Consumption-Led Growth

รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์, จากท่าพระจันทร์ถึงสนามหลวง  โดย ผู้จัดการออนไลน์  วันพุธที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2547

ธนาคารแห่งประเทศไทย แสดงความกังวลเกี่ยวกับการเติบโตของการใช้บัตรเครดิต (Credit Card) ทั้งนี้เนื่องจากมีการแข่งขันในการออกบัตรเครดิตอย่างรุนแรง แต่เดิมบัตรเครดิตออกโดยสถาบันการเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งธนาคารพาณิชย์ ต่อมานิติบุคคลที่มิใช่ธนาคารพาณิชย์ กระโดดเข้ามาร่วมวงไพบูลย์ ในการออกบัตรเครดิตแข่งขันด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Department Stores และ Supermarkets ขนาดใหญ่ในปัจจุบัน บัตรเครดิตที่ออกโดยธนาคารพาณิชย์มีเพียง 2.86 ล้านบัตร ส่วนที่ออกโดยสถาบันที่มิใช่ธนาคารพาณิชย์มีถึง 3.57 ล้านบัตร รวมทั้งสิ้น 6.43 ล้านบัตร

ธนาคารแห่งประเทศไทยควบคุมและกำกับการออกบัตรเครดิตได้เฉพาะส่วนที่ออกโดยสถาบันการเงิน มิอาจควบคุม และกำกับการออกบัตรเครดิต ของนิติบุคคลที่มิใช่สถาบันการเงิน การควบคุมและกำกับเน้นเพียง 2 จุด จุดแรกได้แก่ การกำหนดรายได้ขั้นต่ำของผู้มีสิทธิถือบัตรเครดิต จุดที่สองได้แก่ การควบคุมอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิต

พัฒนาการของสังคมเศรษฐกิจไทย ทำให้บัตรเครดิตขับเคลื่อนเข้ามาแทนที่ธนบัตร เหรียญกษาปณ์ และเช็คในฐานะสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน แต่การมีสิทธิใช้บัตรเครดิต อาจมีผลในการกระตุ้นให้มีการใช้จ่ายเกินตัว เพราะเปิดช่องให้มีการซื้อสินค้าและบริการก่อนการชำระเงิน ในแง่นี้การขยายตัวของการใช้บัตรเครดิต จึงมีผลต่อการเติบโตของลัทธิบริโภคนิยม (Consumerism) และนี่เองเป็นที่มาของความกังวลของธนาคารแห่งประเทศไทย

เมื่อเกิดวิกฤตการณ์การเงิน 2540 ธุรกิจบัตรเครดิตต้องเผชิญปัญหาในการประกอบการ เนื่องจากลูกค้าสิ้นฐานะในการชำระหนี้ ต่อเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัว ธุรกิจบัตรเครดิตก็ฟื้นตัวตามไปด้วย มีการขยายตลาดเพื่อให้ประชาชนระดับล่างใช้บัตรเครดิตมากขึ้น อันเป็นเหตุให้มีการแข่งขัน ระหว่างผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตอย่างรุนแรง ในขณะเดียวกัน ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตบางราย เอาเปรียบลูกค้าอย่างไม่ละอาย ด้วยการคิดดอกเบี้ยในอัตราสูงลิบลิ่ว จนธนาคารแห่งประเทศไทยต้องควบคุมมิให้มีการคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อไป

รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เลือกใช้กลยุทธ์ในการกระตุ้นให้ประชาชนเพิ่มการใช้จ่ายในการบริโภค เพื่อให้เศรษฐกิจฟื้นตัวจากวิกฤตการณ์การเงิน 2540 กลยุทธ์ดังกล่าวนี้รู้จักกันในวงวิชาการเศรษฐศาสตร์ว่า Consumption-Led Growth การเพิ่มการใช้จ่ายโดยการใช้บัตรเครดิตเป็นหนทางหนึ่งในการเพิ่มรายจ่ายในการบริโภค ด้วยเหตุดังนั้น จึงมีการลดระดับรายได้ขั้นต่ำของผู้มีสิทธิถือบัตรเครดิต จากระดับเดือนละ 25,000 บาท เหลือเพียงเดือนละ 15,000 บาท

นอกจากการส่งเสริมการใช้จ่ายของประชาชน ด้วยการผ่อนคลายเงื่อนไขในการใช้บัตรเครดิตแล้ว รัฐบาลทักษิณยังผ่อนคลายเงื่อนไขในการซื้อสินค้าผ่อนส่งอีกด้วย รัฐบาลนายชวน หลีกภัย ได้ใช้มาตรการนี้มาก่อนแล้ว ด้วยการกำหนดให้การซื้อรถยนต์ผ่อนส่ง ไม่ต้องจ่ายเงินดาว (Dow Payment) ทั้งนี้เพื่อโอบอุ้มอุตสาหกรรมรถยนต์ รัฐบาลทักษิณ สานต่อมาตรการนี้ ด้วยการโอบอุ้มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และบ้านจัดสรร ด้วยการลดวงเงินดาวขั้นต่ำ ที่ต้องจ่ายในการซื้อผ่อนส่ง

การกำหนดให้สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลรับแทงหวย แม้จะมีเจตนารมณ์ในการทำลายกิจการหวยใต้ดิน ด้วยการนำหวยใต้ดินขึ้นบนดิน แต่มีผลในการส่งเสริมการใช้จ่ายด้านอบายมุขโดยปราศจากข้อกังขา แม้การใช้จ่ายด้านอบายมุขจะเกื้อกูลให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ แต่สร้างต้นทุนแก่สังคม (Social Cost) ที่สูงยิ่ง

การกระตุ้นการใช้จ่ายในการบริโภคมิได้จำกัดเฉพาะภาคนาคร (Urban Sector) หากครอบคลุมถึงภาคชนบท (Rural Sector) ด้วย รัฐบาลทักษิณเลือกใช้ยุทธศาสตร์การพัฒนาทวิวิถี (Dual-Track Development Strategy) ด้านหนึ่งยึดยุทธศาสตร์การพัฒนาแบบเปิด (Outward Orientation) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก (Export-Oriented Industrialization) และเดินตามฉันทมติแห่งวอชิงตัน (Washington Consensus) อีกด้านหนึ่งให้ความสำคัญแก่การพัฒนาชนบท มีการอัดฉีดการเติบโตสู่ชนบทในลักษณะ Rural Keynesianism พร้อมกันนั้น ก็มีนโยบายส่งเสริมธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ทั้งในภาคนาครและภาคชนบท

การอัดฉีดเงินให้ประชาชนในระดับรากหญ้าสำหรับในภาคนาคร อาศัยแนวความคิดว่าด้วย ธนาคารประชาชน โดยมอบหมายให้ธนาคารออมสิน ดูแลพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่แผงลอย ในภาคชนบท มีโครงการพักหนี้เกษตรกร ซึ่งธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เป็นผู้รับผิดชอบ พร้อมกันนั้นก็มีการจัดตั้งกองทุนหมู่บ้าน

มาตรการในการอัดฉีดเงินให้ประชาชนในระดับรากหญ้า แม้จะมีวัตถุประสงค์ในการประคับประคองการผลิต ให้ดำเนินต่อไปได้ แต่ส่งผลต่อการใช้จ่ายในการบริโภค ด้วยอย่างปราศจากข้อกังขา

การกระตุ้นให้ประชาชนเพิ่มการใช้จ่ายในการบริโภคอาจจะเป็นมาตรการที่จำเป็นต่อการฟื้นระบบเศรษฐกิจ ที่เผชิญผลกระทบจากวิกฤตการณ์การเงิน เนื่องจากภาคการผลิต (Real Sector) อยู่ในภาวะชะงักงัน ทั้งๆ ที่มีกำลังการผลิตล้นเกิน (Excess Capacity) แต่ไม่กล้าตัดสินใจขยายการผลิต เนื่องจากไม่แน่ใจเกี่ยวกับสภาวการณ์ในตลาด ประกอบกับสถาบันการเงินไม่กล้าขยายสินเชื่อ เนื่องจากเกรงปัญหาหนี้เสียและหนี้สูญทับถม การกระตุ้นการใช้จ่ายในการบริโภคจึงเป็นหนทางที่เหลืออยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคำนึงถึงข้อเท็จจริงที่ว่า รายจ่ายในการบริโภคของประชาชน เป็นองค์ประกอบสำคัญของอุปสงค์มวลรวม (Aggregate Demand) โดยในปัจจุบันมีน้ำหนักเกือบ 70%

แต่การเพิ่มการใช้จ่ายในการบริโภคกระทบต่อการออมในระบบเศรษฐกิจ หากการออม มีไม่เพียงพอที่จะสนองตอบความต้องการในการลงทุน ย่อมเกิดปัญหาช่องว่าง ระหว่างการออมกับการลงทุน (Saving-Investment Gap) หรืออีกนัยหนึ่งปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account Deficit) เมื่อดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลร้ายแรง ดังเช่นเกินกว่า 5% ของ GDP วิกฤตการณ์การเงินอาจตามมาได้ ดังเช่นที่เกิดขึ้นในปี 2540

ในปัจจุบัน สังคมเศรษฐกิจไทยมีดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล เงินออมภายในระบบเศรษฐกิจมีมากพอ ที่จะสนองตอบความต้องการลงทุน (ดูตารางที่ 1) จนระบบเศรษฐกิจมีสภาพคล่องล้นเกิน ทั้งนี้เป็นผลจากภาวะตกต่ำและถดถอยภายหลังวิกฤตการณ์การเงิน 2540

 

อย่างไรก็ตาม หากสังคมเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างเต็มที่และเติบโตในอัตราสูง ปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด จะฟื้นชีพตามการฟื้นตัวของระบบเศรษฐกิจ ดังที่ปรากฏเกือบตลอดทศวรรษ 2530 ประวัติศาสตร์อาจซ้ำรอยอีกในข้อที่ว่า ปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่ร้ายแรงและเรื้อรังนำมาซึ่งวิกฤตการณ์การเงิน ดังนั้น จึงจำเป็นต้องตัดไฟแต่ต้นลม ด้วยการหยุดยั้งการขยายตัวของลัทธิบริโภคนิยม

การกระตุ้นให้ประชาชนเพิ่มการใช้จ่ายในการบริโภค แม้จะเป็นมาตรการอันจำเป็นแก่การฟื้นระบบเศรษฐกิจ แต่มิควรใช้มาตรการนี้เป็นการถาวร เพราะมีผลในการบั่นทอนการออมและสร้างปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ทั้งนี้ต้องตระหนักว่าการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดไม่เคยปรากฏอยู่ในวาระทางการเมือง (Political Agenda) เนื่องจากประชาชน มิได้รู้สึกเดือดร้อน จากปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด เพราะมิได้มีรูปธรรมของปัญหาที่เห็นได้จับต้องได้ ต่างกับปัญหาข้าวยากหมากแพงที่มีรูปธรรมของปัญหาที่ชัดเจน ประชาชนจึงสร้างแรงกดดันให้รัฐบาลแก้ปัญหา

 

กลับหน้าแรก