|
สัญญาสัมปทาน
สัญญาผูกขาด
โดย พล.ท.ฤกษ์ดี ชาติอุทิศ มติชนรายวัน วันที่ 04 มีนาคม พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9491 วันหนึ่งถ้ามีคนใช้โทรศัพท์ 10 นาที เขาคิดค่าบริการนาทีละ 3 บาท คนคน นั้นจะต้องจ่ายเงินให้บริษัทผู้ให้บริการ 30 บาท ถ้าคนไทย 20 ล้านคนจะต้องจ่ายเงินให้บริษัท 30x20=60 ล้านลาท ปีหนึ่งบริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์จะมีรายได้ 600x365=219,000 ล้านบาท อยากทราบว่าประเทศไทยควรจะได้ส่วนแบ่งเท่าไรจึงจะเหมาะสมกับรายได้ของบริษัทขนาดนี้ นี่คิดตัวเลขการใช้ต่ำสุด ลูกผู้เขียนอายุไม่ถึง 14 ขวบ ก็ใช้เกิน 10 นาทีต่อวันเข้าไปแล้ว กิจการโทรคมนาคมจึงเป็นกิจการที่เปรียบเทียบว่าเป็นกิจการทำนาในอากาศ การไถประชาชนด้วยนโยบายเอื้ออาทรของรัฐ ที่มีต่อธุรกิจของเอกชน คำว่าไถให้หมายถึงว่ารีดไถถ้วยการให้สัญญาสัมปทานเป็นการให้สัญญาผูกขาดอย่างหนึ่ง มันไม่ใช่การค้าเสรีว่ายังงั้นเถอะ ไปเที่ยวให้สัญญากับคนเขาเกือบจะทั่วโลกว่าเราจะมีการค้าเสรีกันนะ แต่ในประเทศไทยกลับไปทำสัญญาสัมปทานกับเอกชนให้มันมีลักษณะแห่งการผูกขาดอยู่ ใครจะเถียงว่าสัญญาสัมปทานไม่ใช่สัญญาผูกขาด การผูกขาดประการที่หนึ่ง คือรัฐบาลที่กำลังมีอำนาจอยู่ในขณะทำสัญญาเป็นผู้ทำสัญญาผูกขาด ผูกขาดยังไง? ถ้ามีการเปลี่ยนรัฐบาล รัฐบาลใหม่ไม่มีโอกาสให้สัมปทานใหม่ใครๆ ได้อีกแล้ว เพราะจะถูกสัญญาสัมปทานของรัฐบาลเก่านี่แหละห้ามเอาไว้ รัฐบาลใหม่จะมาให้เอกชนที่เขารู้จักทำก็ไม่ได้ เดี๋ยวก็ถูกฟ้องอนุญาโตตุลาการ แล้วอนุญาโตตุลาการจะทำยังไง? ยังไม่เข็ดอีกหรือกับค่าโง่ทางด่วนและจะมีอะไรอีกมากมายที่จะได้เห็นอิทธิฤทธิ์ของอนุญาโตตุลาการในโอกาสต่อไป ใครๆ ที่ไม่เคยอ่านหนังสือ ลิลิตพระลอ ก็คงจะไม่รู้จักคำสอนของคนโบราณว่า แข็งดั่งเหล็กเงินง้างอ่อนได้ดังใจ นั้นมันเป็นยังไง อนุญาโตก็อนุญาโตเถอะ จะอ่อนยิ่งกว่าเหล็กดั่งที่ท่านผู้นิพนธ์เอาไว้ในลิลิตอย่างแน่นอน อนุญาโตตุลาการก็เป็นคนไม่ใช่เทวดาหรือพระอรหันต์ โลภ โกรธ หลง ยังมีอย่างบริบูรณ์ การผูกขาดประการที่สอง คือเอกชนคนอื่นๆ ที่เขาอยากมาลงทุนในกิจการนี้บ้างก็จะถูกสัญญาสัมปทานนี่แหละผูกขาดเอาไว้ ผู้เขียนก็สงสารเด็กๆ ที่เกิดมาภายหลังจะไปทำอะไรกิน ก็เขาเอาไปผูกขาดเอาไว้หมดแล้วนี่ การผูกขาดประการที่สาม คือ ประชาชนจะผูกขาดในด้านบริการแม้จะมีบริการแสนแย่อย่างไรก็ต้องทนๆ ใช้มันไป เหมือนกับการบริการโทรศัพท์เมื่อประมาณ 40 ปีที่แล้วไง ยังไม่เข็ดกันอีกหรือ? อย่ามาอ้างนะว่าสมัยก่อนเขาก็ทำสัญญาสัมปทานกัน ก็เดี๋ยวนี้มันประชาธิปไตยเต็มใบแล้วนี่ จะมาทำอะไรผูกๆ ขาดๆ กันไว้อีกหรือ? อยากเสนอให้ทางรัฐบาลลองไปทบทวนดูซิว่า กรณีค่าโง่ทางด่วนนั้นเราจะอาศัยกฎหมายว่าด้วยสัญญาที่ไม่เป็นธรรมมาต่อสู้กับ ช.การช่าง จะได้หรือไม่? อยากจะต่อว่า ส.ว.กทม.ท่านหนึ่ง ที่วิจารณ์ว่า 14 อรหันต์ที่คณะกรรมการสรรหาฯกทช. ส่งมายัง ส.ว.นั้นไม่มีนักเศรษฐศาสตร์อยู่ด้วยเลย อยากจะอธิบายอย่างนี้ อันนักเศรษฐศาสตร์นั้นน่ะเขาผลิตเอาไว้ให้ใครใช้ และคนกลุ่มไหนในสังคมใช้มากที่สุด พ่อค้านักธุรกิจนักลงทุนใช้มากที่สุด ลำดับต่อไปนักเศรษฐศาสตร์ก็ทำงานในราชการ ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์ตามมหาวิทยาลัย ข้าราชการในกระทรวงทบวง กรมต่างๆ และธนาคารแห่งประเทศไทย แต่ท้ายที่สุดถ้าบุคคลหัวกะทิเหล่านี้หัวไม่แข็งจนเกินไปก็จะถูกประมูลตัวไปจนหมดโดยนักธุรกิจ แล้วจะไปควานหานักเศรษฐศาสตร์แบบท่านอาจารย์ป๋วยได้ที่ไหน นักเศรษฐศาสตร์เขาก็มองถึงเศรษฐกิจของครอบครัวของเขาเหมือนกัน มัวแต่มาทำงานให้คนจนๆ คิดหาหนทางช่วยคนจนๆ เขียร Journal เพื่อคนจนๆ สักสองสามครั้งนักธุรกิจ เขาก็บอกว่าไอ้นี่มันเอียงซ้าย เอามันมาทำงานมันจะคิดเพื่อนายทุนหรือเปล่า นักเศรษฐศาสตร์หัวใจจองหอง ก็จนดักดานแน่นอน หวังว่าคงจะรู้จักครอบครัวดักดาน ผู้เขียนเคยผ่านตำราจิตวิทยาเขาว่ามีครอบครัวดักดานที่เมืองนอกเป็นครอบครัวที่น่าสงสารเอามากๆ คือ โง่ทั้งตระกูล อย่าให้ใครเขาตราหน้าว่าดักดานกันทั้งประเทศก็แล้วกัน นี่ยังไม่ได้จารนัยถึงรายได้จาก ทีวี อินเตอร์เน็ต วิทยุ สัญญาสัมปทานในกิจการเหล่านี้ขอให้เลิกกันเสียทีเถิด อย่าดักดานกันต่อไปอีกเลย นี่แหละวิสัยทัศน์หรือวิสัยทรรศน์ข้อที่หนึ่งของ พล.ท.ฤกษ์ดี ชาติอุทิศ ที่คณะกรรมการสรรหาฯเขาไม่เห็นด้วย จึงเขี่ยตกไปตั้งแต่รอบแรก! หน้า 6
|
| กลับหน้าแรก |