ควรรู้อะไร ก่อนไปเจาะตลาดจีน

มองมุมใหม่ : อักษรศรี พานิชสาส์น เศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ / aksornp@econ.tu.ac.th  
กรุงเทพธุรกิจ  วันที่  3  มีนาคม พ.ศ. 2547

ผู้เขียน มีโอกาสเดินทางไปประเทศจีน ในหลายมณฑล ทั้งฝั่งตะวันออกและตะวันตก ได้พบปะพูดคุยกับข้าราชการจีน และนักธุรกิจไทยในเมืองจีนหลายราย จึงมีข้อสังเกต เกี่ยวกับตลาดจีน ในแต่ละพื้นที่ ซึ่งมีลักษณะเฉพาะ หากใครมองแบบเหมารวม หรือเข้าใจแบบผิวเผินว่า จีนทั้งประเทศ เป็นตลาดเดียว ก็คงเป็นความเข้าใจผิด อย่างมหันต์ โดยปลายเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้ไปสำรวจตลาดจีน ที่มณฑลไหหนาน(ไหหลำ) ร่วมกับ คณะของโครงการทีมปฏิบัติการพิเศษเคลื่อนที่เร็ว ของกระทรวงพาณิชย์ จึงขอนำมาเป็นกรณีตัวอย่าง ของตลาดจีนในบทความนี้

ก่อนเดินทางผู้เขียนได้ศึกษาข้อมูลพื้นฐานของไหหนานจากเวบไซต์ของมณฑลและจากเอกสารแหล่งต่างๆ และพูดคุยเป้าหมายของการเดินทางกับกระทรวงพาณิชย์ซึ่งมีภาพในใจว่า ?เกาะไหหนานเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษขนาดใหญ่ระดับมณฑลของจีน น่าจะมีผู้บริโภคที่มีฐานะและมีกำลังซื้อ และน่าจะเป็นตลาดศักยภาพสำหรับสินค้าไทย แล้วยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวและเป็นสถานที่จัดประกวด Miss World เมื่อปีกลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ก็น่าจะเป็นโอกาสสำหรับธุรกิจภาคบริการด้านการท่องเที่ยวของไทย? อย่างไรก็ดี หลังจากที่ได้ไปดูสภาพบ้านเมือง ไปสังเกตพฤติกรรมผู้คน ไปสำรวจตลาด สังเกตสินค้าต่างๆ ที่วางขาย และพบปะพูดคุยกับทั้งฝ่ายจีน และฝ่ายไทย ทำให้เห็นภาพชัดขึ้นว่า การจะนำสินค้าไทยไปเจาะตลาดไหหนานเป็นเรื่องที่ต้องทำงานหนักมากกว่าที่เคยคิดไว้

ผู้เขียนและคณะฯ ได้เข้าพบสนทนากับหัวหน้าของหน่วยงานส่งเสริมการค้าและการลงทุนหรือ CCPIT (China Council for the Promotion of International Trade) สาขาไหหนาน และหัวหน้าสำนักงานของกระทรวงกิจการพาณิชย์ประจำมณฑล ทั้งสองหน่วยงานได้แสดงความเห็นคล้ายคลึงกันว่า "ไทยและไหหนานมีหลายอย่างคล้ายกัน ไม่ว่าสภาพภูมิประเทศ หรือภูมิอากาศ จึงทำให้พืชผลทางการเกษตรที่ไทยผลิตได้ ไหหนานก็ผลิตได้ไม่ต่างกัน" และหลังจากได้ไปสำรวจตลาดขายส่งผลไม้ประจำมณฑล ก็ประจักษ์กับสายตาและเข้าใจในคำตอบของฝ่ายจีน เพราะมีผลไม้ของไหหนานวางขายเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นเงาะ แตงโม ลำไย มะม่วง แก้วมังกร สับปะรด มะเฟือง เป็นต้น มีเพียง 2 ชนิดที่เป็นผลไม้ไทย คือ มังคุดและทุเรียน

นอกจากไหหนานจะเป็นคู่แข่งของผลไม้ไทยในตลาดจีน เพราะเป็นแหล่งผลิตผลไม้เขตร้อนป้อนมณฑลต่างๆ ของจีนที่ใหญ่ที่สุดแล้ว ยังเป็นแหล่งผลิตยางพาราอันดับ 1 ของจีน แต่ด้วยความต้องการยางพาราที่เพิ่มมากขึ้นของจีนทั้งประเทศ ทำให้ผลผลิตยางพาราของไหหนานสนองตลาดจีนเองได้เพียง 1 ใน 3 ของความต้องการทั้งหมด จึงมีการนำเข้ายางพาราจากไทยไปเติมเต็มความต้องการที่ล้นเกินของจีน อย่างไรก็ดี การนำเข้ายางพารายังคงถูกควบคุมโดยระบบโควตานำเข้า ซึ่งรัฐบาลกลางจะเป็นผู้จัดสรรโควตาให้กับฝ่ายต่างๆ ดังนั้น การจะส่งยางพาราไปตลาดจีน แม้จะมีความต้องการรองรับ แต่ก็ต้องศึกษากฎระเบียบกติกาของฝ่ายจีนให้ถ่องแท้ด้วย

ส่วนกลุ่มสินค้าที่จะส่งมาเน้นขายตลาดภายในของไหหนาน ก็ดูจะมีข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งด้านการขนส่งและกระจายสินค้าที่ต้องส่งผ่านมาจากท่าเรือของกวางตุ้ง ท่าเรือฮ่องกง หรือท่าเรือเป่ยไห่ของกวางสี ในขณะนี้ ยังไม่มีการขนส่งสินค้าตรงมาจากไทย เพราะไม่คุ้มกับความต้องการในตลาด แม้จะมีประชากรที่มีฐานะและมีกำลังซื้อ แต่มีจำนวนไม่มากพอ อย่างเช่นเมืองหลวงไหโข่ว (Haikou) ก็มีคนเพียง 2 ล้านคนเศษ ประกอบกับเงื่อนไขอื่นๆ เช่น ผู้ที่จะนำเข้าสินค้าได้ต้องขอใบอนุญาตจากรัฐบาลก่อน ล้วนมีค่าใช้จ่ายไม่คุ้มกับการจัดส่งสินค้าเข้ามาเอง

ด้านการท่องเที่ยว ถ้าดูเพียงตัวเลขผิวเผิน มีนักท่องเที่ยวเดินทางมามณฑลไหหนานสูงถึงปีละ 10 กว่าล้านคน สูงกว่าจำนวนของประชากรทั้งหมดของมณฑลที่มีประมาณ 8-9 ล้านคน ความเป็นแหล่งท่องเที่ยวของไหหนานโดยเฉพาะที่เมืองซันย่า (Sunya) ทำให้ผู้เขียนมีความคาดหวังในตอนแรกว่า น่าจะเป็นช่องทางสำหรับไทยไปทำธุรกิจด้านบริการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวหรือขายสินค้าเน้นตลาดนักท่องเที่ยว แต่พอรับทราบข้อมูลในรายละเอียดจากเจ้าหน้าที่ของจีนและสังเกตพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวพบว่า คนที่เดินทางมาเที่ยวไหหนานมีเพียง 30 % ที่เป็นชาวต่างชาติ และส่วนใหญ่มาจากประเทศในเอเชีย เช่น ฮ่องกง เกาหลี ญี่ปุ่น ส่วนที่เหลือเป็นนักท่องเที่ยวของจีนเองมีสัดส่วนสูงถึง 70 % ส่วนใหญ่จะหนีหนาวมาจากจีนบนแผ่นดินใหญ่ทางเหนือ แถวเจ้อเจียง ปักกิ่ง หรือเซี่ยงไฮ้ เพื่อมาเที่ยวทะเล มาเดินชายหาด พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้จึงไม่นิยมใช้บริการสปา เสริมความงาม หรือใช้บริการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ การนวดเพื่อผ่อนคลาย

ด้านการลงทุน เมื่อผู้เขียนถามความเห็นนักธุรกิจไทยเกี่ยวกับประสบการณ์ในการเข้ามาลงทุน และทำงานที่ไหหนานส่วนใหญ่ก็จะตอบคล้ายคลึงกันว่า ?การมาลงทุนที่เมืองจีน ต้องทำการบ้าน ต้องมาฝังตัวก่อน ต้องรู้ข้อมูลพื้นฐาน ต้องศึกษากฎระเบียบของเขาอย่างละเอียด ต้องเรียนรู้วัฒนธรรมทางธุรกิจแบบจีนๆ ที่สำคัญต้องรู้ภาษาและมารยาทจีน " และมีท่านหนึ่งซึ่งทำงานอยู่ในจีนเกือบ 10 ปีได้ให้คำตอบที่น่าสนใจว่า ?หากอยากจะมาลงทุนที่เมืองจีน ควรจะทำเองแบบ 100% เต็ม เพราะคำว่า?ร่วมมือ?ในภาษาจีนเป็นคำที่เขียนยาก เขียนลำบาก เขียนยังไงก็ไม่สวย?

โดยสรุปแล้ว ไหหนานเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของตลาดจีนที่ดูกว้างใหญ่แต่กลับมีลักษณะเฉพาะและซับซ้อน หากนักธุรกิจหรือผู้ส่งออกไทยสนใจในตลาดนี้ จำเป็นต้องเลือกเขตพื้นที่เป้าหมายอย่างรอบคอบ ซึ่งการศึกษาข้อมูลจากการอ่านหรือการรับฟังเพียงอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ จำเป็นต้องลงไปสำรวจพื้นที่ด้วยตัวเองเสียก่อนที่จะเข้าไปลงทุน หรือลงแรงส่งสินค้าไปขายในตลาดดังกล่าว ต้องศึกษาว่า ผู้บริโภคของตลาดเป้าหมายมีรายได้ รสนิยม รูปแบบของการบริโภคและการจับจ่ายใช้สอยอย่างไร สภาพเศรษฐกิจ และผลผลิตของมณฑลเป็นอย่างไร ตลอดจนต้องเรียนรู้กฎระเบียบปลีกย่อยต่างๆ ของมณฑลเป้าหมาย และของประเทศจีนโดยรวม ดังนั้น การจะบุกตลาดจีนคงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ยากจนเกินกำลัง ขอเพียงมีความตั้งใจจริงและต้องทำงานหนักหน่อยนะคะ

 

กลับหน้าแรก