|
สำรวจ
สัญญาสัมปทานกับรัฐ
"กรรม" ซ้ำ "กรรม" ซาก
โดย รัชฎาพร ธิราวรรณ สถาบันราชภัฏสวนดุสิต มติชนรายวัน วันที่ 03 มีนาคม พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9490 นอกจากปัญหาสัมปทานไอทีวี และการพ่ายแพ้จากผลการลงมติของอนุญาโตตุลาการ ที่ให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทย ต้องจ่ายเงินชดเชยให้กับบริษัทร่วมค้าบีบีซีดี สำหรับทางด่วนสายบางนา-บางพลี-บางปะกง จำนวน 6,200 ล้านบาทแล้วยังมีสัญญาสัมปทานรัฐอีกหลายสัญญาที่ผ่านการแก้ไขสัญญาหรือทำสัญญาต่อท้ายสัญญาเดิมมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มสัญญาต่อท้ายของบริษัท แอ๊ดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ เอไอเอส ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ค่าย บมจ. ทศท ในกลุ่มชินคอร์ป ซึ่งได้ทำสัญญาต่อท้ายฉบับที่ 4 เพื่อให้มีการขยายระยะเวลาการให้สัมปทานเพิ่มจาก 20 ปี เป็น 25 ปี โดยแลกกับส่วนแบ่งรายได้ที่ ทศท.(ในขณะนั้น) จะได้เพิ่มขึ้นในปีที่ 21-25 จำนวน 30% ของรายได้และผลประโยชน์ที่บริษัทได้รับก่อนหักภาษีใดๆ โดยมีเงื่อนไขการประกันรายได้ขั้นต่ำปีละ 1,460.16 ล้านบาท ซึ่งถือว่าบริษัทได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่ามากจากการต่อสัญญาอกไปอีก 5 ปี เนื่องจากธุรกิจสาธารณูปโภคโดยทั่วไป ที่มักมีระยะเวลาคืนทุนโครงการที่ประมาณ 7-10 ปี หลังจากนั้นก็เป็นระยะเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ ดังนั้นหากบริษัทได้ต่อสัญญาออกไปนานเท่าใด จะยิ่งได้ผลประโยชน์มากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจโทรศัพท์มือถือ ยิ่งนานวันจำนวนลูกข่ายยิ่งเพิ่มขึ้น โอกาสสร้างผลกำไรยิ่งสูงตามซึ่งการแลกผลประโยชน์จำนวนหนึ่งกับระยะเวลาขยายสัมปทานนับว่าคุ้มค่ามาก... ก็ต้องคอยดูกันต่อไปว่า หลังจากมีสัญญาต่อท้ายในเรื่องดังกล่าวแล้ว บริษัทคู่สัญญากับหน่วยงานรัฐรายนี้จะมีสัญญาต่อท้ายอะไรอีก แว่วข่าวมาว่า ตอนนี้มีหนังสือมาเป็นระยะ เพื่อต่อท้ายสัญญาถึงฉบับที่ 7 แล้วกระมัง ได้แก่ ธุรกิจเคเบิลทีวีระบบบอกรับเป็นสมาชิกของยูบีซี แรกเริ่มเดิมทีแม้กระทั่งปัจจุบัน รัฐไม่อนุญาตให้มีโฆษณา เพราะถือว่ามีรายได้จากค่าสมาชิกแล้ว แต่ยูบีซีก็ได้ร้องขอให้มีการโฆษณาได้ โดยอ้างถึงการถูกแย่งส่วนแบ่งรายได้จากเคเบิลทีวีเถื่อน ซึ่งรัฐบาลก็โดดเข้ามาจัดการในทันที ถึงขนาดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต้องประกาศต่อสู้กับเคเบิลทีวีเถื่อนว่า ต้องกำจัดให้หมดสิ้นไปจากผืนแผ่นดินไทย โดยประกาศให้วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2547 ที่ผ่านมาเป็นวันประกาศชัยชนะ เหนือผู้ละเมิดลิขสิทธิ์เคเบิลทีวี และเชื่อว่า ในอนาคตไม่ช้าไม่นานเราคงได้เห็นการโฆษณาในรายการเคเบิลทีวีอีกเป็นแน่ ทั้งนี้ก็มีเพียงเหตุผลเดียวคือ เพื่อให้ธุรกิจอยู่ได้ ไม่ต้องปิดกิจการ อีกไม่นานธุรกิจที่ทำสัญญากับรัฐคงพากันแห่มาขอแก้ไขสัญญา ด้วยเหตุเดียวกันคือ ของผมก็แย่ ขอแก้มั่งสิ! ล่าสุด บริษัท ทีทีแอนด์ที จำกัด(มหาชน) ผู้ให้บริการโทรศัพท์พื้นฐานในเขตภูมิภาค ก็ได้ร้องขอความเห็นใจต่อรัฐเช่นเดียวกันว่า ธุรกิจไม่สามารถแข่งขันในธุรกิจสื่อสารได้ หากต้องจ่ายส่วนแบ่งรายได้ให้กับรัฐร้อยละ 43.1 ของยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายต่อไป เนื่องจากปัจจุบันมีผลการดำเนินงานที่ขาดทุน โดยมียอดหนี้สินรวม 27,000 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2546 นอกจากนี้ การที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร หรือไอซีทีมีนโยบายที่จะลดราคาค่าโทรศัพท์ทางไกลจาก 3-18 บาทต่อนาที เหลือเพียง 3 บาท และ 6 บาทต่อนาที ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้บริษัทไม่สามารถแข่งขันได้ เนื่องจากต้นทุนที่แตกต่าง คิดไปก็น่าเห็นใจผู้ลงทุน ไหนจะต้องจ่ายค่าสิ่งก่อสร้าง ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน รวมทั้งค่าใช้จ่ายบางอย่างที่เป็นเงินก้อนโตเพื่อให้ได้มาซึ่งสัมปทาน ซึ่งลงบัญชีไม่ได้ แต่พอได้สัมปทานมาแล้ว ปรากฏว่าบางอย่างก็อาจไม่เป็นดังคาด ธุรกิจหลายประเภท อาจไม่สร้างผลกำไรเป็นกอบเป็นกำ คราวนี้ก็ต้องใช้กำลัง...ในการเจรจาขอลดค่าสัมปทานบ้าง ขอแก้ไขสัญญาบ้าง แล้วแต่จะหาช่องทางได้ หันมามองอีกมุมหนึ่ง หากรัฐ ผู้ให้สัมปทานจะรู้ว่าธุรกิจไหน สามารถสร้างผลกำไรแก่ผู้ลงทุนมากมายมหาศาลเช่นนี้ การเรียกผลตอบแทนก็น่าจะมากกว่าที่เป็นอยู่ แต่ก็คงไม่มีสิทธิจะไปแก้ไขสัญญาใดๆ ได้แต่นั่งเสียดาย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ซึ่งบัดนี้พนักงานของรัฐได้แต่นั่งทำตาปริบๆ นึกสงสารองค์กร และคิดไม่ออกว่า สัญญาเช่นนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร เช่น โครงการเคเบิลใยแก้วนำแสงตามเส้นทางรถไฟของบริษัท คอมลิงค์ จำกัด กับ ทศทฯซึ่งมีการทำสัญญาตั้งแต่ 17 กุมภาพันธ์ 2535 อายุสัมปทาน 20 ปี โดยสัญญาดังกล่าวมีการลงทุนด้วยวงเงินเพียง 4,000 ล้านบาท แต่บริษัทสามารถสร้างรายได้ตลอดอายุสัมปทานไม่ต่ำกว่า 27,000 ล้านบาท ทั้งนี้สัญญาดังกล่าวถือเป็นอีกตัวอย่างของความแปลกแต่จริง กล่าวคือ สัญญาดังกล่าว บริษัทจะเป็นผู้ลงทุนสร้างโครงข่ายเคเบิลใยแก้วพาดผ่านตามเส้นทางรถไฟ เพื่อให้ ทศทฯเช่าใช้โครงข่ายดังกล่าว ซึ่งตามปกติของการเช่าในลักษณะนี้ ผู้เช่าจะต้องจ่ายค่าเช่าตามจำนวนวงจรที่มีการใช้จริง แต่ในสัญญาดังกล่าว ทศทฯกลับต้องจ่ายค่าเช่าตามจำนวนวงจรทั้งหมดที่บริษัทสร้างเสร็จและส่งมอบให้เป็นทรัพย์สินของ ทศทฯตามสัญญา รวมทั้งต้องจ่ายค่าเสียหายไปประมาณ 3,200 ล้านบาท ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดจากคำตัดสินของอนุญาโตตุลาการในสมัยนั้น โดยเหตุผลของความพ่ายแพ้ของ ทศทฯ คือบริษัทอ้างว่า ได้รับความเสียหายจากการที่ต้องเร่งติดตั้งและส่งมอบทรัพย์สินให้ ทศทฯ โดยมีหนังสือเร่งการติดตั้งที่ออกโดย ทศทฯส่งไปยังบริษัท ...อย่างนี้ก็มีในโลก... ในขณะเดียวกัน มีอีกสัญญาหนึ่งที่ทำให้บริษัทคู่สัญญากับรัฐได้รับผลประโยชน์เป็นกอบเป็นกำ โดยมีวิธีการคำนวณค่าตอบแทนที่ตรงกันข้ามกับสัญญาคอมลิงค์ฯ ได้แก่ สัญญาอนุญาตให้ดำเนินการบริการโทรศัพท์สาธารณะแบบใช้บัตร (Card-phone) ซึ่งเป็นสัญญาระหว่าง ทศทฯกับบริษัท แอ๊ดว้านซ์ อินฟอร์เมชั่น ซิสเต็ม ที่มีการเริ่มให้บริการตั้งแต่ 22 พฤษภาคม 2534 โดยมีอายุสัมปทาน 10 ปี และเพิ่งหมดอายุสัมปทานไปเมื่อปี 2544 สัญญาการ์ดโฟน บริษัทจะพิมพ์บัตรออกจำหน่าย โดยต้องจ่ายส่วนแบ่งรายได้ให้ ทศทฯตามจำนวนผู้ใช้จริงที่คิดจากมิเตอร์ตู้การ์ดโฟน ในขณะที่บริษัทมีรายได้มหาศาลจากการจำหน่ายบัตร ซึ่งหลายท่านคงจำได้ว่า เมื่อสิบปีก่อนนั้นคนไทยนิยมสะสมบัตรโทรศัพท์กันเป็นจำนวนมาก บัตรบางรุ่นมีราคาแพงกว่าหน้าบัตรอีก เชื่อว่าหลายท่านยังมีบัตรโทรศัพท์สะสมอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งบัตรเหล่านี้บริษัทมีรายได้เกิดขึ้นแล้ว แต่ผู้ซื้อมิได้ใช้ ทำให้บริษัทไม่ต้องจ่ายส่วนแบ่งให้กับ ทศทฯ แต่เมื่อครบสัญญา จนถึงขณะนี้บริษัทต้องจ่ายส่วนแบ่งสำหรับบัตรที่ไม่มีการนำมาใช้ จำนวน 15% ของยอดจำหน่ายบัตรที่ยังไม่มีผู้นำมาใช้ แต่ปรากฏว่า บริษัทยังไม่มีทีท่าว่าจะทำการจ่ายส่วนแบ่งดังกล่าว และยังมีปัญหาการเรียกร้องผลประโยชน์กันอยู่ในขณะนี้ ในขณะเดียวกัน บริษัทได้ฟ้องเรียกค่าเสียหายจาก ทศทฯจำนวน 1,500 ล้านบาท โดยให้เหตุผลในการฟ้องร้องว่า ทศทฯได้ห้ามบริษัทพิมพ์บัตรจำหน่ายเพิ่มในช่วงที่ใกล้หมดอายุสัมปทาน ทำให้บริษัทเสียโอกาสที่จะได้รายได้ และการที่ ทศทฯนำเทคโนโลยีมาใช้ใน Chip-card ถือเป็นการผิดเงื่อนไขสัญญา เพราะเป็นการใช้เทคโนโลยีมาแข่งขันกับบริษัท(ทศทฯเริ่มมีการนำ Chip มาฝังบนบัตรโทรศัพท์ในช่วงระยะท้ายๆ ของสัมปทานการ์ดโฟน เพื่อรองรับการให้บริการการ์ดโฟนของ ทศทฯเอง) อย่างนี้...ก็ยังมีอยู่ในโลก ประชาชนคนไทยทั้งหลาย คงต้องติดตามตอนต่อไปว่า เหตุการณ์กรณีพิพาทระหว่างหน่วยงานรัฐกับเอกชน ผลลัพธ์สุดท้ายจะเป็นเช่นไร แต่จากการสังเกต เท่าที่ผ่านมา เมื่อสัญญาระหว่างรัฐกับเอกชนมีปัญหา จนต้องนำเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการ โดยใช้คน 3 คน อันประกอบด้วย ตัวแทนจากแต่ละฝ่าย และคนกลางอีก 1 ท่าน ผู้เขียนยังไม่เคยเห็นสัญญาใดที่ฝ่ายรัฐเป็นฝ่ายชนะเลย ไม่รู้ว่าเป็นเพราะขณะทำสัญญา ฝ่ายรัฐเอาเปรียบเอกชน หรือทำสัญญาที่ไม่ถูกต้องหรืออย่างไร จึงต้องแพ้ทางเอกชนทุกที.... หน้า 7
|
| กลับหน้าแรก |