เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยความปิติ

คอลัมน์ ระดมสมอง  โดย อนุวัฒน์ ชลไพศาล คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ anuwat@dpu.ac.th  ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2  วันที่ 22 มกราคม 2547  ปีที่ 27 ฉบับที่ 3551 (2751)

ผมไม่ได้ทะลึ่งนะครับ แต่ผมอ่านบทความเรื่อง The Economics of Ecstasy ด้วยความรู้สึกปีติยิ่งนัก

เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยความปีติ (The Economics of Ecstasy) เป็นบทความวิชาการเศรษฐศาสตร์ เขียนโดย ฮูโก เอ็ม. เมียลอน (Hugo M. Mialon) นักศึกษาระดับปริญญาเอกทางเศรษฐศาสตร์ แห่งมหาวิทยาลัยเทกซัส สหรัฐอเมริกา ผู้เขียนบทความส่งบทความดังกล่าว เพื่อตีพิมพ์ในวารสาร European Economic Review ขณะที่ผมเฝ้าจับตาด้วยความตื่นเต้น

ความตื่นเต้นของบทความเรื่อง The Economics of Ecstasy มาจากเหตุผลสำคัญ 2 ประการ

ประการแรก The Economics of Ecstasy เป็นบทความทางเศรษฐศาสตร์ เขียนโดยนักเรียนเศรษฐศาสตร์ หากแต่เนื้อหาหลักของบทความ เกี่ยวข้องโดยตรงกับประเด็นเรื่องการทำรัก (love-making) การถึงจุดสุดยอด (orgasm) และความรัก (love) ซึ่งเป็นประเด็นที่วงวิชาการเศรษฐศาสตร์พูดถึงไม่บ่อยนัก และมักถูกตีตราจากวงวิชาการสาขาอื่น ในทำนองที่ว่า บทวิเคราะห์เรื่องความรักของนักเศรษฐศาสตร์ เป็นบทวิเคราะห์ที่แห้งแล้งจนอาจกล่าวได้ว่า ความรักเป็นประเด็นที่อยู่นอกเหนือ คำอธิบายทางเศรษฐศาสตร์

ประเด็นที่ 2 วิธีการศึกษา (methodology) ของบทความเป็นการสร้างแบบจำลองทางทฤษฎีเกม (game theoretical model) ซึ่งเป็นวิธีการศึกษาสมัยใหม่ ในวงวิชาการเศรษฐศาสตร์จากวิธีการศึกษาข้างต้น ประกอบกับข้อมูลจากการสำรวจ ทำให้บทความเสนอคำพยากรณ์ อันน่าสนใจหลายประการ

หลังทศวรรษ 2510 จากงานศึกษาสำคัญของจอห์น แนช (John Nash) จอห์น ฮาร์ซานยี (John Harsanyi) และรีนฮาร์ด เซลเทน (Reinhard Selten) แบบจำลองทางทฤษฎีเกม เป็นที่ยอมรับแก่วงวิชาเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่ ในฐานะวิธีการศึกษา เพื่อเข้าใจพฤติกรรมของหน่วยเศรษฐกิจ โดยแนช ฮาร์ซานยี และเซลเทน ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ร่วมกันในปี 2537

หัวใจหลักของวิธีการศึกษา คือ การนำเสนอข้อเท็จจริงที่ว่า ความสัมพันธ์ของหน่วยเศรษฐกิจ (ผู้ขาย-ผู้ขาย, นายจ้าง-ลูกจ้าง, ฝ่ายรัฐบาล-ฝ่ายค้าน หรือแม้แต่ความสัมพันธ์ของคู่รัก) เป็นปฏิสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์ (strategy interaction) ในเกมระหว่างผู้ขาย กำไรจากการขายของบริษัท A ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการตั้งราคาของ A เพียงอย่างเดียว หากแต่ขึ้นอยู่กับการตั้งราคาของบริษัท B ที่อยู่ในตลาดเดียวกัน ในเกมกีฬาภราดรจะชนะคู่แข่งหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่แต่เพียงว่า ภราดรตีดีหรือไม่เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่าคู่แข่งของภราดรตีดีด้วยหรือไม่ ในเกมการเมืองรัฐบาลจะได้รับเลือกตั้งครั้งต่อไปหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเสนอขายนโยบาย ของรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว หากยังขึ้นอยู่กับการเสนอขายนโยบาย ของฝ่ายค้านด้วย

ภายใต้แบบจำลองทางทฤษฎีเกม ผู้ศึกษาพฤติกรรมของหน่วยเศรษฐกิจ จำเป็นต้องกำหนดกติกาการเล่นเกม (rule of the game) อันประกอบด้วย

ผู้เล่น (player) ใครคือผู้เล่นหลักในเกม (ผู้ขาย-ผู้ซื้อ, รัฐบาล-ฝ่ายค้าน)

กลยุทธ์ (strategy) ผู้เล่นเกมแต่ละคนมีทางเลือกที่เป็นไปได้อะไรบ้าง (เสนอราคา, เสนอนโยบาย, ส่งมอบนโยบาย)

ข้อมูลข่าวสารและลำดับการเล่น (information and order of move) ผู้เล่นแต่ละคนมีข้อมูลข่าวสารอย่างไร และเป็นเกมที่มีการเลือกกลยุทธ์พร้อมกัน (simultaneous move) เช่น เกมเป่ายิ้งฉุบ หรือเป็นเกมที่มีการเลือกกลยุทธ์แบบก่อนหลัง (sequential move) เช่น เกมหมากรุก และ

ผลลัพธ์ของเกม (pay-off) ผู้เล่นแต่ละเกมจะได้/เสียอะไร เท่าใด และเมื่อใด

Mialon เสนอแบบจำลองการรักด้วยทฤษฎีเกม โดยผู้เล่นในแบบจำลอง คือ เพศหญิง (eve) และเพศชาย (adam) มีความสัมพันธ์ในการทำรัก

eve สามารถเลือกระหว่าง 2 กลยุทธ์ คือ หลอก adam ว่าถึงจุดสุดยอด เมื่อไม่ถึงจุดสุดยอด เรียกกลยุทธ์ดังกล่าวว่า กลยุทธ์หลอก (faking strategy) หรือพูดตามตรงกับ adam ว่าไม่ถึงจุดสุดยอด เมื่อไม่ถึงจุดสุดยอดเรียกกลยุทธ์ดังกล่าวว่า กลยุทธ์ซื่อตรง (honest strategy) ขณะที่ adam เลือกระหว่าง 2 กลยุทธ์ คือ เชื่อว่า eve ถึงจุดสุดยอด (confident strategy) หรือไม่เชื่อว่า eve ถึงจุดสุดยอด (insecure strategy) โดยข้อมูลข่าวสารเรื่องการถึงจุดสุดยอดของ eve เป็นความลับแก่ adam

ผลลัพธ์ของเกมนอกจากถูกกำหนดให้ขึ้นอยู่กับกลยุทธ์ของผู้เล่น ยังขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่แตกต่างกัน 2 สถานการณ์ คือ สถานการณ์ที่ 1 eve และ adam รักกัน หรือสถานการณ์ที่ 2 eve และ adam ไม่รักกัน

โดยความรัก (love) ถูกนิยามให้มีความหมายเท่ากับส่วนประกอบระหว่าง ความปรารถนาดี (altruism) กล่าวคือ หาก eve รัก adam ความสุขและความทุกข์ของ adam จะส่งผลโดยตรงต่อความสุข และความทุกข์ของ eve และความปรารถนาในการครอบครอง (possessiveness) กล่าวคือ หาก eve รัก adam eve ปรารถนาที่จะครอบครอง adam ไว้เพียงผู้เดียว ขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรสำคัญในบทความ ถูกสนับสนุนโดยข้อเท็จจริงทางการแพทย์ 2 ประการ

ประการแรก ความสามารถในการถึงจุดสุดยอดของเพศหญิง จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามอายุจนถึงประมาณ 30 ปี ความสามารถในการถึงจุดสุดยอดของเพศหญิงจะมากที่สุด และลดต่ำลงหลังอายุ 30 ปี ขณะที่ความสามารถในการถึงจุดสุดยอดของเพศชาย จะมากที่สุดในช่วงอายุประมาณ 20 ปี และลดต่ำลงหลังอายุ 20 ปี

ประการที่ 2 ในทางการแพทย์ การถึงจุดสุดยอด (orgasm) มีความแตกต่างกับการหลั่ง (ejaculation) ในเพศชายอันมีนัยทำให้เพศชาย สามารถหลอกลวงเรื่องการถึงจุดสุดยอด แก่เพศหญิงได้ แต่ความน่าจะเป็นในการถูกเพศตรงข้ามจับได้ เมื่อเลือกกลยุทธ์หลอกของเพศชาย จะสูงกว่าเพศหญิง

จากกติกาการเล่นเกม และข้อเท็จจริงข้างต้น Mialon เสนอคำพยากรณ์ที่ทดสอบได้ (testable prediction) 4 คำพยากรณ์ คือ

1. เพศหญิงวัยกลางคนที่มีสัมพันธ์ทางเพศโดยปราศจากความรัก มีแนวโน้มที่จะเลือกกลยุทธ์หลอก (fake strategy) น้อยกว่าเพศหญิงวัยเด็ก และวัยชรา ที่มีความสัมพันธ์ทางเพศโดยปราศจากความรัก

2. อายุเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้เพศหญิง และชายที่มีความสัมพันธ์ทางเพศ โดยปราศจากความรักเลือกกลยุทธ์หลอก (fake strategy) และผลดังกล่าวเป็นจริงในเพศหญิงมากกว่าชาย

3. เพศหญิงมีแนวโน้มที่จะเลือกกลยุทธ์หลอก (fake strategy) ในกรณีที่ปราศจากความรักมากกว่าในกรณีที่มีความรัก และ

4. ความรักเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้หญิงและชายที่มีความสัมพันธ์ทางเพศ (ทั้งในสถานการณ์ที่มีความรัก และปราศจากความรัก) เลือกกลยุทธ์หลอก (fake strategy) และผลดังกล่าวเป็นจริงในเพศหญิงมากกว่าชาย

เพื่อพิสูจน์คำพยากรณ์ข้างต้น Mialon สร้างแบบจำลอง เพื่อหาความสัมพันธ์ทางสถิติ ระหว่างความน่าจะเป็นที่เพศหญิง และชาย จะเลือกกลยุทธ์หลอก (fake strategy) กับตัวแปรสำคัญต่างๆ โดยใช้ข้อมูลในการทดสอบคำพยากรณ์ จากผลสำรวจเรื่องการถึงจุดสุดยอด (orgasm survey) ในปี 2543

การสำรวจเรื่องการถึงจุดสุดยอด (orgasm survey) เป็นการสำรวจพฤติกรรมทางเพศ ซึ่งจัดทำโดยนักจิตวิทยา และนักสถิติในสหรัฐอเมริกา ผู้ถูกสำรวจสามารถตอบคำถามผ่าน internet โดยปราศจากค่าใช้จ่าย กลุ่มตัวอย่างคือ เพศชาย และหญิงที่มีอายุระหว่าง 14-74 ปี ประมาณ 16,000 คน

Mialon ใช้คำถามจากแบบสำรวจเป็นตัวแทน (proxy) แก่ตัวแปรสำคัญในแบบจำลอง อาทิ กลยุทธ์หลอก (faking strategy) ใช้คำตอบจากคำถามที่ว่า คุณเคยหลอกลวงคู่นอนเรื่องการถึงจุดสุดยอดหรือไม่

เชื่อว่าเพศตรงข้ามถึงจุดสุดยอด (confident strategy) ใช้คำตอบจากคำถามที่ว่า คุณทราบหรือไม่เมื่อคู่นอนของคุณหลอกลวงเรื่องการถึงจุดสุดยอด

ความปรารถนาดี (altruism) ใช้คำตอบจากคำถามที่ว่า การถึงจุดสุดยอดของคู่นอนของคุณมีความสำคัญหรือไม่

ความปรารถนาในการครอบครอง (possessiveness) ใช้คำตอบจากคำถามที่ว่า คุณรู้สึกอย่างไรเมื่อคู่นอนของคุณหลอกคุณ เรื่องการถึงจุดสุดยอด

ผลการทดสอบคำพยากรณ์กับข้อมูลพบว่า ข้อมูลที่ได้รับจาก orgasm survey ให้การสนับสนุนคำพยากรณ์ จากแบบจำลองเกือบทั้งหมด

ใช่หรือไม่ว่าบทวิเคราะห์เรื่องความรักของนักเศรษฐศาสตร์ เป็นบทวิเคราะห์ที่แห้งแล้งจนอาจกล่าวได้ว่า ความรักเป็นประเด็นที่อยู่นอกเหนือคำอธิบายทางเศรษฐศาสตร์ ?

ในโลกวิชาการเศรษฐศาสตร์ ที่ความสัมพันธ์ของมนุษย์ถูกย่นย่อ โดยแบบจำลองทางทฤษฎี อันเต็มไปด้วยสมการทางคณิตศาสตร์ คำพยากรณ์จากแบบจำลองถูกทดสอบ และทดสอบซ้ำ โดยข้อมูลทั้งในเชิงปริมาณ และคุณภาพ Economics of Ecstasy เป็นหนึ่งในบทความวิชาการเศรษฐศาสตร์ ที่เนื้อหาหลักเกี่ยวพันกับเรื่องเพศ และความรัก ประเด็นที่มักถูกตีตราว่า อยู่นอกเหนือคำอธิบายทางเศรษฐศาสตร์ ประเด็นที่แสวงหาคำนิยามอันเป็นที่ยอมรับได้ยากยิ่ง และยากยิ่งกว่าในการประมาณค่าความรักในเชิงปริมาณ

ด้านหนึ่ง Economics of Ecstasy ชี้ให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างเพศ และความรักในเชิงวิทยาศาสตร์ ในฐานะที่มีการประเมินค่า และพิสูจน์ซ้ำได้ อีกด้านหนึ่ง คำพยากรณ์บางข้อของบทความ เต็มไปด้วยความอ่อนโยนยิ่ง อาทิ หากพิจารณาบทความให้ถ้วนถี่จะพบว่า คำพยากรณ์ของบทความเสนอว่า เพศหญิงมีแนวโน้มที่จะมีความรักในเชิงปรารถนาดี (altruism) ขณะที่เพศชายมีแนวโน้ม ที่จะมีความรักในเชิงความปรารถนาในการครอบครอง (possessiveness)

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าแบบจำลองทางวิชาการจะน่าเชื่อถือเพียงใด และไม่ว่าผมจะพยายามอธิบายอย่างเป็นวิทยาศาสตร์อย่างไร ผมคงถูกตบหน้าแน่ๆ หากทะลึ่งไปถามเพื่อนร่วมงานหญิงของผมว่า "การถึงจุดสุดยอดของคนรักของคุณ มีความสำคัญหรือไม่ ?"

ผมกำลังถามเพื่อนร่วมงานหญิงของผมว่า คุณมีความรักในเชิงปรารถนาดี (altruism) กับคนรักของคุณตามแบบจำลองของ Mialon (2003) หรือไม่ ?

หมายเหตุ : ผู้เขียนขอขอบคุณอาจารย์ปกป้อง จันวิทย์ ที่ส่งบทความ The Economics of Ecstasy และบทความที่น่าสนใจอื่นๆ ให้ผู้เขียนอ่านอย่างสม่ำเสมอ ผู้สนใจบทความสามารถติดตา,จาก http://www.eco.utex.edu/graduate/Mialon/Ecstasy.PDF.

ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2

 

กลับหน้าแรก