เสรีภาพในการพัฒนาชนบทไทย (1)

มองมุมใหม่ : ธร ธนารัตน์สุทธิกุล   กรุงเทพธุรกิจ  วันที่  21  มกราคม พ.ศ. 2547

การพัฒนาชนบทของประเทศไทยเริ่มต้นมาเป็นเวลานานแล้ว แต่ทว่าการพัฒนาในอดีตนั้น ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ตัวชนบทอย่างแท้จริงเท่าไรนัก เมื่อหลายสิบปีที่ผ่านมารัฐบาลพยายามจะพัฒนาชนบท โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อทำให้ชนบทมีความ "ทันสมัย" โดยเน้นที่การสร้างสิ่งสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เช่น สร้างถนน ระบบไฟฟ้า และน้ำประปา ด้วยหวังจะให้ชนบทมีเหมือนกับที่เมืองมี

กระนั้น การพัฒนาชนบทโดยการทำให้ทันสมัยนี้ แทนที่จะลดช่องว่างระหว่างชนบทกับเมืองลง กลับไปขยายช่องว่างนั้นให้กว้างขึ้น เพราะแนวทางดังกล่าวได้เปลี่ยนชนบทให้กลายเป็นแหล่งทรัพยากรราคาถูกให้เมืองได้ "ดูด" ไปใช้อย่างสะดวก ทั้งทรัพยากรธรรมชาติและแรงงาน

ผลลัพธ์ก็คือตัวเมืองกลับเติบโตอย่างรวดเร็วกว่าเดิม และทิ้งห่างชนบทมากขึ้นเรื่อยๆ

บทเรียนนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการพัฒนาชนบท การพัฒนาชนบทโดยขาดความเข้าใจปัญหาของชนบทอย่างแท้จริงนั้นเปรียบได้กับนายแพทย์ที่วินิจฉัยอาการของผู้ป่วยผิด และสั่งยาผิดประเภทให้ แทนที่จะทำให้อาการของผู้ป่วยนั้นดีขึ้น กลับทำให้ป่วยหนักกว่าเดิม

แนวคิดที่ว่า การพัฒนาชนบทหมายถึงการทำให้ชนบทมีสภาพเป็นเมืองไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องนัก ในขณะที่เมืองสามารถเป็นศูนย์กลางทางการค้า ซึ่งเต็มไปด้วยตึกสูงมากมาย ชนบทก็ควรจะรักษาเอกลักษณ์ของตนเองไว้ โดยอาจคงความเป็นสังคมเกษตรกรรมอยู่ต่อไป

การตัดสินระดับของการพัฒนา จึงควรคำนึงถึงคุณภาพชีวิตของคนชนบทมากกว่าความเจริญทางกายภาพแบบเมือง ทั้งนี้ คุณภาพชีวิตในที่นี้ไม่ได้หมายความถึงแต่รายได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น หากรวมถึงระดับการศึกษา สาธารณสุข และเสรีภาพทางการเมือง เป็นต้น

ในวงวิชาการเศรษฐศาสตร์ มีนักเศรษฐศาสตร์ผู้หนึ่ง ซึ่งศึกษาพัฒนาแนวคิดเรื่องการพัฒนาอย่างลึกซึ้งและละเอียดอ่อน เขาผู้นั้นก็คือ อมาร์ตยา เซน นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลชาวอินเดีย ผู้ซึ่งทุ่มเทศึกษาค้นคว้า งานเกี่ยวกับการแก้ปัญหาความยากไร้ ของประชากรในประเทศกำลังพัฒนามาตลอดชีวิตนักวิชาการของเขา หนังสือชื่อดังว่าด้วยแนวคิดเรื่องการพัฒนาของเซนมีชื่อว่า "การพัฒนาดุจเสรีภาพ" (Development as Freedom)

ตามแนวคิดของเซน การพัฒนาเปรียบเสมือนกับการให้เสรีภาพกับประชาชน เพื่อให้ประชาชนมีโอกาสที่จะเลือกทางเดินที่ตนมองว่ามีคุณค่าทั้งต่อตนเองและชุมชน

เสรีภาพ ในที่นี้นั้น ไม่ได้มีความหมายแค่เสรีภาพทางการเมือง เช่น การมีส่วนร่วมทางการเมืองทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงเสรีภาพทางเศรษฐกิจ เช่น ประชาชนมีโอกาสในการเข้าถึงตลาดได้โดยไม่ต้องถูกเอาเปรียบหรือขูดรีด เสรีภาพในการได้รับข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงไม่บิดเบือนจากรัฐและสื่อมวลชน เสรีภาพในการได้รับการบริการขั้นพื้นฐาน เช่น การศึกษาและการแพทย์ที่มีคุณภาพจากรัฐ และเสรีภาพในการได้รับเครือข่ายความปลอดภัยทางสังคมจากรัฐ เช่น การประกันการว่างงาน เป็นต้น

ในมุมมองแบบ "การพัฒนาดุจเสรีภาพ" นั้น การเพิ่มขึ้นของ GDP หรือรายได้เป็นเพียงแค่เครื่องมือหนึ่งในการเพิ่มเสรีภาพให้กับประชาชนเท่านั้น ไม่ได้เป็นเป้าหมายหลักของการพัฒนาแต่อย่างใด เช่นนี้แล้ว เป้าหมายของการพัฒนาจึงไม่ใช่แค่เพิ่มตัวเลขเหล่านี้ แต่ควรตระหนักถึงสภาพของเสรีภาพในด้านต่างๆ ดังที่กล่าวมา

เหตุผลที่เสรีภาพควรจะเป็นหลักสำคัญของการพัฒนามีอยู่สองประการสำคัญ ได้แก่ เหตุผลด้านการประมวลผล และเหตุผลด้านประสิทธิผล

สำหรับประการแรก ภาพรวมของเสรีภาพด้านต่างๆ สามารถแสดงผลของการพัฒนาได้อย่างละเอียดอ่อนและแม่นยำ มากกว่าการวัดผลของการพัฒนา โดยการมองเพียงแค่ดัชนีตัวเลขไม่กี่ตัว เช่น สนใจเพียงการเพิ่มขึ้นของรายได้ การพัฒนาที่ช่วยยกระดับรายได้ของชุมชน แต่ไม่ได้ช่วยยกระดับการศึกษาของชุมชนนั้นด้วย ย่อมไม่นับเป็นการพัฒนาที่ประสบความสำเร็จ

สำหรับเหตุผลประการที่สอง มุมมองแบบเสรีภาพสามารถก่อให้เกิดประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นในกระบวนการพัฒนา เพราะการพัฒนาเสรีภาพในด้านใดด้านหนึ่งนั้น จะช่วยส่งเสริมเสรีภาพด้านอื่นๆ ไปด้วยในตัว ตัวอย่างเช่น ในประเทศญี่ปุ่นนั้น ความสำเร็จในการพัฒนาทางเศรษฐกิจมีรากฐานมาจากความสำเร็จในการพัฒนาการศึกษา และทุนมนุษย์ (Human Capital) เป็นสำคัญ

ส่วนปัญหาความยากจนนั้น เซนมองว่า ความยากจนมิได้หมายถึงปัญหารายได้ที่ไม่เพียงพอเพียงเท่านั้น หากเป็นปัญหาการขาดความสมรรถภาพ (Capability) ในการดำเนินชีวิตให้เป็นไปในทางที่ตนเองต้องการ ซึ่งสมรรถภาพในการใช้ชีวิตนั้นสามารถส่งเสริมได้ โดยการพัฒนาเสรีภาพในด้านต่างๆ ดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น

กระนั้น เซนมิได้มองว่า รายได้ไม่ใช่สิ่งสำคัญแต่อย่างใด หากแต่รายได้เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอสำหรับการเข้าใจปัญหาความยากจนอย่างแท้จริง ชุมชนใดชุมชนหนึ่งอาจจะมีรายได้เฉลี่ยที่ค่อนข้างสูง เนื่องจากอยู่ใกล้แหล่งทรัพยากรที่มีค่า แต่หากไร้ซึ่งเสรีภาพในการบริหารชุมชนด้วยตนเอง ย่อมนับเป็นชุมชนที่ยากจน (ทางโอกาส) ชุมชนหนึ่ง

นอกจากความพยายามให้มองปัญหาความยากจนอย่างรอบด้านแล้ว เซนยังเสนอวิสัยทัศน์ในการแก้ปัญหาความยากจน โดยเรียกร้องให้รัฐเป็นผู้เริ่มต้นในการให้เสรีภาพขั้นพื้นฐาน

เช่น การศึกษาและสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพ โดยให้เสรีภาพเหล่านี้ในระดับที่สร้างโอกาสที่เสมอภาคในการเลือกเดินทางชีวิตของแต่ละคนในสังคมได้ แม้รัฐจะเป็นผู้ให้เสรีภาพเบื้องต้นเหล่านี้ ก็ไม่ควรจะเป็นผู้ให้ในลักษณะที่ทำให้ชุมชนผู้รับกลายเป็นผู้พึ่งพิง คอยแต่รับความช่วยเหลือ เพราะนั่นเป็นเสมือนการลดเสรีภาพลงมากกว่าเพิ่ม

รัฐควรจะให้เสรีภาพในลักษณะที่ให้โอกาส แล้วสนับสนุนให้ชุมชนนั้นสามารถอยู่รอดได้ด้วยตนเอง ให้ชุมชนนั้นๆ สามารถบริหารตนเอง และเลือกทางเดินให้ตนเองได้

หากใช้เค้าโครงความคิด "การพัฒนาดุจเสรีภาพ" ของเซนเป็นหลักในการวิจารณ์การทำงานของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ด้านการพัฒนาชนบทแล้ว คำถามสำคัญที่เกิดขึ้น ก็คือ นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้าของรัฐบาลไทยรักไทย สามารถพัฒนาชนบทไทยได้จริงอย่างที่กล่าวโฆษณาไว้หรือไม่

 

กลับหน้าแรก