การพนันกับมุมมองของสังคมไทย

โดย สังศิต พิริยะรังสรรค์ ที่ปรึกษาสถาบันวิจัยสังคมและเศรษฐกิจ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์  มติชนรายวัน  วันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9455

นโยบายการทำสถานการพนันให้ถูกกฎหมายของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ได้ทำให้ความคิดหรือมุมในการมองการพนันในสังคมไทยแตกออกเป็นสองขั้ว เป็นฝักฝ่ายอย่างชัดเจนอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

จากการประมวลความเห็นที่หลากหลายอยู่ในขณะนี้ อาจแบ่งกระแสความคิดออกได้เป็นสองมุมด้วยกันคือ

มุมมองแรกเป็นการมองการพนันในด้านบวก ผู้ที่ยืนกับความคิดแบบนี้มองการพนันว่าเป็นเครื่องมือที่นำไปสู่เป้าหมายทางด้านเศรษฐกิจ เพราะการพนันจะนำมาซึ่งการขยายตัวของอุตสาหกรรมบางประเภท เช่น การท่องเที่ยว อาหาร เครื่องดื่ม การก่อสร้าง ฯลฯ

การเพิ่มขึ้นของการจ้างงานในธุรกิจโรงแรม ห้องพัก อาหาร และสถานบันเทิง

ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติเพิ่มขึ้น เพราะรัฐบาลมีค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น ผลทวีคูณ(mulitiplier effect) ของการกระตุ้นบริโภคจากการที่รัฐบาลเพิ่มค่าใช้จ่าย และค่าใช้จ่ายในการบริโภคในอุตสาหกรรมการพนันที่เพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้รัฐบาลยังสามารถใช้สถานกาสิโนเป็นเครื่องมือในการรักษาเงินตราของประเทศที่รั่วไหลออกไปยังสถานกาสิโนที่ถูกกฎหมายในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งในปัจจุบันมีมากกว่า 30 แห่ง และที่รั่วไหลไปยังสถานกาสิโนที่มาเก๊า อังกฤษ ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา อีกเป็นจำนวนไม่ใช่น้อยในแต่ละปี

ยิ่งกว่านั้น รัฐบาลยังจะมีรายได้จากค่าสัมปทานและภาษี ซึ่งภาษีที่จะเกิดขึ้นมีทั้งภาษีทางตรง ซึ่งคิดจากผลกำไรของผู้ประกอบการ และภาษีทางอ้อม ซึ่งมีทั้งภาษีรายได้ ภาษีทรัพย์สิน ภาษีต่อหัวของพนักงาน ภาษีท้องถิ่นอื่นๆ และค่าธรรมเนียมการพนัน

ในท้ายที่สุดผู้ที่มองการพนันจากมุมนี้ยังเห็นว่ากาสิโนจะนำมาซึ่งการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การขยายสนามบิน การสร้างถนน การปรับปรุงระบบระบายน้ำ การปรับปรุงศูนย์การประชุม และการซ่อมแซมถนนหนทางต่างๆ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นประโยชน์กับการลงทุนและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทั้งสิ้น

อีกมุมมองหนึ่งเป็นการมองการพนันในด้านลบ ผู้ที่มีทรรศนะแบบนี้ส่วนใหญ่จะตอกย้ำว่าการพนันเป็นอบายมุข เป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับคำสอนของพระพุทธศาสนา เป็นปัญหาสังคม เป็นสิ่งชั่วร้าย เป็นเชื้อโรค

เป็นบ่อเกิดของความรุนแรงในครอบครัวและทำให้ครอบครัวแตกแยก

เป็นปัญหาความไม่สงบเรียบร้อยทั้งในครอบครัวและสังคม

เป็นการทำลายจริยธรรมในการทำงานทำให้คนคาดหวังความสำเร็จในชีวิตอย่างง่ายๆ จากการเสี่ยงการพนัน

เป็นบ่อเกิดของการก่ออาชญากรรม

เป็นการทำลายสถาบันครอบครัวและความเข้มแข็งของชุมชน การกระจายรายได้ในสังคมจะเลวร้ายลง เพราะกลุ่มชนชั้นกลางและชนชั้นล่างจะมีค่าใช้จ่ายในกิจกรรมการพนันสูงขึ้น

ยิ่งรัฐบาลคาดหวังการจัดเก็บภาษีจากการพนันมากขึ้นเพียงใด ก็จะยิ่งไม่ทำให้กิจกรรมการพนันขยายตัวและการกระจายรายได้เลวลงและสร้างปัญหาให้แก่สังคมมากขึ้น

รวมทั้งยังทำให้เกิดกลุ่มนักการพนันกลุ่มใหม่และมีปัญหาผู้ที่เป็นโรคติดการพนันในสังคมไทยสูงขึ้นด้วย

ผู้ที่มีมุมมองในด้านบวกต่อการพนันเห็นว่าการแทรกแซงของรัฐต่อธุรกิจนี้เป็นสิ่งจำเป็นเพราะเป็นการรักษาผลประโยชน์ของชาติ ขณะเดียวกันเมื่อรัฐมีรายได้มากขึ้นก็อาจนำรายได้ส่วนนี้ไปใช้ประโยชน์ให้แก่กิจกรรมทางด้านสาธารณะมากยิ่งขึ้น

ทรรศนะแบบนี้คล้ายคลึงกับทรรศนะของพวกตะวันตกจำนวนมากในสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่สองที่เห็นว่ารัฐบาลควรเข้ามาทำสถานกาสิโนให้ถูกกฎหมาย เพราะเป็นการแก้ปัญหาสังคม เป็นการรักษาความสงบเรียบร้อยทางสังคม และรัฐยังเป็นตัวกลางในการรักษาการแข่งขันของธุรกิจที่ถูกกฎหมายเหล่านี้ได้ด้วย

ข้อที่แตกต่างกันระหว่างผู้มีทรรศนะในแง่ลบต่อการพนันของสังคมตะวันตกกับของสังคมไทยก็คือพวกตะวันตกที่เห็นว่าการพนันเป็นสิ่งชั่วร้ายหลังสงครามโลกครั้งที่สองเห็นว่ารัฐควรเข้ามาควบคุมการพนันโดยการทำกาสิโนให้ถูกกฎหมายเช่นเดียวกับพวกที่มีทรรศนะด้านบวกต่อการพนัน แต่สำหรับสังคมไทยแล้ว ผู้ที่เห็นว่าการพนันเป็นเชื้อโรค ต้องการให้รัฐเข้ามาควบคุมการพนันโดยมิใช่ทำให้ถูกกฎหมาย หากแต่ต้องการให้รัฐบาลใช้นโยบายปราบปรามสถานการพนันและห้ามมิให้มีสถานการพนันที่ถูกกฎหมายขึ้น

คำถามสำคัญก็คือ ทำไมคนไทยจำนวนมากจึงไม่ต้องการให้มีสถานการพนัน หรือกาสิโนหรือเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ (Entertainment complex) ในสังคมไทย?

ดูเหมือนว่าความเชื่อความศรัทธาและความผูกพันกับพระพุทธศาสนาที่มีมาเป็นเวลาช้านานจนกระทั่งตกผลึกกลายเป็นโครงสร้างส่วนลึกของสังคมไทยจะมีอิทธิพลและเป็นพลังที่หนักแน่นที่สุดที่ปฏิเสธการพนันอย่างเด็ดขาดในฐานะที่เป็นหนึ่งใน "อบายมุข" ซึ่งพระพุทธศาสนาถือว่าเป็นหนทางแห่งความเสื่อมหรือหนทางแห่งความฉิบหาย

นอกจากนี้ก็เป็นเพราะคนไทยจำนวนมากยังขาดความศรัทธาและความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐที่ทำหน้าที่รับผิดชอบในเรื่องนี้โดยตรงคือ ตำรวจ จากการศึกษาพบว่าคนไทยจำนวนมากยังหวั่นเกรงว่านักการเมืองอาจจะมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับนโยบายการทำกาสิโนให้ถูกกฎหมาย หรือมีการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบายเกิดขึ้น

นอกจากนี้คนไทยจำนวนมากก็ไม่เชื่อมั่นว่าตำรวจจะทำหน้าที่บังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพกับสถานกาสิโน

ข้อขัดแย้งทางด้านความคิดในเรื่องการทำการพนันให้ถูกกฎหมายสะท้อนให้เห็นมุมมองของคนส่วนใหญ่ในสังคมไทยยังเป็นแบบ "หน้าที่นิยม" (Functionalism) ที่มองว่าการพนันสามารถทำหน้าที่อะไรในสังคม

ข้อที่น่าสังเกตก็คือมุมมองทั้งสองแบบยังไม่ใคร่ให้ความสนใจกับการศึกษาโครงสร้างอำนาจทางการเมืองที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับธุรกิจการพนัน

มุมมองแบบโครงสร้างนิยม(Structuralism) ของสำนักเศรษฐศาสตร์การเมือง อาจช่วยทำให้กรอบการคิดของสังคมไทยกว้างขวางขึ้น

มุมมองแบนี้จะโยงความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจกับปัจจัยทางด้านการเมืองเข้าด้วยกัน

กล่าวคือมองว่านโยบายทำการพนันให้ถูกกฎหมายของรัฐบาลเป็นการสนองอำนาจและผลประโยชน์ของกลุ่มทุนข้ามชาติกับกลุ่มทุนผูกขาดในประเทศ การพนันที่ถูกกฎหมายเป็นความสัมพันธ์เชิงผลประโยชน์ระหว่างทุน นักการเมืองและรัฐ และการที่รัฐหันมาส่งเสริมให้การพนันถูกกฎหมายเพราะรัฐมีรายจ่ายมากขึ้นอันเนื่องจากรัฐมีนโยบายและค่าใช้จ่ายเกินตัว ทำให้รัฐมองว่าการพนันน่าจะเป็นแหล่งที่มาของ "ภาษีที่มองไม่เห็น" หรือภาษีที่ผู้บริโภคเต็มใจจ่ายเป็นอย่างยิ่ง

นอกจากนี้สังคมไทยยังมิได้มีการศึกษาและอภิปรายการพนันจากมิติทางด้านวัฒนธรรมอย่างเพียงพอ เช่นคำถามที่ว่าการพนันโดยตัวของมันเองเป็นสิ่งชั่วร้ายเสมอไปหรือไม่?

ทำไมคนไทยจึงชอบเล่นการพนัน?

พฤติกรรมและจุดมุ่งหมายในการเล่นการพนันของคนไทยในยุคก่อนทุนนิยมกับยุคทุนนิยมแตกต่างกันอย่างไร?

การพนันเป็นปัญหาของตัวคนเล่นหรือเป็นปัญหาของตัวสังคม?

ความสัมพันธ์ระหว่างการพนันกับชุมชนและชนชั้นในสังคมเป็นอย่างไร?

โดยสรุป การศึกษาและการถกเถียงเรื่องการพนันในสังคมไทยยังอยู่ในระยะเริ่มต้นการพิจารณาและตัดสินใจเชิงนโยบายในเรื่องนี้ยังไม่ควรด่วนสรุปจนเกินไป เพราะสถานการณ์ยังไม่สุกงอมพอ

การอาศัยความรู้มาเป็นฐานของการกำหนดนโยบายสาธารณะในเรื่องนี้มีความสำคัญรวมทั้งการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการสะท้อนความเห็นและให้ข้อเสนอแนะแก่รัฐบาลก็เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

และเป็นหลักประกันที่ดีที่สุดสำหรับสังคมไทยทั้งในปัจจุบันและอนาคต

หน้า 6

 

กลับหน้าแรก