|
ค่าไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้น...
ก่อนการแปรรูปกิจการไฟฟ้า?
ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์, PiyasvastiA@k-asset.co.th กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2547 หลังจากที่ได้เขียนบทความเรื่อง "แผนแปรรูปไฟฟ้ายังเต็มไปด้วยความสับสน" ในกรุงเทพธุรกิจเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2547 เกี่ยวกับการลงนามในบันทึกความเข้าใจระหว่าง กฟผ. กับ บริษัทบ้านปู จำกัด ในการแลกหุ้นที่บริษัทบ้านปูฯ ถือในบริษัทผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้งจำกัด (RATCH) กับหุ้นที่ กฟผ.ถือในบริษัทผลิตไฟฟ้าจำกัด (EGCOMP) แล้ว ผู้อ่านหลายท่านสงสัยว่า ผมเห็นด้วยกับการแลกหุ้นดังกล่าวหรือไม่ เพราะอ่านบทความแล้วไม่ค่อยชัดเจน คำตอบสั้นๆ ก็คือถ้าระบบไฟฟ้าเป็นรูปแบบผูกขาดเช่นในปัจจุบัน และรัฐจะไม่เปิดให้มีการแข่งขัน ผมก็เห็นด้วยในหลักการกับการแลกหุ้นและนำ RATCH ออกจากการเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อให้การกระจายหุ้นของ กฟผ. เป็นที่สนใจของผู้ลงทุนมากขึ้น โดยผู้ลงทุนไม่จำเป็นต้องกระจายเงินลงทุนระหว่าง บริษัท กฟผ. EGCOMP และ RATCH หรือขายหุ้นใน RATCH และ EGCOMP เพื่อมาซื้อหุ้น กฟผ. ซึ่งจะทำให้มูลค่าหุ้นของ กฟผ.ในทั้งสองบริษัทลดลง อย่างไรก็ตาม รูปแบบผูกขาดของกิจการไฟฟ้าตามแผนการแปรรูปที่เรียกว่า Enhanced Single Buyer (ESB) นั้น ผมไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าใด และยังเชื่อว่าระบบการแข่งขันที่ผู้ใช้ไฟฟ้า มีทางเลือกในการซื้อไฟฟ้า เป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด เพราะจะนำไปสู่การปรับปรุงประสิทธิภาพอย่างแท้จริง ค่าไฟฟ้าที่ต่ำกว่าโดยไม่มีการอุดหนุน รวมทั้งคุณภาพบริการที่ดีกว่าเมื่อเทียบกับในระบบผูกขาด ฉะนั้นถ้าเลือกได้ก็จะเลือกระบบการแข่งขัน ซึ่งจำเป็นต้องมีการแบ่งแยกกิจการผลิตไฟฟ้า เป็นหลายบริษัท เพื่อให้มีการแข่งขันอย่างเพียงพอ ในกรณีเช่นนี้ กฟผ.จะต้องขายหุ้นที่ถืออยู่ใน RATCH และ EGCOMP ออกไปเพื่อให้ทั้งสองบริษัทเป็นอิสระจาก กฟผ.และแข่งขันกันอย่างแท้จริง ซึ่งตรงกันข้ามกับสิ่งที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ ในเมื่อรัฐได้ตัดสินใจแล้วว่าจะคงไว้ระบบผูกขาดของกิจการไฟฟ้าตามระบบ ESB ผมก็ไม่ขัดข้องและเคารพในการตัดสินใจนี้ โดยเฉพาะได้มีการชี้แจงว่า ระบบผูกขาดตามที่เสนอนั้นมีข้อดีที่สำคัญสองประการ ประการแรก คือ ไฟไม่ดับ ดังจะเห็นได้ว่าในแผนยุทธศาสตร์ที่กระทรวงพลังงานได้นำเสนอท่านนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 28 ส.ค. 2546 นั้นได้ระบุชัดเจนว่า "กฟผ.เป็นเจ้าของระบบผลิตและส่งไฟฟ้า....No Brownout No Blackout" และประการที่สอง กฟผ. ได้เสนอต่อกระทรวงพลังงานให้รัฐกำหนดเป็นเงื่อนไขว่า ในช่วงสามปีแรกหลังการแปรรูป กฟผ. ค่าไฟฟ้าจะไม่เพิ่มขึ้น และหลังจากนั้นให้เพิ่มขึ้น ตามการเปลี่ยนแปลงของดัชนีราคาผู้บริโภค ลบด้วยการเปลี่ยนแปลง ของประสิทธิภาพของกิจการไฟฟ้า ซึ่งเป็นผลจากการวิเคราะห์ต้นทุนในการผลิตไฟฟ้าที่ กฟผ. ได้นำเสนอกระทรวงพลังงาน เมื่อเดือน ก.พ. 2546 และปรากฏในเอกสารแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของ กฟผ. พ.ศ. 2546-2559 ด้วย ว่าค่าไฟฟ้าขายส่งจะลดลงจาก 2.133 บาทต่อหน่วยในปี 2546 เหลือ 1.941 บาทต่อหน่วย ในปี 2549 ข้อเสนอทั้งสองข้อเป็นข้อเสนอที่ดี ผมจึงสามารถที่จะรับการปรับโครงสร้างกิจการไฟฟ้าในรูปของ ESB ได้ อย่างน้อยก็น่าจะลองดูภายใต้เงื่อนไขทั้งสองข้อ และในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมาค่าเอฟทีก็ไม่ได้เพิ่มขึ้น คือกระทรวงพลังงานสามารถตรึงค่าไฟฟ้าได้ตามคำมั่นสัญญา อย่างไรก็ตามในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมามีการดำเนินการที่ทำให้ผมเริ่มไม่มั่นใจว่าคำมั่นสัญญาที่ได้ให้ไว้นั้น จะเป็นจริงหรือไม่ เรื่องแรก เพิ่งมีการปรับการพยากรณ์การใช้ไฟฟ้าใหม่ โดยคณะอนุกรรมการชุดใหม่ ซึ่งปรากฏว่า การใช้ไฟฟ้าจะสูงกว่า การพยากรณ์ที่ กฟผ. เพิ่งปรับขึ้นเมื่อเดือนที่แล้วนี้เอง อีก 344 เมกะวัตต์ในปี 2549, 530 เมกะวัตต์ ในปี 2550 และ 809 เมกะวัตต์ ในปี 2552 ซึ่งหมายความว่ากำลังการผลิตสำรองในปี 2549 และ 2550 ซึ่งตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2546 อยู่ในระดับ 13.6% และ 13.5% ตามลำดับ ซึ่งนับว่าต่ำมากอยู่แล้วนั้น จะลดลงเหลือ 11.9% และ 11.1% ตามลำดับ สถานการณ์จึงค่อนข้างน่าเป็นห่วง เรื่องที่สอง มีการจัดเตรียมตัวเลขฐานะการเงินของการไฟฟ้าทั้งสามแห่งและการกำหนดค่าไฟฟ้า ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญในการแปรรูปการไฟฟ้าทั้งสามแห่ง กล่าวคือถ้าโครงสร้างค่าไฟฟ้า และกลไกในการกำหนดค่าไฟฟ้า ไม่มีความชัดเจน และระดับค่าไฟฟ้าต่ำเกินไป การขายหุ้นให้ประชาชน และนักลงทุนคงทำได้ยาก ถ้าขายได้ก็เป็นราคาที่ไม่ดี ในการจัดเตรียมตัวเลขค่าไฟฟ้านั้น ปรากฏว่าค่าไฟฟ้าขายส่งจะต้องเพิ่มขึ้นประมาณ 10% ในปี 2547 เพื่อให้ฐานะการเงินของ กฟผ. ดีเพียงพอและเป็นที่สนใจของผู้ลงทุน โดยมีการใช้ผลตอบแทนการลงทุน (Return on Invested Capital: ROIC) ในระดับร้อยละ 9 เป็นเกณฑ์ ตามตัวเลขดังกล่าว ROIC ของ กฟผ. ในช่วง 2547-49 จะได้ร้อยละ 9 แต่ ROIC โดยเฉลี่ยของการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) อยู่ในระดับ 5.05% และ 1.82% ตามลำดับเท่านั้น ซึ่งหมายความว่า ถ้ารัฐจะแปรรูป กฟน. และ กฟภ.ด้วยในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ค่าไฟฟ้าขายปลีกจะต้องสูงขึ้นกว่า 10% ยกเว้นว่า รัฐหาเงินจากแหล่งอื่นมาอุดหนุนเช่นงบประมาณแผ่นดิน แต่วิธีการนี้เป็นการบิดเบือนโครงสร้างค่าไฟฟ้า และผู้ใช้ไฟฟ้าไม่ได้ประโยชน์ในระยะยาว เพราะในที่สุดก็ต้องจ่ายอยู่ดี เพียงแต่อาจจ่ายในรูปอื่นเท่านั้น วิธีการในการตรึงค่าไฟฟ้าที่เหมาะสมที่สุดคือ การปรับปรุงประสิทธิภาพของการไฟฟ้าทั้งสามแห่งอย่างจริงจังโดยเร็ว เพื่อให้ ROIC เพิ่มเป็น 9% โดยไม่มีการเพิ่มค่าไฟ และสามารถรักษากำหนดการในการกระจายหุ้นไว้ได้ ซึ่งผมเชื่อว่ายังมีจุดที่จะปรับปรุงได้อีกมาก ในการทำโรดโชว์ขายหุ้น ปตท. ในปี 2543 นั้นนักลงทุนมีความสนใจ และให้ความสำคัญกับนโยบายของผู้บริหาร ในการปรับปรุงประสิทธิภาพองค์กรอย่างมาก องค์กรที่ไม่มีประสิทธิภาพ แต่มีแนวทางชัดเจนในการปรับปรุงประสิทธิภาพ ที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จะเป็นที่สนใจของนักลงทุน เพราะมีโอกาสที่จะทำกำไรมากขึ้น แต่องค์กรที่ผู้บริหารไม่มีความพยายามหรือความตั้งใจในการปรับปรุงประสิทธิภาพ จะได้รับความสนใจน้อยจากนักลงทุน ฉะนั้นหากรัฐสามารถตรึงค่าไฟฟ้าไว้เป็นเวลาสามปี โดยการปรุงประสิทธิภาพของการไฟฟ้าทั้งสามแห่ง การแปรรูปจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนโดยตรงและยังจะทำให้รัฐสามารถขายหุ้นได้ในราคาที่ดีด้วย +++++++++++++++ ตาราง
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| กลับหน้าแรก | |||||||||||||||||||||||||||||||||||||