เศรษฐกิจไทย พึ่งตนเองได้มากขึ้นหรือไม่

ดุลยภาพดุลยพินิจ  โดย ผาสุก พงษ์ไพจิตร  มติชนรายวัน  วันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9455

เรื่อง "ต่างมุมมอง" ระหว่างรัฐบาลกับสภาพัฒน์กรณีการคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจปี 2546 ดูเสมือนว่าจะเป็นความขัดแย้งกันเรื่องความตั้งใจและเป็นการทะเลาะกันเรื่องตัวเลขประมาณการ

แต่ลึกๆ แล้วทั้งสองฝ่ายมีสมมติฐานเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

นายกฯบอกว่าเศรษฐกิจจะโตได้ถึงร้อยละ 6 ขอให้มาดูนโยบายของรัฐบาล รัฐบาลทำได้ แต่สภาพัฒน์ย้ำให้เห็นความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ซึ่งส่งผลให้คาดการณ์ได้เพียงร้อยละ 3.5-4.5

นายกฯบอกให้ดูนโยบายและสภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศ และรัฐบาลกำลังทำงานหนักเพื่อเร่งเครื่อง แต่สภาพัฒน์ให้มองภาวะเศรษฐกิจ "ภายนอก" และเห็นว่าค่อนข้างจะมืดมน

ดังนั้น ความแตกต่างจึงมากกว่าความตั้งใจที่ต่างกัน หรือความไม่ลงรอยกันเรื่องตัวเลข แต่เป็นเรื่องความเข้าใจภาวะจริงๆ ของเศรษฐกิจไทยที่แตกต่างกัน

ความใฝ่ฝันของนายกฯค่อนข้างชัดเจนและเราควรปรบมือให้ 2-3 ปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยสุ่มเสี่ยงกับปัจจัยภายนอกประเทศมากขึ้นๆ โดยเฉพาะปัญหาที่มากับเงินเก็งกำไรจำนวนมหาศาล ความไม่แน่นอนในอารมณ์ความรู้สึกของนักลงทุน และการปรับเปลี่ยนค่าเงินของประเทศที่เป็นคู่แข่งส่งออกสินค้าประเภทเดียวกับไทย

นายกฯต้องการให้เศรษฐกิจไทยพึ่งพาตัวเองได้มากขึ้นและมีภูมิคุ้มกันจากความผันผวนของเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ดังนั้น จึงพูดถึงความสำคัญของนโยบายเศรษฐกิจที่จะทำให้ไทยพึ่งตนเองได้ สร้างธุรกิจที่มาจากรากฐานของทักษะและวัตถุดิบภายในประเทศ

นายกฯหวังที่จะกระตุ้นให้เกิดนักธุรกิจหรือผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่จะประสบความสำเร็จได้เช่นตัวเอง

แต่ความจริงก็คือ นับเนื่องจากวิกฤตเศรษฐกิจ พ.ศ.2540 เศรษฐกิจไทยกลับมีความสุ่มเสี่ยงกับภาวะเศรษฐกิจภายนอกมากขึ้น

ตัวชี้ง่ายๆ คือ สัดส่วนของมูลค่าสินค้าออกต่อจีดีพี ก่อนวิกฤตเศรษฐกิจสัดส่วนนี้คือร้อยละ 40 ขณะนี้อยู่ระหว่างร้อยละ 60-70 ซึ่งนับว่าเป็นความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ

นอกจากนั้นเรายังพึ่งพิงเงินลงทุนต่างประเทศมากขึ้น เศรษฐกิจไทยได้รับเงินลงทุนจากต่างประเทศในช่วง 5 ปี 2541-2545 เป็นมูลค่ามากกว่าที่เกิดขึ้นในช่วงเวลา 13 ปี เริ่มจาก พ.ศ.2528

ดังนั้น สภาพัฒน์จึงมีประเด็นที่ให้ความสำคัญกับปัจจัยภายนอก ในการประมาณการว่าเศรษฐกิจไทยปี 2546 จะโตเท่าไร เพราะปัจจัยภายนอกจะเป็นขีดจำกัดต่อนโยบายภายใน

อย่างไรก็ตาม เราอาจจะตั้งคำถามด้วยว่า จริงๆ แล้วนโยบายของรัฐบาลที่ผ่านมาได้ช่วยทำให้เศรษฐกิจไทยพึ่งตนเอง โตจากปัจจัยภายในประเทศและลดความสุ่มเสี่ยงกับความผันผวนของปัจจัยภายนอกหรือไม่?

จนถึง ณ จุดนี้ คำตอบคือ "ไม่"

รัฐบาลพยายามให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบเคนส์ คือยอมเป็นหนี้อัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยใช้งบประมาณขาดดุล และโดยการเพิ่มสินเชื่อในระบบเศรษฐกิจผ่านมาตรการต่างๆ เพื่อดึงเงินที่กองอยู่ในธนาคารให้ออกมาหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ผลก็คือ การบริโภคกลับคืนสู่ระดับปี 2539

ในทางทฤษฎีการบริโภคที่เพิ่มขึ้นนี้น่าจะจูงใจให้ผู้ประกอบการลงทุนเพิ่ม และในท้ายที่สุดเศรษฐกิจก็จะเจริญเติบโตได้มากกว่าที่รัฐบาลลงแรงไปกระตุ้นเศรษฐกิจมากๆ

แต่ดังที่ศาสตราจารย์อัมมาร สยามวาลา นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังตั้งข้อสังเกตไว้ เมื่อปีที่แล้วรัฐบาลอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบเศรษฐกิจถึงประมาณร้อยละ 4 ของจีดีพีและได้รับกลับมาเป็นจีดีพีโตเพียงร้อยละ 5

ทำไมจีดีพีไม่โตมากกว่านี้?

คำตอบอยู่ที่ธนาคาร ในอดีตธนาคารเป็นกลไกซึ่งผันเงินออมไปสู่การลงทุน โดยให้สินเชื่อแก่นักธุรกิจ แต่ขณะนี้ธนาคารยังฝันหนีดีฝ่อจากภาวะเศรษฐกิจวิกฤต พ.ศ.2540 และถูกจำกัดด้วยกฎเกณฑ์การให้กู้ใหม่ๆ ที่เข้มงวดมากขึ้น

ช่วง 5 ปีที่ผ่านมาธนาคารลดสินเชื่อทุกรูปแบบ จนขณะนี้การให้สินเชื่อลดลงประมาณครึ่งหนึ่งของระดับปี พ.ศ.2540 เท่านั้น

แล้วธนาคารอยู่ได้อย่างไร?

อยู่ได้ด้วยการให้สินเชื่อบัตรเครดิตระยะสั้น ให้รัฐบาลยืมเงินไปใช้ และลงทุนพันธบัตรต่างประเทศ

แต่การลงทุนภาคเอกชนยังต่ำอยู่ หมายความว่าการบริโภคที่เพิ่มขึ้นและซึ่งเกิดจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลนั้น ส่งผลสำคัญ 2 ประการ

หนึ่ง เพิ่มการนำเข้า ผู้คนมีเงินใช้สอยมากขึ้น แต่นักธุรกิจภายในประเทศไม่อาจผลิตเพื่อสนองความต้องการอย่างเพียงพอ ผู้คนจึงสนองความต้องการโดยซื้อสินค้านำเข้า มูลค่าสินค้านำเข้าพุ่งขึ้นทันทีทันใดจากปลายปี 2544 เมื่อนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเงินในกระเป๋าผู้บริโภค

สอง การบริโภคที่เพิ่มขึ้น กระตุ้นให้นักลงทุนต่างชาติยิ่งเข้ามาลงทุน ถ้าผู้คนใช้จ่ายมากขึ้นแล้วผู้ผลิตในประเทศไม่อาจสนองความต้องการได้ ก็เปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาทำทดแทนแล้วได้กำไรไป แม้ว่าส่วนหนึ่งของเงินลงทุนเป็นการผลิตสินค้าส่งออก แต่จำนวนมากทีเดียวสนองความต้องการของตลาดภายใน และแม้จะผลิตเพื่อส่งออกแต่มูลค่าเพิ่มที่ตกอยู่ในประเทศไม่สูงนัก เพราะว่าสัดส่วนของการผลิตมักใช้วัตถุดิบเป็นสินค้านำเข้าในอัตราสูง (ประมาณร้อยละ 40-50)

มูลค่าสินค้านำเข้าที่เพิ่มสูงขึ้น และส่วนใหญ่เป็นไปเพื่อการบริโภคไม่เป็นผลดีกับระบบเศรษฐกิจโดยรวม รัฐบาลดำเนินมาตรการงบประมาณขาดดุลอยู่แล้ว ถ้าหากเกิดดุลบัญชีการค้าขาดดุลตามด้วยดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลขึ้นมาอีก เราก็อาจจะต้องผจญกับวิกฤตเศรษฐกิจอีกครั้ง

แต่เศรษฐกิจไทยยังไม่ถึงกับไร้น้ำยาเสียทีเดียว ปีที่แล้วการส่งออกเป็นที่น่าพอใจและช่วยเศรษฐกิจไทยไว้ได้ ไม่มีใครคาดว่าการส่งออกของไทยจะเฟื่องฟูหลังเหตุการณ์ 11 กันยายน และเศรษฐกิจสหรัฐและโลกถดถอย แต่มูลค่าส่งออกเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 16-18 ในช่วงสามเดือนสุดท้ายของปี 2545 ดังนั้นในปีที่แล้วการส่งออกจึงยังมากกว่าการนำเข้า ทำให้เรามีดุลการค้าเกินดุล

ภาวะดุลการค้าเกินดุลและการทำงานหนักของธนาคารแห่งประเทศไทย ทำให้เรามีเงินทุนสำรองมากพอจนอาจจะจ่ายเงินชำระหนี้ไอเอ็มเอฟได้ก่อนกำหนด จนนายกฯกล่าวว่า เป็นเพราะเรามีสติปัญญาจะคิดแก้ปัญหาด้วยตัวเราเอง เศรษฐกิจไทยพึ่งตนเองได้มากขึ้น

แต่ความจริงก็คือว่า เศรษฐกิจไทยกลับพึ่งพาสินค้าออกและการลงทุนจากต่างประเทศมากขึ้นกว่าก่อนวิกฤต

นอกจากนั้น หากพิจารณาการส่งออกอย่างๆ ลึกแล้ว จะพบว่าสาขาที่เจริญเติบโตล้วนแล้วแต่เป็นอุตสาหกรรมที่บรรษัทข้ามชาติเป็นผู้ผลิต

รัฐบาลต้องลงทุนส่งเสริมสาขาส่งออกเป็นอย่างมาก (โดยเฉพาะการท่องเที่ยว) และยังต้องเอาใจนักลงทุนต่างชาติด้วย

(เช่นในกรณียกเลิก พ.ร.บ.เพื่อควบคุมการค้าปลีกยักษ์ใหญ่ของต่างชาติ)

อย่างไรก็ตามไม่ได้หมายความว่านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจแบบเคนส์ของรัฐบาลไม่ถูกต้อง และไม่ได้หมายความว่าที่รัฐบาลฝันอยากเป็นไทกับตัวเอง พึ่งตนเองได้และเศรษฐกิจเจริญเติบโตจากปัจจัยภายในเป็นสิ่งที่ผิด ทำมาถูกทางแล้ว ตรงนี้ขอปรบมือให้

แต่หากจะเพิ่มจีดีพีให้ได้ในอัตราสูงกว่าร้อยละ 5 รัฐบาลต้องสำแดงมาตรการใหม่ๆ วิธีการใหม่ๆ ที่จะส่งผลให้การบริโภคที่ขยายตัว แปลงเป็นการลงทุนภายในประเทศเพิ่มขึ้นให้ได้อย่างมีนัยสำคัญ คือต้องทำให้ธนาคารเพิ่มสินเชื่อให้ได้

หากยากเกินไปเพราะมีขีดจำกัดจากปัจจัยภายนอกที่เหลือกำลัง ใคร่เสนอแนะให้ท่านนายกฯทำใจยอมรับจีดีพีโตร้อยละ 4-5 สำหรับปี 2547 อย่างที่นักธุรกิจจำนวนมากยอมรับอยู่ในขณะนี้

และใช้เวลามุ่งไปที่ทำอย่างไรจะให้เยาวชนไทยซึ่งเป็นพลังในอนาคตได้มีการศึกษาและทักษะที่จะก้าวทัน และจัดการกับโลกาภิวัตน์ได้ ความพยายามในเรื่องการศึกษาจะให้ผลในระยะยาวมากกว่า เพราะเป็นการลงทุนลงแรงที่คุ้มค่า

และนายกฯก็จะอยู่เป็นรัฐบาลได้นานๆ ดังหวัง

หน้า 6

 

กลับหน้าแรก