|
ต้องสร้างความเชื่อมั่นว่า...
สามารถจำกัดโรคระบาดในไก่ได้
ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์, PiyasvastiA@k-asset.co.th กรุงเทพธุรกิจ วันพุธที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2547 ปัญหาการระบาดของโรคในไก่ และการพบผู้ติดเชื้อโรคไข้หวัดนก ในประเทศไทยและประเทศอื่นในภูมิภาคนี้ ได้สร้างความปั่นป่วนพอสมควรให้แก่ตลาดหลักทรัพย์ไทย และทำให้นักลงทุนจำนวนไม่น้อยวิตกกังวลว่า จะมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจไทย แม้ว่าท่านนายกฯ ยังคาดว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้ยังขยายตัวได้ในระดับ 8% โดยปัญหาโรคในไก่มีผลกระทบต่อ GDP เพียง 0.1% และต่อการส่งออก 0.4% เท่านั้น แต่ดัชนีราคาหุ้นในตลาดไทยในช่วงสัปดาห์ก่อนได้ลดลงถึง 24 จุด เหลือ 754.44 ณ วันที่ 23 ม.ค.2547 ผมได้รับคำถามมากพอสมควรว่า ควรทำอย่างไรกับการลงทุนในหุ้นหรือกองทุนรวมที่เป็นกองทุนหุ้น ควรขายก่อนแล้วค่อยกลับมาซื้อในภายหลังหรือไม่ คำตอบที่ผมให้ก็คือ ถ้าเป็นการลงทุนระยะปานกลางและระยะยาว เช่นหนึ่งปี ไม่ควรวิตกกังวลกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจนเกินไป เพราะปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจไทยยังดีอยู่ และเชื่อว่ารัฐบาลจะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้โดยเร็ว เพื่อมิให้ปัญหาการติดเชื้อไข้หวัดนกระบาดแพร่ในคนในวงกว้าง โดยจำกัดขอบเขตของปัญหาอยู่เฉพาะในอุตสาหกรรมไก่ ในปัจจุบัน ไทยส่งออกไก่ปีละ 36,000 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 1.16% ของการส่งออกไทยรวมทั้งหมดหรือประมาณ 0.6% ของ GDP แม้ว่าตลาดส่งออกไก่หลักๆ ของไทยคือ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ สหภาพยุโรป ได้ประกาศห้ามนำเข้าสัตว์ปีกจากไทยเป็นการชั่วคราว หากภาครัฐสามารถแก้ปัญหาและสามารถเรียกความเชื่อมั่นกลับมา ระยะเวลาในการสั่งห้ามจะสั้น โดยเฉพาะวงจรไก่ มีระยะเวลาเพียง 45 วัน ผลกระทบจึงไม่น่ามาก ส่วนทางด้านเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ จะได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐ และพักหนี้ให้ 5 ปี ซึ่งจะบรรเทาผลกระทบทางด้านการใช้จ่ายในประเทศได้บางส่วน ฉะนั้นประเด็นสำคัญคือรัฐบาลไทยและประเทศอื่นที่ประสบปัญหา สามารถจำกัดและควบคุมการแพร่ระบาดได้รวดเร็วเพียงใดทั้งในกลุ่มของสัตว์ปีก และการแพร่ระบาดสู่คน แม้จะไม่เคยปรากฏหลักฐานว่ามีการแพร่เชื้อจากคนที่ป่วยสู่คนอื่นในอดีตที่ผ่านมา แต่นักการแพทย์และนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า หากเชื้อไข้หวัดนกในคนเกิดการกลายพันธุ์ ก็อาจจะเกิดการติดต่อจากคนสู่คนได้ ซึ่งมีโอกาสที่จะเกิดการระบาดใหญ่ไปทั่วโลก (Pandemic) เพื่อแก้ไขปัญหาและสร้างความมั่นใจให้กลับคืนมา รัฐบาลไทยจำเป็นต้องออกมาตรการที่เฉียบขาด เพื่อควบคุมการระบาดของโรค และป้องกันมิให้มีการแพร่ระบาดในคน รวมทั้งการกระจายปัญหาไปสู่อุตสาหกรรมและธุรกิจอื่น แม้ว่าในระยะสั้นมาตรการดังกล่าวอาจมีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมไก่อย่างรุนแรงก็ตาม ถ้ามาตรการที่ออกมามีความชัดเจน ความเชื่อมั่นจะกลับคืนมาอย่างค่อนข้างรวดเร็ว และผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจะไม่มาก ดังเช่นในกรณีของไข้หวัดซาร์ส นักลงทุนที่ได้กำไรจากการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ในปี 2546 มากที่สุดกลุ่มหนึ่งคือ ผู้ที่ซื้อหุ้นในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของซาร์ส และเมื่อเป็นที่ชัดเจนว่า ประเทศต่างๆ มีมาตรการที่ชัดเจนสามารถควบคุมไข้หวัดซาร์สได้ ราคาหุ้นก็ปรับตัวขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ราคาหุ้นไม่ได้รอจนไม่มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้น ในกรณีนี้ก็เช่นเดียวกัน ราคาหุ้นและความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนจะกลับคืนมาเมื่อทุกคนมั่นใจว่า สถานการณ์ไม่ลุกลามและรัฐสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ รวมทั้งปัญหาไข้หวัดไก่ในประเทศอื่นไม่ลุกลาม ในกรณีเช่นนี้ การที่จะขายหุ้นออกไปก่อนแล้วกลับเข้ามาซื้อในภายหลังเมื่อราคาอ่อนตัวลงก็มีความเสี่ยงสูง เพราะอาจเข้ามาซื้อไม่ทัน โดยเฉพาะในตลาดขาขึ้นเช่นในปัจจุบัน แม้ว่าผลกระทบของปัญหาโรคในไก่ต่อ GDP อยู่ในระดับที่สูงกว่าที่คาด เช่น 0.3% แต่ระดับการขยายตัวของ GDP ก็น่าจะยังอยู่ในระดับเกิน 7% ในปี 2547 และความเห็นของผมเกี่ยวกับทิศทางของตลาดหลักทรัพย์ไทยยังไม่เปลี่ยนแปลง คือแนวโน้มในระยะปานกลางยังขึ้นต่อไป แม้ว่าการบริโภคของประชาชนอาจไม่เพิ่มขึ้นมากเหมือนในปี 2546 แต่การลงทุนจำนวนมหาศาลทั้งของภาคเอกชนและรัฐ จะเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยที่สำคัญ โดยเฉพาะโครงการทางด้านโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น เช่น ระบบขนส่งมวลชน เมืองใหม่ โรงไฟฟ้า และน้ำ เป็นต้น ซึ่งผมคาดว่าต้องใช้เงินลงทุนกว่า 2 ล้านล้านบาทในช่วง 6 ปีข้างหน้านี้ โดยการลงทุนนี้จะเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงมากตั้งแต่ปลายปีนี้เป็นต้นไป การลงทุนที่เพิ่มขึ้นมากนี้ อาจมีผลทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลน้อยลงหรือเริ่มขาดดุลได้ในอนาคตดังที่ ธปท.ได้แสดงความวิตกกังวล แต่ปัญหานี้ยังไม่น่าจะเกิดขึ้นในปีนี้ สิ่งที่ต้องไม่ลืมคือการลงทุนที่มีประสิทธิภาพนั้นจะก่อให้เกิดผลผลิตเพิ่มขึ้นในอนาคต ซึ่งแตกต่างจากการบริโภค แต่การบริโภคที่เพิ่มขึ้นจากการใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยของประชาชนนั้น ไม่เพียงพอที่จะทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล ฉะนั้นประเด็นที่สำคัญในการบริหารนโยบายเศรษฐกิจส่วนรวม คือ การกำกับดูแลให้มีการลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ มากกว่าการป้องกันไม่ให้ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล อีกประเด็นที่มีการหยิบยกขึ้นมาบ่อยขึ้นคือ การคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้น ซึ่งจะมีผลต่อทั้งราคาหุ้น การลงทุน และภาระหนี้สินของครัวเรือน แม้ว่าการลงทุนจำนวนมหาศาลของทั้งภาครัฐและเอกชน จะทำให้อัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงินทยอยปรับตัวขึ้นในระยะปานกลาง แต่การปรับตัวขึ้นคงจะค่อนข้างช้า โดยเฉพาะดอกเบี้ยระยะสั้น เช่น อัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร เพราะธนาคารพาณิชย์ยังมีสภาพคล่องเหลือเป็นจำนวนมาก ทำให้มีการแข่งขันอย่างรุนแรงในการให้กู้เงิน ธุรกิจต่างๆ ออกหุ้นกู้จำนวนมากในปี 2546 แต่ในขณะนี้หลายรายเลิกล้มแผนออกหุ้นกู้ เพราะได้รับอัตราดอกเบี้ยที่ดีมากจากธนาคารพาณิชย์ ในขณะเดียวกันก็ยังมีเม็ดเงินใหม่ที่ไหลเข้ามาในเงินฝากธนาคารและจำเป็นต้องหาแหล่งลงทุน ดังเช่นกองทุนรวมหุ้นบุริมสิทธิ-หุ้นกู้ด้อยสิทธิของธนาคารกสิกรไทย (SLIPS) จำนวน 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งครบกำหนดไถ่ถอนในวันที่ 12 ม.ค.2547 และจะตามมาด้วยการครบกำหนดไถ่ถอนของหุ้นกู้ของบริษัทเอกชนและธนาคารอื่นอีกในปี 2547 และเนื่องจากผู้ลงทุนต่างก็คาดว่า อัตราดอกเบี้ยจะค่อยๆ ปรับขึ้น จึงไม่ค่อยอยากลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาว แต่เลือกตราสารหนี้ระยะสั้น เช่น 3 ปีมากกว่า ทำให้อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นปรับขึ้นยาก โดยสรุปก็คือปัญหาหนี้สินของครัวเรือน ยังไม่เป็นปัญหาที่น่าเป็นห่วง เพราะดอกเบี้ยระยะสั้นยังไม่เพิ่มขึ้น และถ้าเพิ่มขึ้นก็เพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ ฉะนั้นภาพรวมของเศรษฐกิจไทยในระยะปานกลางยังดีมาก การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์จึงยังเป็นการลงทุนที่น่าสนใจ และราคาหุ้นที่ลดลงจากปัญหาโรคระบาดในไก่ อาจเป็นโอกาสที่ดีที่นักลงทุนจะพิจารณาเพิ่มการลงทุนเมื่อสถานการณ์เริ่มมีความชัดเจนขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน สำหรับผู้ที่ไม่สามารถรับความผันผวนและความไม่แน่นอนของตลาดหุ้นได้ และต้องการลงทุนในช่วงเวลาที่ไม่สั้นเกินไป การลงทุนในตราสารหนี้ยังเป็นทางเลือกที่น่าสนใจเมื่อเทียบกับการฝากเงินในธนาคาร แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงินจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นในช่วงสามปีนี้ก็ตาม บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกสิกรไทย จำกัด คาดว่า อัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารจะค่อยๆ เพิ่มขึ้น โดยอัตราผลตอบแทนจากการฝากเงินธนาคารเป็นเวลา 5 ปี จะอยู่ในระดับร้อยละ 2.5 ต่อปี ในขณะที่หุ้นกู้เอกชนระยะเวลาใกล้เคียงกันให้ผลตอบแทนในช่วง 2.8-4.8% ต่อปี หรือในกรณีที่ซื้อกองทุนรวมตราสารหนี้ระยะเวลาประมาณ 5 ปี ซึ่งประกอบด้วยหุ้นกู้ที่มีระดับความน่าเชื่อถือ A- ขึ้นไป น่าจะได้ผลตอบแทนสุทธิประมาณ 3.4% ต่อปี มาตรการที่เฉียบขาด รวดเร็ว รวมทั้งการเปิดเผยข้อมูลที่แท้จริง จะเป็นปัจจัยหลักในการป้องกันมิให้ปัญหาโรคระบาดในไก่กระจายไปสู่อุตสาหกรรมและธุรกิจอื่น รวมทั้งการแพร่ระบาดในคน ถ้ามาตรการที่จะออกมามีความชัดเจน ความเชื่อมั่นจะกลับคืนมาค่อนข้างรวดเร็ว และผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและตลาดทุนจะไม่รุนแรง
|
| กลับหน้าแรก |