนได้มีการซื้อเหรียญบาทกันร้อยละประมาณ 103 บาท จากพ่อค้าคนกลาง เพื่อเป็นการประหยัดเวลาทำมาหากินไม่ต้องไปยืนรอแลกเหรียญด้วยตัวเอง ซึ่งในช่วงที่เหรียญบาทขาดแคลนอย่างมาก บางแหล่งก็บอกผมว่าเหรียญบาทนำมาปล่อยได้ราคาถึงร้อยละ 105 บาทบ้าง ร้อยละ 110 บาทบ้าง ซึ่งถ้าจะมองในแง่ดีก็พอไหว คือผู้ที่มาเป็นพ่อค้าคนกลาง คอยยืนแลกเหรียญจะได้มีงาน ได้เงินดีถึงร้อยละ 3 - 10 ต่อวัน ลองนั่งคำนวณดูเล่นๆ หากเราไปยืนรอแลกเหรียญเพียงวันละ 1 ช.ม. แลกเหรียญบาทมูลค่า 5,000 บาท เอาไปปล่อยต่อให้แม่ค้าในตลาด ในราคาต่ำสุดที่ร้อยละ 103 บาท เราก็จะได้ค่าแรงงานขั้นต่ำแล้ว ซึ่งนับว่าเป็นอาชีพที่ไม่ต้องออกแรงมาก แต่ได้ผลตอบแทนงามเลยทีเดียว แต่หากถ้าคิดกันดีๆ แล้ว ภาระส่วนต่าง 3-10 บาทเหล่านั้นจะไปตกอยู่ที่ใครเสียได้นอกจากพี่น้องประชาชน ทั้งพ่อค้าแม่ขาย ที่ต้องรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้นโดยใช่เหตุ หรือถ้าพ่อค้าแม่ขายไม่ยอมรับภาระนั้น ก็จะผลักภาระให้กับผู้บริโภคโดยการขึ้นราคาสินค้าในที่สุด จากการศึกษาของสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลังพบว่า นอกจากเหรียญบาทจะถูกคนกรุงเทพฯ ใช้ในการจ่ายค่าบริการรถเมล์เป็นอย่างมาก โดยปัจจุบันมีการใช้บริการรถเมล์ของ ขสมก. ประมาณวันละ 1.4 ล้านคน ซึ่งคาดว่าจะมีความต้องการใช้เหรียญบาทประมาณ 3 ล้านเหรียญต่อวันแล้ว ความต้องการในการใช้เหรียญบาทยังจะเพิ่มขึ้น ตามยอดการค้าปลีก (เพราะการค้าปลีก จำเป็นต้องใช้เหรียญในการทอนเงินแก่ลูกค้ารายย่อยเป็นจำนวนมาก) อีกด้วย แต่อย่างไรก็ตาม การศึกษานี้พบว่าความต้องการใช้เหรียญบาทจะลดลงหากมีอัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น เพราะเมื่อราคาสินค้าเพิ่มขึ้นตามเงินเฟ้อก็เป็นไปได้ว่าหน่วยเงินที่ใช้จะใหญ่ขึ้นตาม ดังนั้นความต้องการใช้เหรียญในหน่วยที่ค่อนข้างเล็กจึงลดลง คาดว่าการขึ้นค่ารถเมล์ของ ขสมก. จาก 3.50 บาท เป็น 4.00 บาท เมื่อเร็วๆ นี้จะทำให้ความต้องการใช้เหรียญบาทเพิ่มขึ้น ประมาณวันละ 330,000 เหรียญ ซึ่งหากพฤติกรรมการหมุนเวียน ของเหรียญในระบบของประชาชนยังเหมือนเดิม ความต้องการเหรียญหมุนเวียนในระบบจะเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 30 นอกจากนี้ การค้าปลีกปี 2547 ที่คาดว่าจะมีอัตราการขยายตัวไม่น่าต่ำกว่าร้อยละ 10 จะทำให้ความต้องการเหรียญบาทในการใช้เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 800 ล้านเหรียญ หรือร้อยละ 20 ต่อปี 2 ปัจจัยนี้ จะส่งผลผลักดันให้ความต้องการในการใช้เหรียญบาทในปี 2547 เพิ่มขึ้นรวม 2,000 ล้านเหรียญ (ขยายตัวร้อยละ 50) อย่างไรก็ตามความต้องการเหรียญบาทจะลดลงบ้างจากราคาของที่แพงขึ้นประมาณร้อยละ 8 ก็ตาม แต่โดยรวมแล้วคาดว่าในปี 2547 จะมีความต้องการในการใช้เหรียญบาทหมุนเวียนในระบบเพิ่มขึ้นถึงประมาณ 1,600 ล้านบาทซึ่งดูแล้วนับว่าเป็นตัวเลขที่สูง แต่คงไม่ต้องตกใจกันมากนะครับ เพราะเหรียญบาทที่ผลิตออกมาหนึ่งเหรียญนั้น ไม่ได้มีการใช้แค่ครั้งเดียว เพราะโดยปกติแล้ว ในหนึ่งปีเหรียญบาทจำนวนหนึ่งเหรียญจะมีการใช้กันประมาณ 13 รอบ ซึ่งหากสมมุติให้พฤติกรรมการหมุนเวียนเหรียญคงเดิมแล้ว รัฐบาลจำเป็นต้องผลิตเหรียญบาทออกมารองรับเพิ่มกว่า 120 ล้านเหรียญ ตรงนี้คงต้องดูต่อไปว่ารัฐบาลจะผลิตเหรียญบาทปีนี้เพิ่มขึ้นสักเท่าไหร่ หากผลิตน้อย อาชีพพ่อค้าคนกลางมารอแลกเหรียญบาท ไปปล่อยพ่อค้าแม่ขายคงมีรายได้งามอย่างแน่นอน ถึงตรงนั้น ไม่ทราบว่าจะขายกันร้อยละเท่าไหร่ พ่อค้าแม่ขายจะต้องแบกรับภาระเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ ประชาชนตาดำๆ ต้องทนราคาสินค้าเพิ่มขึ้นเท่าไหร่นะครับ ตรงนี้ถ้ารัฐบาลตั้งหน้าตั้งตาจะเอาธุรกิจใต้ดินมาไว้บนดินให้หมดแล้วล่ะก็ คงต้องหันมามองประเด็นนี้กันบ้างนะครับ เพราะหากผลิตเหรียญออกมาไม่ทันความต้องการในการใช้ ธุรกิจพ่อค้าคนกลางนี้ก็จะฟันกำไรงามๆ วันละอย่างต่ำร้อยละ 3 โดยกำไรเหล่านั้นถ้าพ่อค้าแม่ขายไม่แบกรับภาระไว้ ก็คงต้องให้ผู้บริโภคจำต้องรับภาระราคาสินค้าที่แพงขึ้นไว้เสียเองนะครับ ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2
|
| กลับหน้าแรก |