ล้างหนี้คนจนลดกระทบนโยบาย !

จับกระแส : เบ็ญจวรรณ เผ่าจินดามุข benjawan_p@nationgroup.com  กรุงเทพธุรกิจ  วันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2547

ปฏิบัติการลงทะเบียน "คนจน" คืบหน้าไปอย่างรวดเร็ว ล่าสุด ท่านนายกฯ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จำแนกแจกแจงไว้ว่าในจำนวนผู้ที่มาลงทะเบียน 2.6 ล้านคน ปัญหาหนักหนาที่สุด คือ "หนี้สิน" โดยมีคนจนมากถึง 1.6 ล้านคน ที่ระบุว่า ย่ำแย่เพราะเป็นหนี้ รองลงมา คือ มีปัญหาที่ดินทำกิน 1.3 ล้านราย และมีปัญหาที่อยู่อาศัย 6 แสนราย

ไม่ว่ายุทธศาสตร์ "ลงทะเบียนคนจน" จะเพื่อใคร เป็นอุบายก่อนการเลือกตั้งใหญ่ที่จะมาถึงหรือไม่ แต่ดูเหมือนว่าบรรดาคนจนยินยอมที่ตกเป็น "เบี้ย" ของเกมนี้ด้วยความยินดี

ที่แน่ๆ ณ วันนี้ฟากรัฐบาลมีรายชื่อ "คนจน" อยู่ในมือพร้อมข้อมูลเชิงลึก ชนิดที่ไม่เคยถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์มากถึง 2.6 ล้านรายชื่อ และกระทรวงมหาดไทย คาดการณ์ไว้ด้วยว่า จำนวนผู้ที่จะมาลงทะเบียนคนจนกับทางราชการจะสูงถึง 12.5 ล้านรายชื่อ ประมาณว่า 1 ใน 6 ของประชากรทั้งประเทศ

น่าสนใจกว่านั้นคือ กระบวนการที่จะเกิดขึ้นภายหลังการลงทะเบียนคนจน ซึ่งจากการให้สัมภาษณ์ของนายกฯ ทักษิณ และรองนายกฯ สมคิด จาตุรีพิทักษ์ บ่งบอกชัดเจนว่าโฟกัสระยะแรกของรัฐบาลอยู่ที่ การแก้ "หนี้นอกระบบ" โดยแปลงหนี้นอกระบบของคนจนให้มาอยู่ในแบงก์รัฐ ด้วยสูตร 3 R

R แรก คือ Restructure เดินนโยบายปรับโครงสร้างหนี้ให้คนจนด้วย R ที่สองคือ Refinance ใช้แบงก์รัฐเข้าไปปล่อยกู้แปลงหนี้นอกระบบเข้ามาอยู่ในระบบ ตามด้วย R ที่สาม Rescheduling จัดตารางการชำระหนี้ให้คนจนใหม่ ซึ่งเดากันว่าคงออกมาคล้ายกับ โปรแกรมชำระหนี้กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา บนหลักการที่ว่า "มีรายได้เหลือใช้แล้วค่อยจ่ายคืน" โดยรัฐบาลจะเก็บค่างวดก็ต่อเมื่อผู้กู้มีศักยภาพเพียงพอในการจ่ายคืนหนี้

เรียกว่า เหล่าคนจนที่มีหนี้นอกระบบ เตรียมเฮ ! ได้เลย เพราะสูตรนี้ไม่ต่างจากยกหนี้ให้เปล่าๆ

อย่างไรก็ตาม ถ้ามองย้อนหลังถึงนโยบายของรัฐบาลตั้งแต่เริ่มแรก จนถึงนโยบายแก้ปัญหาความยากจน ณ วินาทีนี้ สิ่งที่รัฐบาลสื่อออกมายังคงวนเวียนอยู่กับการสร้างหนี้ และล้างหนี้ ไม่ต่างไปจากการเล่นกับตัวเลขทางบัญชีภาคครัวเรือน ทางฝั่ง "หนี้สิน" เท่านั้น

แม้คาดหวังว่า การปรับล้างหนี้นอกระบบของคนจน จะเป็นการตัดวงจร "จนซ้ำซาก" ให้โอกาสคนจนลืมตาอ้าปากโดยล้มกระดานหนี้เก่า "เริ่มต้นชีวิตใหม่" แต่หลากหลายแนวทางของรัฐบาลในห้วง 3 ปีที่ผ่านมาภายใต้ Dual Track อันน่าภาคภูมิใจ ผลพวงของนโยบายกลับสะท้อนออกมาที่ "สินเชื่ออุปโภคบริโภค" ที่กำลังไต่ระดับสูงขึ้น ซึ่งแม้แต่แบงก์ชาติก็ยังยอมรับว่า "น่ากังวล"

ผู้ว่าการแบงก์ชาติเปิดเผยตัวเลขล่าสุดไว้คร่าวๆ ว่า สินเชื่อเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล เมื่อสิ้นเดือน ก.ย.2546 สูงขึ้นประมาณ 8 หมื่นล้านบาท จากระยะเดียวกันปีก่อน เพิ่มขึ้น 14.5% ซึ่งในจำนวนนี้สินเชื่อเพื่อการซื้อบ้านสูงขึ้น 14% และยอดคงค้างบัตรเครดิตสูงขึ้นจากสิ้นปีก่อนถึง 19%

และถ้าดูจากตัวเลขสินเชื่อเพื่ออุปโภคและบริโภค ครึ่งแรกของปี 2546 หนี้สินภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นจาก 565,679 ล้านบาท เป็น 606,480.9 ล้านบาท หนี้อสังหาริมทรัพย์เพิ่มจาก 2,306.1 ล้านบาท เป็น 3,225.8 ล้านบาท และหนี้อื่นๆ ซึ่งรวมถึงบัตรเครดิตด้วยเพิ่มจาก 163,001.4 ล้านบาท เป็น 175,305.8 ล้านบาท

ดูย้อนหลังไปอีกหลายๆ ปี ตัวเลขสินเชื่ออุปโภคบริโภคระดับ 6 แสนล้าน เป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกับเมื่อปี 2540-2541 ในสถานการณ์ที่ประเทศเดินหน้าเข้าสู่วิกฤตการณ์ทางการเงิน

ถ้าสรุปเอาว่าปัญหาหนี้สินครัวเรือนมาจากสินเชื่ออุปโภคบริโภคซะเป็นส่วนใหญ่ ก็อนุมานด้วยว่าปัญหาหนี้ภาคครัวเรือนเริ่มคลี่คลายประมาณปลายปี 2544 จากนั้นการก่อหนี้เริ่มไต่ระดับอย่างค่อยเป็นค่อยไป จนกระทั่ง 6 เดือนแรกของปี 2546 ซึ่งอัตราเพิ่มขึ้นเป็นไปอย่างรวดเร็ว และขณะนี้มาอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 5 ปี

ยังไม่นับรวมตัวเลขของครึ่งปีหลังที่ยังไม่ถูกเผยแพร่ต่อสาธารณะ และหนี้นอกระบบสถาบันการเงิน

ไม่มากก็น้อยนี่คือผลของ Dual Track

นับจากนี้ไป กระบวนการยกหนี้ในภาค "คนจน" กำลังเริ่มต้นขึ้น ซึ่งต้องนับว่ารัฐบาลแก้ปัญหาได้ "ตรงจุด" ในภาวะที่ โรคหนี้รากหญ้าระบาด แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าได้มีการค้นพบ "ทางออก" การแก้ปัญหาความยากจนของคนในชาติ หากภาครัฐยังไม่สามารถพูดให้ชัดถึงแนวทาง สร้างกระแสเงินสด "ขาเข้า" ที่มาจากการทำมาหากินของคนรากหญ้าแทน กระแสเงินสดที่มาจากการเป็นหนี้ ได้ "ชัด" กว่าที่เป็นอยู่

หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ปฏิบัติการ "ล้างหนี้คนจน" ก็จะเป็นแค่การตัดวงจรเก่า และเริ่มวงจรใหม่ โดยที่รัฐบาลพร้อมตามเช็คด้วยโปรแกรม "แก้หนี้ซ้ำซาก" เพื่อลดผลกระทบของนโยบายเก่า ขณะที่การแก้ปัญหาความยากจนเบ็ดเสร็จยังไม่เดินไปตามเป้าหมาย

 

กลับหน้าแรก