|
"สมคิด"
เปิดยุทธศาสตร์ "เอฟทีเอ"
กับ 3 มหาอำนาจโลก
เศรษฐกิจ มติชนรายวัน วันที่ 03 มีนาคม พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9490 ในห้วงเวลาที่ผ่านมา นับเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่นักวิชาการมีการระดมสมองอย่างกว้างขวาง ช่วยกันขบคิดว่าเวลานี้ไทยพร้อมจะทำการค้าเสรี(เอฟทีเอ) แล้วหรือไม่ โดยเฉพาะกับประเทศมหาอำนาจ เมื่อเร็วๆ นี้ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงการทำเอฟทีเอต่อที่ประชุมระดมความคิดเห็นด้านยุทธศาสตร์การเจรจาเอฟทีเอ จึงน่าจะเป็นโจทย์ตอบคำถามของนักวิชาการได้ "ในโลกของ Wind of Change ที่กำลังพัดแรง คุณเป็นประเทศเล็กๆ หากคุณต่อต้านปิดประเทศไม่พัฒนา ผลก็คือ ประเทศก็จะอยู่ไม่ได้ ดังนั้น เราต้องอยู่กับมัน เปลี่ยนจากภัยคุกคามเป็นโอกาส จากเชิงรับเป็นเชิงรุก ด้วยการดำเนินการกับสิ่งเหล่านี้ รวมกันเป็นหนึ่งเดียว แล้วเราจะไม่มีคำว่าเสียเปรียบ" นี่คือท่าทีของ "นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์" รองนายกรัฐมนตรี ที่กล่าวในการเปิดประชุมระดมความคิดเห็นด้านยุทธศาสตร์การเจรจาเปิดเขตเสรีการค้า(เอฟทีเอ) ของไทยเมื่อเร็วๆ ท่ามกลางกระแสคัดค้านการทำเอฟทีเอ โดยเฉพาะเอฟทีเอ ไทย-สหรัฐ ที่มีข่าวว่ารัฐบาลไทยชุดนี้กำลังนำผลประโยชน์ของชาติใส่พานไปให้ประเทศมหาอำนาจ นายสมคิดยังประกาศด้วยว่า ไทยจะดำเนินการเจรจาเอฟทีเออย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่เร่งร้อน ภายใต้แนวคิด(concept) ความมั่งคั่งร่วมกัน หรือ Co-prosperity โดยหลักการเจรจาคือ กลุ่มใดที่ยังไม่พร้อมให้เก็บไว้ก่อน กลุ่มใดที่พร้อมก็ให้ดำเนินการไป กลุ่มใดที่กลางง่ายกลางยาก ก็หาทางทำให้มันง่าย สำหรับกลุ่มประเทศเป้าหมายในการเจรจาเอฟทีเอนั้น รัฐบาลชุดนี้จะเริ่มที่ 3 ประเทศมหาอำนาจก่อน คือ จีน ญี่ปุ่น และสหรัฐ โดยที่ประชุมได้กำหนดยุทธศาสตร์การทำเอฟทีเอ ของไทยกับแต่ละประเทศ มีรายละเอียดดังนี้ =ยุทธศาสตร์เอฟทีเอ อาเซียน-จีน/ไทย-จีน ยุทธศาสตร์การเจรจา * ผลักดันการเจรจาเอฟทีเอ อาเซียน-จีน ต่อไป * ผลักดันเอฟทีเอ ไทย-จีน ในระดับสูง โดยใช้ความสัมพันธ์ทางการเมือง สนับสนุนการเจรจา เช่น Joint Economic Commission ระดับรองนายกรัฐมนตรี * เป็นหุ้นส่วนนโยบาย "Go West" ของจีน โดยเฉพาะด้านการลงทุน สร้างสัมพันธ์ภูมิภาคต่อภูมิภาค (Local to local linkage) เช่น จีนตอนใต้กับไทยภาคเหนือ *ใช้สายสัมพันธ์ ภาคเอกชนทำธุรกิจร่วมกันฉันมิตร เน้นความร่วมมือ แสวงประโยชน์ สร้างแนวร่วมบุกประเทศที่สาม แนวทางการเจรจา * ควรครอบคลุมสินค้าและบริการทุกรายการ โดยสินค้า/บริการอ่อนไหวให้มีเวลาในการปรับตัว -สินค้า เน้นสินค้าเกษตร/เกษตรอุตสาหกรรม เฟอร์นิเจอร์ เครื่องตกแต่งบ้าน ยานยนต์และชิ้นส่วน แฟชั่น -บริการ เน้นบริการสาขา การจัดจำหน่ายสินค้า การท่องเที่ยว ภัตตาคาร สุขภาพ/สปา การศึกษาและขนส่งทางอากาศ -การลงทุน เน้นด้านการพัฒนาระบบสาธารณูปโภค เกษตร/เกษตรอุตสาหกรรม ยาและเวชภัณฑ์ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(ไอซีที) แฟชั่น * เจรจาแก้ไขปัญหาด้านมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี(เอ็นทีเอ็ม) เช่น SPS, TBT ทั้งระดับส่วนกลางและรายมณฑล และสร้างความร่วมมือ เช่นการทำ Mutual Recognition Agreement (MRA) * เจรจาทำความเข้าใจเกี่ยวกับขบวนการออกใบอนุยาต ระบบการขนส่ง การกระจายสินค้า การดำเนินการต่อไป จะต้องมีการจัดทำ position paper สำหรับผลักดันทุกระดับ ใช้การบริหารการนำเข้าที่เหมาะสม ศึกษาข้อมูลระบบภาษีและกฎระเบียบภายในของประเทศจีนในมณฑลต่างๆ ที่สำคัญ ทำการเจาะตลาดรายภูมิภาคขยายผลเอฟทีเอภาคตะวันออก มีการพัฒนาทั้งด้านเศรษฐกิจและการค้า เช่น เซี่ยงไฮ้ เจียงซู เจ้อเจียง ปักกิ่ง เทียจิน ชานตง เหลียวหนิง จี้หลิน เฮยหลงเจียง กวางตุ้ง ฟูเจี้ยน ส่วนภาคตะวันตกที่มีศักยภาพ ได้แก่ ยูนนาน เสฉวน เฉินตู ฉงชิ่ง สำหรับกลยุทธ์ในการเข้าตลาด จะทำการสำรวจตลาด สร้างภาพลักษณ์สินค้าไทย จัดไทยแลนด์เอ็กซิบิชั่น ศูนย์กระจายสินค้า ส่งกองทัพนักธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ (intertrader) =ยุทธศาสตร์การทำ เอฟทีเอ ไทย-สหรัฐ ยุทธศาสตร์การเจรจา * เน้นการเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจในระยะยาว * ทั้งคู่ต้องได้รับประโยชน์ร่วมกัน * ฝ่ายไทยควรจะยกร่าง Text ในส่วนที่สำคัญต่อผลประโยชน์ของไทย * จัดลำดับความสำคัญของประเด็นการเจรจา เพื่อให้เกิดภาพว่าสามารถรับอะไร และเสียอะไรได้ * ทำการจัดจ้างบริษัทที่ปรึกษาทั้งในลักษณะ Political Lobbyist และ Consultant ในการเจรจา * จัดทีมเจรจาในแต่ละเรื่องให้เหมาะสมรับกับทีมของสหรัฐ * จัดทำ MRA เพื่อช่วยสนับสนุนการเข้าสู่ตลาด * กำหนดช่วงเวลาในการลดภาษีนำเข้าของไทยอย่างเป็นขั้นตอน แนวทางการเจรจา * กรอบการเจรจาเอฟทีเอ ไทย-สหรัฐ จะต้องมีลักษณะ Comprehensive ครอบคลุมทุกรายการสินค้าและบริการ รวมทั้งครอบคลุมทุกประเด็นการค้า * ในส่วนของการค้าบริการและการลงทุนการเจรจาควรจะเป็นการต่อยอดจาก Treaty of Amity ระหว่างไทย-สหรัฐ * ประเด็นสำคัญที่ฝ่ายไทยควรตระหนักถึงในการเจรจาคือกฎระเบียบที่แตกต่างกันของแต่ละมลรัฐในสหรัฐ การดำเนินการต่อไป จะมีการประสานกันอย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐ เอกชน และฝ่ายนิติบัญญัติ มีการศึกษารายละเอียดและผลกระทบในการแก้ไขกฎหมาย ทำการประชาสัมพันธ์ให้เกิดความตระหนัก รับรู้ และเข้าใจอย่างทั่วถึง รวมทั้งพัฒนาระบบภายในให้สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นจากเอฟทีเอ =ยุทธศาสตร์การทำเอฟทีเอ ไทย-ญี่ปุ่น ยุทธศาสตร์การเจรจา * เน้นการเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจ * แสวงหาความร่วมมือทางการเกษตร การถ่ายทอดเทคโนโลยี แนวทางการเจรจา * การเจรจาจะต้องเป็น WTO plus มีการให้การปฏิบัติที่เป็นพิเศษและแตกต่าง(S&D) กับไทย ให้เจรจาสินค้าที่ไม่มีปัญหาก่อน(Early harvest) แต่ต้องครอบคลุมทุกสาขา(Nothing to be excluded) โดยเน้นผลประโยชน์ร่วมกันเป็นสำคัญ(Mutual benefit) สินค้าเกษตร แสวงหาแนวทางความร่วมมือ เรื่อง food safety และ local to local ให้ความสำคัญกับการเจรจาเรื่องสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช(SPS) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำ MRA เพื่อให้การค้าสินค้าเกษตรมีความคล่องตัวมากขึ้น สินค้าอุตสาหกรรม ให้ความสำคัญกับการจัดทำ MRA เพื่ออำนวยความสะดวกให้การส่งออกมีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น สาขาบริการ เป็นสาขาบริการที่มีศักยภาพ อาทิ สปา และ Health care การทำงานของช่างเทคนิค การเคลื่อนย้ายบุคคลธรรมดาที่ได้รับการรับรองมาตรฐานฝีมือแรงงานจากกระทรวงแรงงาน และการอำนวยความสะดวกในเรื่องวีซ่าให้แก่นักธุรกิจไทยในการเดินทาง การดำเนินการต่อไป เตรียมข้อมูลเชิงลึกสนับสนุน และทราบจุดยืนของไทยในแต่ละสาขาสินค้า โดยประสานข้อมูลระหว่างภาครัฐและเอกชน และระหว่างหน่วยงานของรัฐ ทำการศึกษาวิจัยผลกระทบด้านบวกและลบในเชิงลึกมากยิ่งขึ้น จัดเตรียมท่าทีไทยให้มีเอกภาพ รวมทั้งล็อบบี้ภาครัฐ เอกชน และองค์กรต่างๆ ของญี่ปุ่น หน้า 20
|
| กลับหน้าแรก |