|
ดรักเกอร์
เดือด ซีอีโอ
วิถีทุน : จุมพฏ
สายหยุด กรุงเทพธุรกิจ
วันที่
4 มีนาคม พ.ศ. 2547
ครั้งหนึ่ง
นานมาแล้วมาร์โคโปโล
เคยถามกุ๊บไลข่านว่า
ท่านข่านหวังอะไรกับนายทหาร
กุ๊บไลข่านก็ตอบว่า "แน่นอน
ข้าพเจ้าคาดหวังให้นายทหารของข้า
ดูแลนายทหารชั้นผู้น้อยก่อนที่เขาจะดูแลตัวเอง
ส่วนนายพลนั้นเขาจะต้องดูแลม้าของเขาให้ดีกว่าทหารของเขา" มาร์โคโปโล จึงถามว่า
ทำไมเป็นเช่นนั้น
ท่านข่านก็ตอบว่า "นายทหารมีความชอบด้วยการปฏิบัติ
นายพลมีความชอบด้วยการเป็นตัวอย่าง"
คนเล่าเรื่องนี้ คือ
ปีเตอร์ ดรักเกอร์ เมื่อสัก
6 ปีก่อน เพื่อที่จะบอกว่า
คนเป็นซีอีโอ หรือนายพล
ควรประพฤติตนอย่างไร
แล้วเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา
ดรักเกอร์วัย 94
ปีเพิ่งให้สัมภาษณ์นิตยสาร
FORTUNE คำถาม-คำตอบสุดท้ายเป็นเรื่องซีอีโอ
ดังนี้
FORTUNE :
เมื่อการวางแผนและดำเนินธุรกิจเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นระบบเช่นนี้
ท่านคิดว่าบทบาทและสถานะของซีอีโอ
จะต้องเปลี่ยนตามไปด้วยหรือไม่
ดรักเกอร์: ในทุกๆ
รอบที่เศรษฐกิจรุ่งเรือง
มักมีแนวโน้มที่จะเกิดการบูชา
ซีอีโอ
ที่มีลักษณะเป็นพระเอกแบบข้ามาคนเดียว
อันที่จริง ซีอีโอ ที่เก่ง
เขาต้องมีวิธีสร้างทีมงานแวดล้อมเขาอย่างเป็นขั้นเป็นตอน
แต่ ซีอีโอ
ที่มีชื่อเสียงและได้รับการยกย่องจำนวนมากไม่รู้จักคำว่า
ทีมคืออะไร
และผลตอบแทนที่สูงลิ่วของบรรดาซีอีโอ
ในรอบหลายปีที่ผ่านมา
ก็เป็นตัวบ่อนทำลายแนวคิดของทีมบริหารไปเสียสิ้น
เจ.พี. มอร์แกน
เคยกล่าวไว้นานมาแล้วว่า
ผู้บริหารสูงสุดของบริษัทควรได้รับเงินเดือนมากกว่าพนักงานระดับทั่วไป
20 เท่า แต่ปัจจุบัน มันคือ 400
เท่า
นี่ผมยังไม่ได้พูดถึงความรู้สึกขมขื่นของคนงานในโรงงาน
พวกเขาต่างถูกทำให้รู้สึกว่าเจ้านายของพวกเขาเป็นคนขี้โกง
มีแต่พวกผู้จัดการระดับกลางเท่านั้นที่ตาสว่าง
ผมว่าวิกฤติ เจ.พี.มอร์แกน
ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเป็นความหายนะที่สำคัญ
ผมอยากยืมคำพูดของ เจ.พี.
มอร์แกน ว่า "ซีอีโอนั้นเป็นเพียงมือที่ถูกจ้างมาให้ทำงานเท่านั้นเอง"
ซึ่งในปัจจุบันลืมสถานะของตัวไปแล้ว
ความจริง เจ.พี.มอร์แกน
มีกฎที่น่าสนใจกว่านั้น
ดรักเกอร์
เคยเล่าก่อนหน้านี้ว่าเจ.พี.
มอร์แกน
มีนโยบายว่าจะไม่เข้าไปลงทุนให้กับบริษัทที่ซีอีโอ
มีรายได้สูงเป็น 30%
หรือมากกว่าผู้บริหารที่รองจากเขา
เจ.พี. มอร์แกน ยังชี้แนะว่า
ผู้บริหารระดับสูงจนถึงชั้นต่ำสุด
อัตรารายได้ไม่ควรจะห่างกันเกิน
20 เท่า หลังหักภาษีแล้ว
ถ้าเกินกว่านั้นองค์กรนั้นจะเกิดความเครียด
(ถ้าเป็นเช่นนั้น
ถึงยุคนี้เจ.พี. มอร์แกน
คงต้องเทขายหุ้นทิ้งจนเกลี้ยงพอร์ต)
ในปี 1974 ดรักเกอร์
จึงเขียนบทความครั้งแรกว่าด้วยเรื่อง
ซีอีโอที่มีพฤติกรรมโลภ
แต่กลับไม่มีใครสนใจ
แต่ในที่สุดความจริงที่เกิดขึ้นก็เลวร้ายกว่าที่คิดด้วยซ้ำดรักเกอร์
จึงสอดแทรกข้อเรียกร้องตรงนี้ไว้เสมอ
จนคงจะมีคนค่อนแคะว่า
พูดแผ่นเสียงตกร่องในขณะเจ้าตัวยืนยันว่า
อีกสิบปีข้างหน้าคนก็ยังพูดเรื่องนี้กันอยู่
ความโลภในยุคแรกของซีอีโอ
ยังน่ากลัวน้อยกว่าในยุคปัจจุบันก็คือ
โลภด้วย โหดด้วย
เช่นฝ่ายบริหารได้รายรับเป็นเงินหลายล้านดอลลาร์
แต่ปลดคนงานเป็นจำนวน 12,000 คน
ออกไป นั่นคือ
สิ่งที่ดรักเกอร์เห็นว่า
น่ากลุ้มใจ
เมื่อผู้บริหารระดับสูงกำลังสนุกกับเกมโหดๆ
ยุคนี้จึงกลายเป็นยุคที่ว่า
ซีอีโอจะกลายเป็นวีรบุรุษถ้าโหด
"และมากไปกว่านั้นสิ่งที่ให้อภัยไม่ได้คือ
เรื่องที่ผู้บริหารระดับสูงกลับได้ชื่นชมกับผลประโยชน์ที่ได้จากการปลดคนออก
สิ่งเหล่านี้จะมาอ้างเหตุผลอะไรไม่ได้ทั้งสิ้น
มันเป็นเรื่องผิดศีลธรรมและคนอย่างเราๆ
ก็ต้องรับบาปกับสิ่งนี้?
คุณไม่รู้หรอกว่าพวกบริหารระดับกลางถูกมองด้วยความขยะแขยงขนาดไหนจากกลุ่มคนที่ต้องถูกเลิกจ้าง
พวกผู้บริหารระดับกลางจะต้องเป็นคนรับปัญหาต่างๆ
พวกเขาไม่คิดน้อยใจหรอกที่พวกผู้บริหารระดับสูงได้เงินเป็นล้านๆ
ตราบใดที่ไม่ไปเปลี่ยนแปลงอะไรต่ออะไรอย่างถอนรากถอนโคน"
ดรักเกอร์ อธิบายเช่นนั้น
ก่อนจะสรุปว่า "ความน้อยเนื้อต่ำใจเป็นราคาที่สูงมาก"
ซีอีโอของบริษัทต่างๆ
ควรจะอยู่ชอบด้วยการเป็นตัวอย่าง
แต่เขาเหล่านั้นได้ทำลายหลักการนั้นไป
โดยตั้งเงินเดือนตัวเองสูงจนคนอยู่ล่างอยู่กันไม่ได้
นี่กำลังจะเป็นแนวโน้มที่แย่มากๆ
ผู้เขียนบทความนี้เห็นด้วยกับ
มิสเตอร์ดรักเกอร์
และขอร่วมสรุปว่า
ลัทธิบูชาซีอีโอ
ไม่ว่าในระดับบรรษัท
หรือระดับชาติ
จะบ่อนทำลายระบบการทำงานเป็นทีม
และการระดมสรรพกำลังของสังคม
ส่วนความโลภและความโหดของซีอีโอ
จะปลุกเร้าความตึงเครียดและอารมณ์ต่อต้าน
หากไม่ตระหนักว่า "ซีอีโอนั้นเป็นเพียงมือที่ถูกจ้างมาให้ทำงานเท่านั้นเอง"
(
ซึ่งในปัจจุบันได้ลืมสถานะของตัวไปแล้ว
) |
| กลับหน้าแรก |