|
ไทยรักไทยไล่ล่าประเทศไทย
คอลัมน์ ดุลยภาพ ดุลยพินิจ ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์ สถาบันวิจัยสังคมและเศรษฐกิจ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ มติชนรายวัน วันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9448 "ผมต้องการจะเปลี่ยนประเทศไทย" พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร "แบบนี้ไม่เรียกว่าอัศจรรย์ได้อย่างไร ไทยรักไทยจะสร้างสิ่งมหัศจรรย์ต่อไป" ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ "วันนี้ประเทศไทยมีผู้นำที่ไล่ล่าทุกเรื่อง ประเทศไทยกำลังถูกนายกฯ ไล่ล่า" ชัยอนันต์ สมุทวณิช "ข้อเท็จจริงไม่มีหรอก มีแต่การตีความ" นิทซ์เช่ ถ้าดูจากกระแสนิยม คงปฏิเสธไม่ได้ว่านายกฯทักษิณได้รับความนิยมจากประชาชนในระดับที่สูงมาก องค์ประกอบของความนิยม(หรือความไม่นิยม) ในตัวท่านผู้นำของเราคงมีตั้งแต่บุคลิกภาพ การแสดงวิสัยทัศน์ การทำงานเชิงรุก การมองไปข้างหน้า การให้ความหวัง คำมั่นสัญญา และทิศทางใหม่ๆ ที่เป็นรูปธรรม และเหนือสิ่งอื่นใดการให้ความสำคัญกับการสื่อสารกับประชาชนทุกรูปแบบ อย่างไรก็ตาม ที่แน่ๆ ภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้น นำมาซึ่งความเชื่อมั่นจากประชาชน โดยเฉพาะตั้งแต่ครึ่งปีหลังของปีที่แล้ว นี่คือพลังขับเคลื่อนที่แท้จริงที่มีต่อความนิยมของประชาชนที่มีต่อนายกฯทักษิณ อดีตก็อัศจรรย์ : ความต่อเนื่องระยะยาว ความรุนแรงและความเสียหายที่เกิดจากวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 ทำให้เราละเลย หรือมองไม่เห็นความต่อเนื่อง และศักยภาพของเศรษฐกิจไทย ตารางที่ 1 และ 2 แสดงให้เห็นว่า แม้ประเทศไทยจะมีปัญหาช่องว่างระหว่างเมืองกับชนบท และการกระจายรายได้ แต่ในรอบ 40 ปีที่ผ่านมา เราสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว ในอัตรา 6-7% เป็นเรื่องปกติ ธนาคารโลกก็เคยจัดให้เราอยู่ในกลุ่มประเทศมหัศจรรย์รุ่นสอง เพราะฉะนั้นปัญหาเศรษฐกิจไม่โต จึงไม่ใช่ปัญหาของประเทศไทย การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยจากวิกฤต โดยเฉลี่ยในระยะยาว ก็ไม่ต่างอย่างมีนัยสำคัญจากประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคที่มีประวัติศาสตร์ ศักยภาพ และอัตราความเจริญเติบโตในอดีตที่ดีกว่า หรือคล้ายกับประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น เกาหลี ไต้หวัน มาเลเซีย สิงคโปร์ ฯลฯ เพราะฉะนั้น อัตราความเจริญเติบโตในระดับ 6% หรือสูงกว่านั้น ในขณะนี้ของไทยจึงไม่ใช่เรื่องอัศจรรย์อันใด เรากำลังกลับไปสู่ภาวะความเจริญระดับปกติของอดีต การฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ตั้งแต่เกิดวิกฤตในปี 2540 ก็มีลักษณะเชิงวิวัฒนาการ อันเกิดจากการปรับตัว และแก้ไขโครงสร้างทางการเงินระดับประเทศ และของธุรกิจให้เข้ารูปเข้ารอย การปรับตัวค่าของเงินบาท เพื่อให้สมจริงกับปัจจัยพื้นฐาน และสามารถแข่งขันได้ การขยายตัวของการค้าของโลก และภูมิภาค ความพยายามในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อเพิ่มการบริโภค โดยเฉพาะในระดับรากหญ้า ของรัฐบาลพรรคไทยรักไทย ในขณะที่การลงทุนใหม่ อยู่ในระดับเพียงครึ่งหนึ่งของที่เคยเป็น เป็นนโยบายที่ถูกต้อง และควรให้เครดิต แต่ก็คงไม่เพียงพอ ถ้าไม่เป็นเพราะการส่งออกที่โตดีมาก และส่วนสำคัญก็มาจากค่าของเงินบาท ปรากฏการณ์การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในระยะสั้นสองสามปี จึงไม่ใช่สิ่งอัศจรรย์จากผลงานของไทยรักไทย เราต้องไม่ลืมเช่นกันว่าสาเหตุที่เราโตดีได้ในอดีตนั้น การส่งออกทวีความสำคัญเรื่อยมา และก่อนเกิดวิกฤตระหว่างปี 2529-2539 เราเคยมีอัตราการเติบโตของการส่งออกประเภทสินค้าเฉลี่ยสูงถึงปีละ 14.4% วิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากการลงทุนที่สูงเกินไป ส่งผลต่อโครงสร้างทางการเงินที่ไม่เหมาะสม เมื่อปัญหานี้ได้รับการแก้ไข แม้จะใช้เวลาอย่างน้อยห้าหกปี ศักยภาพ ความเจริญเติบโตของไทยก็กลับคืนมา ไม่ใช่เรื่องอัศจรรย์แต่อย่างใด ผู้นำก็สำคัญ แต่คุณภาพของสถาบันสำคัญกว่า ถ้ารัฐบาลของพรรคไทยรักไทยซึ่งมีอำนาจเบ็ดเสร็จอย่างไม่เคยมีมาก่อนมุ่งมั่นที่จะสร้างสิ่งมหัศจรรย์ หรือเปลี่ยนแปลง Transform ประเทศไทย ก็น่าจะทำได้แต่ก็คงไม่หมูและเร็วอย่างที่โฆษณาไว้
ข้อมูลความเจริญเติบโตของไทยในอดีต(ตารางที่ 1) หลายสิบปีน่าจะยืนยันได้ว่า ในระยะยาวที่ผ่านมาประเทศไทยมักไม่มีปัญหาเรื่องความเจริญเติบโต เราโตได้ 6-7% เป็นเรื่องปกติเราเคยโตระดับ 10% หรือสูงกว่านั้นติดต่อกัน 4 ปี สมัยพลเอกชาติชายเป็นนายกรัฐมนตรี การเติบโตในอัตราที่สูงซึ่งเกิดขึ้นพร้อมๆ กับการลดลงของอัตราความยากจนนั้น ดำรงอยู่อย่างต่อเนื่องยาวนานมาตลอดในระบบการเมืองการปกครองที่หลากหลาย ตั้งแต่เผด็จการทหาร ประชาธิปไตยครึ่งใบ ประชาธิปไตยเต็มใบ ภายใต้การบริหารของนายกรัฐมนตรีที่มีบุคลิกภาพและภาวะผู้นำที่หลากหลายเช่นกัน โดยมีนายกรัฐมนตรีภายใต้ฉายาต่างๆ ตั้งแต่อัศวินผ้าขาวม้า นายกฯโลกร้อยเอ็ด รัฐบุรุษนายทหารม้า นายกฯเพลบอยมาดนักซิ่ง หลงจู้ล้วงลูก จิ๋วหวานเจี๊ยบ นายกรัฐมนตรีใบมีดโกนอาบน้ำผึ้ง หรือชวนเชื่องช้า และล่าสุดเราได้นายกฯเทวดา ในระยะยาวที่ผ่านมา ระบบการปกครองและตัวผู้นำดูเหมือนจะมีบทบาทไม่มากในการกำหนดชะตากรรมเศรษฐกิจ สำหรับผู้นำในอดีต บางคนอาจจะเลือกจอมพลสฤษดิ์ และพลเอกเปรม เป็นจุดเด่นในฐานะผู้นำ ถึงกระนั้นก็ตามภายใต้กรอบของการพัฒนาโครงสร้างปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ และขีดความสามารถทางสถาบัน ซึ่งรวมทั้งกฎหมายในภาครัฐ และเอกชน การให้ความสำคัญกับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ในการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาค แรงจูงใจแก่ภาคเอกชน และความเชื่อมโยงกับตลาดโลก ชะตากรรมทางเศรษฐกิจในระยะยาว จึงถูกกำหนดโดยพลังขับเคลื่อน ของภาคเอกชนในประเทศ และจากต่างประเทศ มากกว่าจะมาจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจของสภาพัฒน์ หรือระบบการเมือง การใช้ความได้เปรียบในทรัพยากร โดยเฉพาะที่ดินและแรงงานในช่วงแรกๆ และในช่วงต่อมาคือ การสะสมทุน และการเรียนรู้เทคโนโลยีจากบรรษัทข้ามชาติ ในบริบทของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว บทบาทและคุณภาพของรัฐไทย อาจจะไม่ชี้นำอุ้มชู แนบแน่น กับกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมเหมือนที่พบในบางประเทศ เช่น ญี่ปุ่น หรือเกาหลี แต่ก็แทรกแซงส่งเสริมให้สิ่งจูงใจในสาขาอุตสาหกรรม ข้าราชการ และนักการเมืองพึ่งและต่างตอบแทนกันและกัน รัฐที่มีคุณภาพ : สังคมก็จะมีคุณภาพ ที่ผ่านมาประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ที่มีรากฐานมาจากการใช้ และความได้เปรียบทางทรัพยากร ตั้งแต่ดิน น้ำ ป่าไม้ แรงงานราคาถูก ผสมกับทุนในชาติและต่างชาติ และการนำเข้าความรู้วิทยาการที่แฝงอยู่ในรูปของทุน และเครื่องจักร รัฐบาลรู้ดีว่า ความได้เปรียบทางด้านทรัพยากร โดยเฉพาะแรงงานราคาถูกนี้ได้หมดไปแล้ว ผลิตภาพ (Productivity) หรือการเพิ่มผลผลิตจากปัจจัยเท่าเดิมของแรงงาน และปัจจัยการผลิตอื่นๆ คือปัจจัยชี้ขาดในอนาคต การเปลี่ยนแปลงนี้จะต้องมาจากการลงทุนรอบด้าน และการจัดการที่เป็นระบบทั้งของเอกชนและรัฐบาล การมีผู้นำที่เข้มแข็งฉลาด รอบรู้อย่างเดียวคงไม่พอ ในการเพิ่มขีดความสามารถทางเศรษฐกิจ เพื่อยกมาตรฐานการครองชีพของคนไทยให้สูงขึ้น ประสบการณ์จากอดีต น่าจะบอกเราได้ว่า ตลาดต่างประเทศ เป็นพลังขับเคลื่อนที่ทำให้เกิดการแข่งขัน การเรียนรู้วิทยาการการผลิต การจัดการและการตลาด ในการเรียนรู้ดังกล่าว แม้ว่าเราจะเก่งขึ้น เราก็ยังห่างไกลจากการเป็นประเทศที่พัฒนา ซึ่งสร้างตลาด และผลิตภัณฑ์จากนวัตกรรม จากการลงทุนใน R&D ท่านผู้นำของเราพึงตระหนักว่า เราไม่ได้เป็นอิสระอะไรหรอก เรายังต้องพึ่งพาความรู้ เทคโนโลยี และการจัดการจากบรรษัทข้ามชาติ เราเพียงแต่ค่อยๆ ไต่อันดับปรับตัวไปเรื่อยๆ จากรับจ้างทำของ ใช้ความรู้การออกแบบ และแบรนด์ของผู้ซื้อหรือผู้จ้าง หรือร่วมลงทุนกับบรรษัทข้ามชาติ ภารกิจที่สำคัญของรัฐบาลพรรคไทยรักไทยถ้าต้องการที่จะ Transform ธุรกิจไทย ก็คือการเพิ่มขีดความสามารถของธุรกิจไทย ทั้งทางด้านกระบวนการ และผลิตภัณฑ์ที่เราสามารถออกแบบ และมีแบรนด์ของตัวเอง เพื่อสามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม และ Margin จากกำไรให้สูงขึ้น และตกอยู่กับธุรกิจไทย แทนที่จะเป็นของบรรษัทข้ามชาติ รวมทั้งพัฒนาขีดความสามารถในระยะยาว ของอุตสาหกรรมในการผลิตสินค้าทุน การลงทุนใน R&D ซึ่งสถานภาพของเรา ยังห่างไกลกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคนี้มาก ทั้งหมดนี้ต้องการการทุ่มเททรัพยากรของรัฐ มาที่การศึกษาค้นคว้าวิจัยในระดับสูง โดยเฉพาะทางสายวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ต้องการรัฐที่มีทุนมนุษย์ และการจัดการที่มีคุณภาพ ในการร่วมมือกับภาคเอกชน ต้องการนโยบายซึ่งสร้างแรงจูงใจให้แก่ภาคเอกชน เพื่อแข่งขันในระดับโลก อีก 5- 6 ปีข้างหน้า เมื่อท่านผู้นำทักษิณดำรงตำแหน่งครบ 2 วาระ รายได้ต่อหัวของไทยก็คงไม่เกิน 4,000 เหรียญสหรัฐต่อคน ยังอีกไกลที่เราจะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว รายได้ต่อหัว ยังคงต่ำกว่าสิงคโปร์สิบเท่าตัว คงต่ำกว่าเกาหลีอย่างน้อยสี่เท่าตัว แม้ว่าช่วงห่างอาจจะแคบเข้า คนจนคงมีแนวโน้มลดลง เหมือนในอดีตแต่ก็จะไม่หมดไป จริงๆ แล้วแม้ท่านผู้นำทักษิณ จะเป็นนายกฯไปอีก 20 ปี คนจนก็จะไม่หมดไปจากประเทศไทย เพราะความยากจนเป็นพลวัต โครงสร้างการกระจายรายได้อาจจะดีขึ้น หรือเลวลงจากที่เป็นอยู่ในตารางที่ 2 ขณะนี้คงจะเป็นเรื่องที่ทำนายยาก ที่ผ่านมาท่านผู้นำของเรา ใช้สถาบันการเงินของรัฐมาเอื้ออาทรแก่คนจนจำนวนหนึ่ง มากกว่าที่จะกล้าปฏิรูประบบภาษี ที่เก็บจากความมั่งคั่งของคนรวย แล้วกระจายมาช่วยในกิจการสังคมของคนจน การไม่เก็บภาษีจากกำไรของการซื้อขายหุ้นของบุคคลธรรมดา ควรจะเลิกได้แล้ว ประเทศไทยอาจจะมีเมืองใหม่ ที่นครนายก และมีรถไฟใต้ดินที่มีเครือข่ายมากขึ้น แต่ผลของเมืองใหม่ แม้จะดีในหลักการที่จะมีผลต่อการกระจายความเจริญ จากกรุงเทพฯ หรือลดขนาดของประชากรในกรุงเทพฯ ในระยะยาวยังมีความไม่แน่นอน เศรษฐกิจไทยอาจโตได้สูงสุดถึง 10% แต่ก็อยู่ได้ไม่นาน คงจะเริ่มขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเหมือนที่ผ่านมาในอดีต การบริหารเศรษฐกิจที่เปิดเติบโตสูง และไม่ให้มีหนี้สินต่างประเทศที่สูงเกินไป จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายความสามารถของรัฐบาล นักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ ที่อาจจะเพิ่มขึ้นมากอาจจะเดินทางสะดวกขึ้น เพราะมีรถไฟใต้ดิน แต่ก็คงจะไม่ได้รับความสะดวกความปลอดภัย และการปฏิบัติอย่างซื่อตรงเหมือนเมืองท่องเที่ยวที่ศิวิไลซ์ของโลก ดังเช่นบทความของ ดร.มิ่งสรรพ์ ขาวสะอาด เคยให้ข้อสังเกตไว้ ตลาดหุ้นคงมี Market Cap หรือมูลค่าตลาดรวมทั้ง Volume การซื้อขายที่สูงตามเป้าหมายที่รัฐบาลปรารถนา แต่จำนวนผู้มีหุ้นต่อประชากรก็คงยังกระจุกตัว ความโปร่งใส และธรรมาภิบาลของบริษัท ยังคงต่ำกว่ามาตรฐานสากล ท่านผู้นำของรัฐบาล และผู้ใต้บังคับชาคงยังชอบชี้นำดรรชนี และราคาหุ้น ทั้งในภาคการเมือง และภาคธุรกิจ ปัญหาการทับซ้อนของผลประโยชน์ รวมทั้งการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบายจะทวีความรุนแรงมากขึ้น ความรุนแรงของปัญหาสังคมอันเป็นผลพวงจากการพัฒนาเศรษฐกิจของเราไม่ว่าจะเป็นเรื่องตั้งแต่ โสเภณี อาชญากรรม ยาเสพติด ความฉ้อฉล คอร์รัปชั่นทั้งในภาคธุรกิจและภาครัฐ รวมทั้งความถดถอยและความเสื่อมสภาพของทุนทางสังคม การขาดความไว้ใจซึ่งกันและกัน(Trust) ทั้งในระดับชุมชนและครอบครัว องค์กรที่ทำงาน น่าจะบอกเราว่า การทุ่มเทงบประมาณเพื่อการใช้จ่ายทางสังคม โดยเฉพาะด้านการศึกษา และสาธารณสุขควรมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการใช้จ่ายทางด้านเศรษฐกิจ สุดท้ายนี้แม้ภาวะผู้นำจะมีความสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงไม่มากก็น้อยในทุกสถานที่ทุกเวลา การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจสังคมและการเมือง ล้วนมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ต้องการการมีส่วนร่วมและ Empowerment สู่องค์กรและประชาชน เราไม่อยากเห็นรัฐที่เข้มแข็งรวบอำนาจแต่ภาคประชาชนอ่อนแอ ผู้นำของประเทศควรจะเป็นแบบอย่างของสาธารณชนในการปลอดจากปัญหาการทับซ้อนของผลประโยชน์ทางธุรกิจ จากตำแหน่งทางการเมือง ไม่เป็นการเพียงพอที่รัฐบาลสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนในเรื่องปากท้องหรือเรื่องเศรษฐกิจ ผู้นำ และรัฐบาลที่ดี จะต้องได้รับความไว้วางใจและเชื่อใจ (Trust) จากประชาชนว่า เป็นผู้มาทำงานหรือมาบูรณาการประเทศหรือสังคม ไม่ใช่มา "บูรณากู" อย่างที่คุณธีรยุทธ บุญมี เคยให้เป็นข้อคิดไว้ หน้า 6
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| กลับหน้าแรก | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||