บริษัทไทยฝ่ามรสุม FTA จีน-ไทย

ธุรกิจสู้โลก : เกียรติศักดิ์ จีรเธียรนาถ  กรุงเทพธุรกิจ  วันที่ 1 มีนาคม 2547

ในช่วงนี้เราชักได้ยินคำว่า FTA หนาหูขึ้นเป็นระยะๆ ไม่ว่าจะเป็นความหวัง หรือความกังวลก็ตาม การวิพากษ์จากบริษัท หรือกลุ่มพ่อค้าที่เพลี่ยงพล้ำก็จะดังขึ้นเรื่อยๆ อาทิ จีนเล่นแง่ไม่ให้การส่งผัก และ ผลไม้ไปขายได้อย่างง่าย แต่ในทางตรงกันข้ามผัก และผลไม้จีนกลับทะลักเข้ามาอย่างกระแสน้ำไหลบ่า

ภาครัฐก็รับเละอีกตามเคย ข้อหาหนักๆ ก็คือ ไม่ทันเกมเขาบ้างล่ะ ผู้เจรจาไม่ยอมถามไถ่กระทรวงผู้ผลิต ดังนี้เป็นต้น ไม่ว่าจะโยนไปโยนมาอย่างไรก็ตาม จีนยังไม่ใช่แก่นของปัญหา

ปัญหาที่แท้จริงก็คือ นอกจากไม่รู้เขา และไม่รู้จักเราแล้ว ยังแถมไม่รู้ชัยภูมิ และดินฟ้าอากาศอีกด้วย แล้วรีบเข้าสู่สงครามจะมีคำตอบออกมาเป็นอย่างอื่นไม่ได้หรอกครับ

รากเหง้าของปัญหาก็คือ ความสามารถในการแข่งขัน หรือข้อได้เปรียบในการแข่งขันของผัก และผลไม้ของไทยอยู่ที่ไหนครับ? แล้วองค์ประกอบต้นทุนส่วนใดเล่าครับที่เราแพ้เขา

เรากำลังพูดถึงต้นทุนต่อหน่วย หรือราคาขายต่อหน่วยกันแน่ เราคงจะยังไม่ลืมนะครับที่คอลัมน์นี้เคยยืนยันมาหลายครั้งแล้วว่า อย่าไปขอความกรุณาในสนามรบทางการค้าเลยครับ ผู้เข้มแข็งกว่าเท่านั้นที่จะอยู่รอด ต้นทุนที่สำคัญที่สุดในผลผลิตสินค้าเกษตรนั้นอยู่ที่ต้นทุนต่อหน่วยครับ ซึ่งเป็น ผลของประสิทธิภาพการผลิต ไม่ใช่เหตุ และที่สำคัญที่สุด คือ ผู้บริโภคไม่สนใจหรอกครับว่าต้นทุนของท่านเป็นเท่าใด เขาดูแต่เพียงว่าดี และถูก

แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ คุณภาพของผัก และผลไม้ที่ผู้บริโภคคาดหวัง จึงเป็นเหตุปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการยืดระยะของผู้ประกอบการ

แครรอทที่เราหาซื้อได้ในราคากิโลกรัมละ 12-19 บาท ในเวลานี้ มีคุณภาพที่ใกล้เคียงกับแครรอทจากนิวซีแลนด์ หรือออสเตรเลียที่เคยครองตลาดในสองสามปีที่ผ่านมาที่เราต้องจ่ายเงิน 30-40 บาท ต่อกิโลกรัม ในวันนี้กระเทียมกลีบใหญ่ ราคาถูกกว่ากระเทียมที่ปลูกในประเทศไทยครึ่งต่อครึ่ง ทั้งๆ ที่เขาขนข้ามเขา ข้ามลำโขง มาจนถึงกรุงเทพฯเมืองฟ้าอมร ยังมีอีกมากมายครับ เช่น หอมหัวใหญ่ ผักเมืองหนาวต่างๆ

ส่วนผลผลิตที่เราจะนำไปขายที่จีน กลับถูกกลเม็ด หรือชั้นเชิงฝ่ายจีนสารพัด แต่นั่นยังไม่ใช่แก่นของปัญหาสำหรับผักสด และผลไม้สดของไทย แม้ว่าจะไม่เกิดลูกเล่นเช่นว่านี้ เราก็ยังคงต้องเผชิญกับการแข่งขันอยู่ดี กระเทียมของเราก็ยังคงขายแข่งเขาไม่ได้ เว้นแต่จะหาช่องกันใหม่ อะไรคือสาเหตุที่ผมฟันธงไปเช่นนี้ครับ? แล้วเราจะงอมืองอเท้าคอยซื้อของถูกจากจีนเช่นนั้นหรือ? เกษตรกรเราจะไปทำอะไรเล่าครับ ?

หากต้องการต่อกรกับการแข่งขันทางการค้า เราต้องใช้วิชาว่าด้วยการสร้างสมรรถภาพ หรือความพร้อมในการแข่งขัน แทนที่จะเสาะแสวงหาเกราะกำบังจากรัฐ จริงอยู่รัฐช่วยได้ แต่เป็นการช่วยได้เฉพาะการขจัดข้อขัดข้องทางการกีดกัน หรือชั้นเชิงที่มีการสร้างขึ้นมา

แต่สิ่งที่รัฐไม่มีโอกาสเข้ามาช่วยผู้ประกอบการได้เลยคือ ความสามารถในการแข่งขัน สิ่งนี้ท่านไม่สามารถหาซื้อได้ และไม่มีใครสามารถเสาะหามาขายให้ท่านได้

กรณีนี้ เราต้องหันกลับมาดูว่าผัก และผลไม้อะไรของไทย ที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันเหนือผัก และผลไม้ของประเทศจีน? เราคงฟันธงได้ว่า ผักผลไม้เมืองร้อนนั้นจีนไม่มีทางสู้เราได้เลยครับ ในทำนองเดียวกัน เราก็ไม่มีโอกาสชนะจีนในเรื่องพืชเมืองหนาว

คนจีนอย่างน้อย 300 ล้านคน ที่อยู่ในอนุภูมิภาค หรือภาคตะวันตกตอนกลางของจีน ยังคงนิยมผลไม้เมืองร้อนจากไทยอยู่ ต้องอย่าลืมนะครับ ผลไม้ไทยที่เป็นที่หนึ่งของโลกทั้งด้านคุณภาพ และปริมาณส่งออก อาทิ ส้มโอขาวน้ำผึ้ง (ขาวใหญ่) ลำไย ขนุน มังคุด มะพร้าวน้ำหอม เงาะ และทุเรียน ผมจงใจเอาทุเรียนไว้ท้ายรายการแทนที่จะเป็นรายการแรกตามที่เรามองจากมุมมองของเรา แต่ในความคำนึงของลูกค้าเขาอยากรับประทานแต่แกะไม่ค่อยเป็นครับ นี่เป็นเส้นผมบังภูเขาอีกเส้นหนึ่ง

ส่วนผักสดเมืองร้อนจากประเทศไทย มีโอกาสน้อยมาก ในการที่จะส่งไปยังตลาดต่างประเทศ เพราะผักสดเมืองร้อนเปราะบางต่อการขนส่ง

สิ่งที่กล่าวมานี้ ล้วนแต่วิเคราะห์ถึงเหตุปัจจัยที่เอื้อต่อการแข่งขัน คือ สภาพทางภูมิศาสตร์ที่ประเทศไทยตั้งอยู่นั้นเหมาะสมที่จะปลูกพืชเมืองร้อน ผมก็ได้แต่เห็นใจเกษตรกรที่ปลูกพืชเมืองหนาวที่เคยได้ราคาดี แม้ผลผลิตจะไม่ดีก็ตาม เปลี่ยนเป็นพืชเมืองร้อนเถอะครับ เพราะเราไม่มีปัจจัยที่จะเอื้อให้เราแข่งขันได้ครับ? แม้รัฐบาลจะอยากเข้ามาประกันราคา หรืออุ้มชูอย่างไร ก็จะอ่อนแรงไปด้วยกันทั้งสองฝ่าย

ในเวลานี้ ไม่ใช่เวลาที่จะมาโยนความผิด หรือ ตำหนิใคร แต่เราไม่มีทางเลือกอื่นเหลืออยู่อีกแล้ว ยกเว้นแต่ว่าเราต้องกลับมากำหนดยุทธศาสตร์ว่าจะแข่งขันกับจีนวันนี้ ในผัก และผลไม้ชนิดใดบ้าง? เห็นทีจะต้องออกแรง และใช้ความคิดหนักๆ ละครับ เพื่อตอบโจทย์ที่ว่า ผลไม้อะไรของเราที่ชนะได้ทั้งโลกไม่เพียงแต่ประเทศจีน

จากประสบการณ์ที่จำกัดของผมมาผนวกกับการพิจารณาถึงความสามารถในการแข่งขันได้ทั้งโลก ผมขอเสนอรายการผลไม้ที่เชื่อว่าเราเป็นเจ้าโลกได้ คือ ส้มโอขาวน้ำผึ้ง ลำไยพันธุ์อีดอ ขนุนเนื้อหนา (ขออนุญาต ไม่ระบุชื่อพันธ์) มังคุด มะละกอ สับปะรด ลองกอง และ ทุเรียนหมอนทองกับชะนี

ไม่มีมหาอำนาจทางการเมือง หรือ การเงินของโลกที่สามารถเนรมิต ทำเล หรือ พื้นที่เพาะปลูกอย่าง เช่นประเทศไทยมี นั่นคือ ประเทศไทยมีความสมดุลของธรรมชาติ ที่ทำให้ผลไม้เรารสจัด สีสวย คุณค่าอาหารสูง

ในทำนองเดียวกัน ผักเมืองร้อนของเราก็มีคุณสมบัติทางอาหารเหนือกว่าผักเมืองหนาว แต่มีข้อจำกัดที่ขนส่งยาก ถ้าแก้ส่วนนี้ได้ก็จะทำให้ผักเมืองร้อนสามารถส่งออกไปได้เช่นเดียวกับผลไม้

หลายท่านอาจจะแย้งว่าผลไม้จีนราคาถูกจึงขายได้ จริงหรือครับ? ทำไมถึงราคาขายถูกได้เล่าในเมื่อต้องขนส่งเป็นระยะทางไม่น้อยกว่า 2,500 กม. กว่าจะถึงกรุงเทพฯ ค่าขนส่งแพงแน่ แล้วทำไมเขายังขายได้ถูก คำตอบที่ชัดเจนที่สุดก็คือ ผลผลิตเขาสูงนั่นเอง จึงทำให้ต้นทุนต่อหน่วยถูกลงมาก จนเรานึกไม่ออกว่าทำไมถึงถูกขนาดนั้น ถ้าเขาขายขาดทุนเพื่อทุ่มตลาดก็ย่อมอยู่ได้ชั่วคราว ดังเช่นที่ผู้เลี้ยงกุ้งของสหรัฐไม่เข้าใจว่าทำไมกุ้งไทยถึงราคาถูกนัก เป็นการทุ่มตลาดใช่ไหม? มุมมองเช่นว่านี้เป็นการเอาตัวเองเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่เอาสภาพแข่งขันของตลาดเป็นตัวตั้ง

ผมอยากให้กำลังใจทุกฝ่ายให้เดินหน้าเจรจา FTA ต่อไปให้มากๆ สำเร็จเร็วๆ โดยเฉพาะในหมวดสินค้าเกษตรทุกกลุ่ม เมื่อนั้น เกษตรกรไทยอาจจะได้เวลามองเห็นแสงทองที่ขอบฟ้าละครับ ขอให้ระลึกว่าการค้าคือ การแลกเปลี่ยน 2 ทาง ไม่มีประเทศใดที่จะผลิตผลไม้ และผักทุกชนิดได้ดีที่สุด

 

กลับหน้าแรก