ปะทุรอบ 2 ปัญหา 30 บาทไม่นานเกินรอทีมงานวิชาการชมรมแพทย์ชนบท กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 1 มีนาคม 2547 หลังจากที่ทีมงานวิชาการ ชมรมแพทย์ชนบท และโรงพยาบาลชุมชน เกือบทั้งประเทศ ออกมาสะท้อนความเป็นจริง ในการจัดสรรงบประมาณ 30 บาทรักษาทุกโรค ว่าไม่มีความเป็นธรรม ช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 2546 และข่าวดังกล่าว ได้มีการนำเสนอ ในสื่อมวลชนนานนับเดือน โดย รมว.สาธารณสุข นางสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ และนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชิณวัตร ได้รับข้อมูลที่ผิดพลาด จากข้าราชการประจำระดับสูง ว่าชมรมแพทย์ชนบท ไม่หวังดี และต่อต้านโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค จึงออกมาตำหนิแพทย์ในชนบท ว่าไม่เสียสละ และสนับสนุนการตั้งกรรมการ สอบแกนนำแพทย์ชนบท นายกรัฐมนตรีจึงทราบว่าปัญหาที่แท้จริงเกิดจากข้าราชการระดับสูงในกระทรวงสาธารณสุข ที่มีอำนาจไปเบี่ยงเบนเจตนารมณ์ 30 บาท ทำให้โครงการนี้มีปัญหาขึ้น โดยจัดสรรงบประมาณให้ชนบทโดยเฉพาะภาคอีสานที่ยากจนที่สุดน้อยกว่าภาคกลาง ทั้งที่โครงการนี้มีเจตนารมณ์ที่ต้องการให้เกิดความเสมอภาค และมีคุณภาพในระบบบริการสุขภาพ จึงได้มีบัญชาให้ รมว.สุดารัตน์ รีบนัดพบกับชมรมแพทย์ชนบท เพื่อรับฟังและแก้ไขปัญหาทั้งหมด ในวันที่ 20 พ.ย.2546 ภายหลังการพูดคุยนานกว่า 3 ชั่วโมง ได้รับปากที่จะแก้ปัญหา โดยมอบให้ ดร.โอฬาร ไชยประวัติ ไปศึกษาและหาทางแก้ปัญหา ดร.โอฬาร ได้มอบให้ทีมงานภายใต้การนำของ ดร.อนันตโชค โอแสงธรรมนนท์ และคณะ จากสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง ศึกษาข้อมูล และเชิญผู้เกี่ยวข้อง 4 กลุ่มมาชี้แจง ประกอบด้วยทีมงานจากสาธารณสุขจังหวัด โรงพยาบาลทั่วไปและโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลชุมชนและชมรมแพทย์ชนบท โดยกระทรวงสาธารณสุขต้องการแบ่งแยกทีมงานชมรมแพทย์ชนบทออกจากกลุ่มโรงพยาบาลชุมชน เนื่องจากไม่พอใจชมรมแพทย์ชนบทที่สั่งให้ซ้ายหันขวาหันไม่ได้ จึงจัดตั้งกลุ่มโรงพยาบาลชุมชนขึ้นมาอีกกลุ่มหนึ่ง เพื่อคานกับชมรมแพทย์ชนบท ทีมงาน ดร.โอฬาร ได้เชิญทั้ง 4 กลุ่ม มาชี้แจงและให้ความเห็น จากนั้นทีมงานได้นำข้อมูลและความเห็นไปประมวลผล สังเคราะห์และเริ่มเผยแพร่แนวคิดในครั้งแรก เมื่อวันที่ 14 ม.ค.ที่ผ่านมา โดยทีมงานชมรมแพทย์ชนบทได้เสนอและสะท้อนปัญหาให้ฟังนาน 4 ชั่วโมงว่า ปัญหาหลักๆ เกิดจากการกระจายทรัพยากรที่ไม่เป็นธรรมระหว่างภูมิภาค และระหว่างชนบทกับเขตเมือง ส่งผลให้ประชาชนในชนบทในภาคกลาง และประชาชนทั้งในเมืองและชนบทในภาคอีสาน ภาคเหนือและภาคใต้ ได้รับบริการที่ไม่มีคุณภาพ เนื่องจากกระทรวงสาธารณสุขจะจัดสรรบุคลากรและกระจายทรัพยากรไปกระจุกในภาคกลางและในเขตเมืองแล้ว จึงทำให้ขาดบุคลากรไปบริการประชาชนในชนบทภาคอีสาน เหนือ และใต้ การแก้ปัญหาจึงควรแก้ไขโดยจัดสรรงบประมาณไปชดเชยในพื้นที่ที่ขาดแคลนทรัพยากร เพื่อทำให้ประชาชนทั้งประเทศได้รับบริการที่มีคุณภาพใกล้เคียงกัน ไม่เหลื่อมล้ำกันมากเหมือนในอดีตก่อนมีโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค โดยเปรียบเสมือนว่ารัฐบาลจ้างเหมาบริการสุขภาพให้กับประชาชนทั้งประเทศ เพื่อให้ได้รับบริการที่เท่าเทียมเสมอภาคกัน ดังนั้นเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ใกล้เคียงกัน ก็ควรจ้างเหมาในอัตราที่เท่าๆ กันด้วย โรงพยาบาลใหญ่ในภาคกลางที่เคยได้เปรียบโรงพยาบาลขนาดเล็กและโรงพยาบาลใหญ่ในภาคอีสาน เหนือและใต้มาตลอด หวั่นไหวเกรงว่าจะได้เปรียบน้อยลงจึงออกมาเคลื่อนไหว ทั้งที่ไม่ว่าจะคิดด้วยสูตรอะไรก็จะเห็นว่า ตนเองมีค่าใช้จ่ายต่อหัวสูงกว่าคนอื่นมากก็ตาม โดยยกเอาประเด็นว่ารัฐบาลจัดสรรงบประมาณให้ไม่เพียงพอ มาเป็นข้ออ้าง ที่จะยึดเอางบประมาณภาคอื่นมาให้ตนเพียงพอ ส่วนภาคอื่นหลังถูกภาคกลางดูดงบประมาณไปอีกก็ยิ่งเดือดร้อน ก็ถูกบีบบังคับให้ต้องออกมาเคลื่อนไหวเอากับรัฐบาลเอง โดยตัวแทนกลุ่มโรงพยาบาลทั่วไป และโรงพยาบาลศูนย์ ก็ไม่เคยนำทีมงานผู้อำนวยการโรงพยาบาลทั่วไป และโรงพยาบาลศูนย์จากภาคอีสาน หรือภาคเหนือมาชี้แจง เอาความเห็นฝ่ายภาคกลางมาเสนอเท่านั้น ทำให้ทีมงาน ดร.โอฬาร ไม่เข้าใจปัญหาในภาพรวม ปัญหาคือหากงบประมาณไม่เพียงพอจริงก็น่าจะเฉลี่ยทุกข์สุข โดยขาดเท่าๆ กัน แต่กลับเป็นว่าเมื่อคิดว่า งบประมาณไม่พอก็ให้งบฯกับภาคกลางเพียงพอก่อน ภาคที่อยู่ไกลๆลำบากมาก ก็จะยิ่งขาดมากขึ้น จะได้ใช้เป็นเครื่องมือต่อรองกับรัฐบาลในการของบประมาณเพิ่มขึ้นได้ จึงเห็นได้ชัดเจนว่าข้าราชการระดับสูงและโรงพยาบาลใหญ่ในภาคกลาง ที่ช่วงแรกออกมาต่อต้านโครงการมาตลอดนี้แหละที่ต่อต้านนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรครัฐบาลจริงๆ 14 ม.ค. ทีมงาน ดร.โอฬาร เริ่มนำเสนอแนวคิดครั้งแรกและมีการนำเสนอผ่านหนังสือพิมพ์มติชน แนวคิดที่นำเสนอน่าจะมาถูกทาง เพราะดูเหมือนจะเข้าใจปรัชญาของโครงการ 30 บาท แล้วว่าเดิมมีการกระจายทรัพยากร โดยเฉพาะบุคลากรไม่เป็นธรรม จากเดิมที่จัดสรรตามหน่วยบริการ ทำให้โรงพยาบาลใหญ่ได้เปรียบโรงพยาบาลเล็ก ถึงแม้ปริมาณงานความรับผิดชอบต่อประชาชน จะน้อยกว่า โดยเสนอแนวคิดว่าโรงพยาบาลที่มีบุคลากรมากกว่าค่าเฉลี่ย (เงินเดือนเฉลี่ยทั้งประเทศ 630 บาทต่อปี) ควรจะได้งบประมาณที่เหลือน้อยกว่าโรงพยาบาลที่มีบุคลากรน้อยกว่าค่าเฉลี่ย และโรงพยาบาลที่มีรายได้จากแหล่งอื่นมาก (ผู้ป่วยจากสิทธิสวัสดิการข้าราชการและประกันสังคมฯลฯ) ควรจะได้งบประมาณที่เหลือน้อยกว่า โรงพยาบาลที่มีรายได้จากแหล่งอื่นน้อยลง และแจ้งว่าค่าเฉลี่ยของ รพศ. ควรได้รับ 254.69 บาทต่อประชากร ที่ขึ้นทะเบียนในพื้นที่ตน รพท.เฉลี่ยควรได้รับ 293.30 บาท และรพช.เฉลี่ยควรได้รับ 473.24 บาท ทั้งนี้จะได้นำปัจจัยเงินเดือนและแหล่งรายได้อื่นมาพิจารณาด้วย งบประมาณที่ใช้ในการตามจ่ายกรณีส่งต่อภายในจังหวัดและเครือข่าย 70 บาทต่อประชากรหนึ่งคน คิดเป็นเงิน 3 พันล้านบาท และกรณีค่าใช้จ่ายสูงและอุบัติเหตุอีกประมาณ 96 บาทต่อประชากรหนึ่งคน คิดเป็นเงินอีก 4 พันล้านบาท ซึ่งเงินทั้งสองก้อนนี้ส่วนใหญ่จะจ่ายให้กับ รพท. และ รพศ. ทั้งสิ้น และเมื่อวันที่ 5 ก.พ.ที่ผ่านมา ได้มีการสรุปเสนอแนวคิดนี้แก่ รมว.สุดารัตน์ เป็นทางการและไม่ทราบว่าถูกกดดันอย่างไร จึงได้มีการปรับแก้หลักการข้างต้น และแจ้งให้ผู้เกี่ยวข้องทั้ง 4 กลุ่ม มาร่วมประชาพิจารณ์เมื่อวันที่ 13 ก.พ.ดังนี้ 1.รพศ.ทุกแห่งได้เท่ากันหมดคือ 300 บาทต่อประชากร 1 คน (ทั้งที่ รพศ. ทั้ง 25 แห่งนั้นเดิมมีความเหลื่อมล้ำกัน เช่น รพศ. สรรพสิทธิประสงค์ดูแลประชากรในโรคยากๆ) 4 ล้านคนเศษ ทรัพยากรจำกัดมาก แต่ รพศ. ในภาคกลางบางแห่งรับผิดชอบประชากรเพียง 4 แสนคนเศษ กลับใช้หลักการเดียวกัน 2.รพท.ทุกแห่งได้เท่ากันหมดคือ 410 บาทต่อประชากร 1คน (ทั้งที่รพท.ทั้ง 67 แห่งนั้นเหลื่อมล้ำกันอย่างสิ้นเชิง เช่น รพท. ศรีสะเกษดูแลประชากรในโรคปานกลาง) 1.4 ล้านคน ทรัพยากรจำกัดมาก แต่ รพท. ในภาคกลางบางแห่งรับผิดชอบประชากรเพียง 1 แสนคนเศษ กลับใช้หลักการเดียวกัน 3.รพช.ทุกแห่งได้เท่ากันหมดคือ 490 บาทต่อประชากร 1 คน เงินก้อนนี้ยังหมายถึงเงินทั้งหมดที่ใช้จัดบริการตั้งแต่โรคง่าย-ปานกลาง-ยาก เพราะเงินก้อนนี้ได้นำงบส่งต่อ 70 บาทต่อคนมารวมแล้ว โดยงบประมาณของประชาชนที่รัฐบาลจัดมาให้ดูแลประชาชนในแต่ละจังหวัดจึงจะได้ = (จำนวนประชากรทั้งหมดที่ขึ้นทะเบียนกับ รพช. คูณด้วย 490)+(จำนวนประชากรทั้งหมดที่ขึ้นทะเบียนกับ รพท. คูณด้วย 410)+(จำนวนประชากรทั้งหมดที่ขึ้นทะเบียนกับ รพศ. (ถ้ามี) คูณด้วย 300) ซึ่งแต่ละจังหวัดต้องนำไปคุยกันภายในจังหวัดว่าจะใช้ในการส่งต่อเท่าใด ใช้ในการส่งเสริมป้องกันโรค ใช้ในโรคง่าย โรคปานกลางในจังหวัดเท่าใด และต้องกันไว้ส่งต่อในโรคยากนอกจังหวัดอีกเท่าใด กรณีค่าใช้จ่ายสูงและอุบัติเหตุอีก 96 บาทต่อประชากรหนึ่งคนคิดเป็นเงิน 4 พันล้านบาท ซึ่งเงินก้อนนี้ส่วนใหญ่จะจ่ายให้กับรพท.และรพศ.อีกต่างหาก หากลองนำเงินดังกล่าวมาคำนวณก็จะพบว่าจังหวัดที่มีบุคลากรน้อย ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในภาคอีสานและภาคเหนือ ซึ่งมีค่าเฉลี่ยเงินเดือน 300-500 บาท(เฉลี่ย 449 บาทต่อประชากร 1 คน) ก็จะได้รับงบประมาณจากรัฐบาลมาจัดบริการสุขภาพให้ประชาชนเพียง (300-500)+(410-490)=790-990บาท ต่อประชากร จากค่าเฉลี่ย 1,112.50 บาทต่อประชากร 1 คน ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 122.5-322.5 บาทต่อประชากร 1 คน ทำให้จังหวัดหนองบัวลำภูที่ยากจนที่สุดในประเทศ ต้องขาดงบประมาณมาซื้อยาและจัดบริการประชาชนน้อยลงไปไม่ต่ำกว่า 124 ล้านบาท หรือไม่ต่ำกว่า 300 บาทต่อประชากร 1 คน ขณะที่ภาคกลางซึ่งมีค่าเฉลี่ยเงินเดือน 810 บาทต่อประชากร 1 คน ได้รับงบประมาณมาดูแลสุขภาพ (810-1670)+(410-490)=1,300-2,160 บาท จากค่าเฉลี่ย 1,112.50 บาทต่อประชากร 1 คน สูงกว่าค่าเฉลี่ย 187.5-1047.5 บาท ยังไม่นับรวมเงินจากแหล่งอื่น (ผู้ป่วยสิทธิข้าราชการและประกันสังคม) ที่มีอีก 1000 บาทต่อประชากร 1 คน แล้วอย่างนี้จะสร้างความเป็นธรรมให้กับประชาชนในชนบทได้อย่างไร ปัญหา 30 บาทรักษาทุกโรคจึงรอวันปะทุอย่างแน่นอน หากทีมงานดอกเตอร์ของ ดร.โอฬาร กุนซือทางด้านเศรษฐกิจของนายกรัฐมนตรีจะคิดได้เพียงแค่นี้ หรือหากเป็นเพราะจำต้องยอมจำนนต่ออำนาจของข้าราชการประจำเหนือความถูกต้องตามหลักวิชาการ ก็น่าเห็นใจ ดร.โอฬาร ที่เนื้อไม่ได้กินหนังไม่ได้รองนั่งต้องมาเสียคนตอนแก่ เสียภาพลักษณ์นักวิชาการไป และร่วมกับใครบางคนสร้างตราบาปครั้งยิ่งใหญ่ให้กับประชาชนผู้ยากไร้ เพราะหากจัดสรรตามที่ว่าจริงๆ ท่านไม่มีทางได้รับบริการที่มีคุณภาพ และเสมอภาคกันตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้และตามที่รัฐบาลประกาศไว้อย่างแน่นอน โปรดอย่าลืมว่าเสียงท่านเวลาออกเสียงเลือกตั้งก็มีค่าเท่ากับหนึ่งเสียงนะครับ และเตรียมร่วมมือกันฟ้องศาลปกครองได้ ทีมงานวิชาการชมรมแพทย์ชนบทยินดีให้ข้อมูลเต็มที่ หรือไม่ชาวชนบทก็ก้มหน้าก้มตายอมรับว่าบริการสุขภาพมี 2 มาตรฐาน เมืองไทยเป็นเมือง 2 นครา คือ "คนชนบทเจ็บป่วยไม่ต้องใช้ยา ไม่ต้องมีแพทย์ พยาบาลมากนักก็ได้ เพราะรัฐบาลมีเงินไม่พอ จึงควรออกกำลังกายมากๆ หมอพยาบาลในชนบทจะได้ไม่ต้องตรวจโรค ออกไปตรวจตลาดอย่าให้มีสารตกค้างในอาหารจะได้กินอาหารที่ปลอดภัย จะได้ไม่ต้องใช้เงินไปซื้อยาเครื่องมือแพทย์มาดูแลคนชนบทมากนัก จะได้เหลืองบประมาณไปจ้างหมอเฉพาะทางดีๆ มากๆ และซื้อเครื่องมือแพทย์แพงๆ และยาดีๆ ดูแลคนในเมืองและในภาคกลางได้พอเพียง" ก็ช่วยกันได้แค่นี้ละครับ
|
| กลับหน้าแรก |