ค่าเงินหยวน

จากท่าพระจันทร์ถึงสนามหลวง  รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์,     ผู้จัดการออนไลน์  วันพุธที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2547

บรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศ Goldman Sachs ให้คำทำนายว่า สาธารณรัฐประชาชนจีนจะขึ้นค่าเงินหยวน และจะเปลี่ยนแปลงระบบอัตราแลกเปลี่ยน จากระบบปัจจุบันที่กำหนดค่าเงินหยวนตรึงไว้กับดอลลาร์อเมริกัน (Dollar-Pegged Exchange Rate System) ไปสู่ระบบตะกร้า (Currency Basket) ภายในไตรมาสแรกของปี 2547

ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับสาธารณรัฐประชาชนจีน มีความสำคัญในการกำหนดชะตากรรม ของสังคมเศรษฐกิจโลกในปี 2547 โดยที่ค่าเงินหยวนเป็นชนวนก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างประเทศทั้งสอง

เงินหยวนมีค่าต่ำกว่าพื้นฐานที่เป็นจริง (Undervaluation) อย่างปราศจากข้อกังขา เพราะรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนตรึงค่าเงินหยวนในระดับ 8.28 หยวนต่อดอลลาร์อเมริกันเป็นเวลายาวนาน นับตั้งแต่ปี 2538 เป็นต้นมา ตลอดระยะเวลาดังกล่าวนี้ สาธารณรัฐประชาชนจีนมีดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล และทุนสำรองระหว่างประเทศสะสมเพิ่มขึ้นเป็นอันมาก ค่าเงินหยวนที่ต่ำกว่าพื้นฐานที่เป็นจริง ยังพิจารณาได้จากอัตราเงินเฟ้อเปรียบเทียบ ระหว่างสหรัฐอเมริกากับสาธารณรัฐประชาชนจีน ในขณะที่ระดับราคาผู้บริโภคในสาธารณรัฐประชาชนจีน เกือบไม่เปลี่ยนแปลง ดัชนีราคาผู้บริโภคในสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้น 15% นับตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา เงินหยวนจึงมีค่าต่ำกว่าพื้นฐานที่เป็นจริงอย่างน้อย 15% เมื่อเทียบกับดอลลาร์อเมริกัน

การคาดการณ์เกี่ยวกับการปรับค่าเงินหยวนปรากฏตั้งแต่ปี 2544 แล้ว แต่แรงกดดันให้สาธารณรัฐประชาชนจีน ขึ้นค่าเงินหยวน ถาโถมอย่างรุนแรงในปี 2546 เริ่มต้นด้วยญี่ปุ่นที่เป็นหัวหอก ในการโจมตีสาธารณรัฐประชาชนจีน เพราะญี่ปุ่นสูญเสียตลาดให้สาธารณรัฐประชาชนจีนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในระยะแรก รัฐบาลอเมริกัน มิได้ออกหน้าในการกดดัน รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน คงมีแต่นายอลัน กรีนสแปน (Alan Greenspan) ประธานคณะผู้ว่าการธนาคารกลางแห่งสหรัฐอเมริกา และกลุ่มทุนอุตสาหกรรมอเมริกัน ที่วิพากษ์นโยบายอัตราแลกเปลี่ยน ของสาธารณรัฐประชาชนจีน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลอเมริกัน ในท้ายที่สุดต้องเต้นตามเพลงของกลุ่มทุนอุตสาหกรรม และสหภาพแรงงานอเมริกัน ในเดือนกันยายน 2546 นายจอห์น สโนว์ (John Snow) ตระเวนประเทศต่างๆ ในอาเซียบูรพา เพื่อเรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน รัฐมนตรีการคลังแห่งสหรัฐอเมริกา ไปไกลถึงกับเรียกร้องให้สาธารณรัฐประชาชนจีน ปล่อยให้ค่าเงินหยวนลอยตัวตามกลไกตลาด

สาธารณรัฐประชาชนจีน ต้านแรงกดดันดังกล่าวในเบื้องต้น พร้อมทั้งตอบโต้ข้อวิพากษ์นานัปการ ที่มีต่อนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนของสาธารณรัฐประชาชนจีน มีการระดมกลไกของรัฐ ตอบโต้ข้อวิพากษ์ทุกรูปแบบ ทั้งเครื่องมือสื่อสารมวลชนและ Internet บรรดาความเห็นของนักเศรษฐศาสตร์ที่เข้าข้างสาธารณรัฐประชาชนจีน ถูกถ่ายทอดสู่มนุษยพิภพและ Cyberspace

สาธารณรัฐประชาชนจีน มิใช่ชาติแรกที่ใช้อัตราแลกเปลี่ยน เป็นเครื่องมือในการกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ ญี่ปุ่นนำร่องในการดำเนินนโยบายเช่นว่านี้ รัฐบาลญี่ปุ่นเมื่อพ้นจากการยึดครองของกองทัพอเมริกันในปี 2495 จงใจทำให้เงินเยนมีค่าต่ำกว่าพื้นฐานที่เป็นจริง ทั้งๆ ที่ญี่ปุ่นเกินดุลบัญชีเดินสะพัด และมีทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น แต่เงินเยนมิได้แข็งตัวตาม การจงใจทำให้เงินเยนมีค่าต่ำเกื้อกูลการส่งออกสินค้าญี่ปุ่น และทำให้ภาคการส่งออกเป็นจักรกลสำคัญ ของการจำเริญเติบโตทางเศรษฐกิจ จนญี่ปุ่นแปรสภาพเป็น Japan as Number One ในทศวรรษ 2520 สาธารณรัฐประชาชนจีนเจริญรอยตามญี่ปุ่นในการดำเนินนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนแนวทางนี้

การเติบใหญ่ทางเศรษฐกิจของสาธารณรัฐประชาชนจีน ทำให้ผู้นำอเมริกันจำนวนมาก มองสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นภัยคุกคามแทนที่จะมองว่า สาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นพันธมิตรในการพัฒนาสังคมเศรษฐกิจโลก ทั้งๆ ที่บรรษัทยักษ์ใหญ่อเมริกันจำนวนมาก เข้าไปลงทุนในสาธารณรัฐประชาชนจีน หาประโยชน์จากแรงงานอัตราค่าจ้างต่ำ และทรัพยากรอันอุดมสมบูรณ์ หากนโยบายการกดเงินหยวนให้มีค่าต่ำ ให้ประโยชน์แก่การส่งออกของสาธารณรัฐประชาชนจีน บรรษัทอเมริกันที่เข้าไปลงทุนในประเทศนั้น ย่อมได้รับอานิสงส์จากนโยบายดังกล่าวนี้ด้วย

ชุมชนการเงินระหว่างประเทศคาดการณ์ว่า สาธารณรัฐประชาชนจีนมิอาจธำรงนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบันต่อไปได้นาน เมื่อไม่นานมานี้ Bloomberg News สำรวจความเห็นนักค้าเงินตราเกี่ยวกับเรื่องนี้ 7 ใน 11 คนที่สอบถามให้ความเห็นว่า สาธารณรัฐประชาชนจีนคงจะขึ้นค่าเงินหยวนในช่วงปลายปี 2547

แรงกดดันระหว่างประเทศมิใช่ปัจจัยชี้ขาดในการทำให้สาธารณรัฐประชาชนจีนขึ้นค่าเงินหยวน ผลประโยชน์ของสาธารณรัฐประชาชนจีนต่างหาก ที่ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน การกดค่าเงินหยวน ให้ต่ำกว่าพื้นฐานที่เป็นจริง แม้จะเกื้อกูลการส่งออก แต่อาจเป็นเหตุให้เศรษฐกิจขยายตัว อย่างร้อนแรงเกินระดับที่เหมาะสม (Overheating) นอกจากนี้ การเกินดุลบัญชีเดินสะพัด และการสะสมทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น มีผลในการสั่งสมเงินพลังสูง (High-Powered Money) อันนำไปสู่การเพิ่มปริมาณเงินที่หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ และสร้างแรงกดดันของเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นในท้ายที่สุด หากรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน จะขึ้นค่าเงินหยวน น่าจะเป็นผลจากความต้องการชะลอความร้อนแรง ของระบบเศรษฐกิจเป็นสำคัญ

สาธารณรัฐประชาชนจีนตระหนักดีว่า สังคมเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับกระแสการกีดกันการค้า (Protectionism) ที่มีมากขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากการเติบโตของระบบเศรษฐกิจอเมริกันและสหภาพยุโรป มิได้อยู่ในระดับที่น่าพอใจ ประกอบกับมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา ทำให้ต้องเอาใจประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง กระแสชาตินิยมจึงขึ้นสูงในปีแห่งการเลือกตั้ง การปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ และการกีดกันการค้าทวีความเข้มข้นตามไปด้วย การปรับค่าเงินหยวนให้ตรงต่อพื้นฐานที่เป็นจริง อาจช่วยลดแรงเสียดทานในสังคมเศรษฐกิจได้

คำถามพื้นฐานมีอยู่ว่า รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนจะขึ้นค่าเงินหยวนในอัตราสูงต่ำเพียงใด?

Goldman Sachs คาดการณ์ว่า สาธารณรัฐประชาชนจีนจะปรับค่าเงินหยวนเพิ่มขึ้นเพียง 5% ทั้งๆ ที่ควรจะปรับถึง 10% การปรับค่าเงินหยวนจะค่อยเป็นค่อยไป จากอัตรา 8.28 หยวนต่อดอลลาร์อเมริกัน เหลือ 8.07, 7.68 และ 7.54 หยวนต่อดอลลาร์อเมริกันตามลำดับ

สาธารณรัฐประชาชนจีนเลือกเส้นทางการปฏิรูปเศรษฐกิจชนิดค่อยเป็นค่อยไป ยึดกุมลัทธิ ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม (Gradualism) และมิได้ดำเนินการปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างฉับพลัน หรือ Shock Therapy อันเป็นยุทธศาสตร์ที่แตกต่างจากรัสเซีย และยุโรปตะวันออกหลายประเทศ กาลเวลาพิสูจน์แล้วว่า สาธารณรัฐประชาชนจีน ประสบความสำเร็จในการปฏิรูปเศรษฐกิจ มากกว่าประเทศสังคมนิยมใดๆ จนบัดนี้กลายเป็นจักรกลสำคัญของสังคมเศรษฐกิจโลก

ประสบการณ์ว่าด้วยการปรับเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจ ดังที่กล่าวข้างต้น ทำให้เชื่อได้ว่า สาธารณรัฐประชาชนจีน ยังคงยึดกุมลัทธิ ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม ในการเปลี่ยนแปลงนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน ด้วยเหตุดังนี้ การขึ้นค่าเงินหยวนจะไม่เป็นไปอย่างฮวบฮาบ แต่จะเป็นการปรับขึ้นทีละเล็กทีละน้อย เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจมีเวลาในการปรับตัว และเพื่อมิให้ก่อผลกระทบอันรุนแรง

แต่การเปลี่ยนแปลงนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน มิได้มีแต่การขึ้นค่าเงินหยวนเท่านั้น หากยังมีเรื่องการเปลี่ยนระบบอัตราแลกเปลี่ยนอีกด้วย ผู้นำอเมริกันจำนวนไม่น้อย รวมทั้งนายอลัน กรีนสแปน ต้องการให้สาธารณรัฐประชาชนจีน เปลี่ยนไปสู่ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัว (Flexible Exchange Rate System) แต่เป็นที่แน่ชัดว่า สาธารณรัฐประชาชนจีนจะไม่เลือกระบบนี้ นักเศรษฐศาสตร์อเมริกันบางคน ดังเช่นศาสตราจารย์ซีบาสเตียน เอ็ดเวิร์ดส (Sebastian Edwards) แสดงความเห็นว่า ยังไม่ถึงเวลาที่สาธารณรัฐประชาชนจีน จะเลือกใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัว ในประการสำคัญ ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัว ใช่ว่าจะดีเลิศไร้ข้อตำหนิ ระบบเศรษฐกิจที่ปราศจากโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่มั่นคง อาจต้องเผชิญปัญหาเสถียรภาพทางการเงิน หากเลือกใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าวนี้

สาธารณรัฐประชาชนจีนจะยังคงยึดระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบตายตัว (Fixed Exchange Rate System) ต่อไป เพียงแต่เปลี่ยนจากระบบการตรึงค่าเงินหยวน กับดอลลาร์อเมริกัน มาเป็นระบบการผูกค่าเงินหยวน กับตะกร้าเงินตราสกุลสำคัญ (Currency Basket) ธนาคารกลางแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน พิจารณาเรื่อนี้มาแต่ปี 2545 แต่เป็นเพราะอิทธิพลของลัทธิ ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม สาธารณรัฐประชาชนจีนจึงยังไม่รีบร้อนเปลี่ยนระบบอัตราแลกเปลี่ยน

การเมืองว่าด้วยค่าเงินหยวนมีนัยสำคัญว่า อัตราแลกเปลี่ยนและระบบอัตราแลกเปลี่ยน กำลังกลายเป็นประเด็นความขัดแย้ง ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และการจัดระเบียบการค้าระหว่างประเทศ กำลังขยายปริมณฑลไปสู่การจัดระเบียบการเงินระหว่างประเทศ

หมายเหตุ

1. โปรดอ่าน รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ "การเมืองว่าด้วยค่าเงินหยวน" ผู้จัดการรายวัน ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม 2546

2. คำทำนายของ Goldman Sachs ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนของสาธารณรัฐประชาชนจีน โปรดอ่านรายงานข่าว "China to Revalue Yuan in First Quarter of 2004 : Goldman Sachs", Channelnewsasia.com (January 12, 2004)

3. การคาดการณ์ว่า สาธารณรัฐประชาชนจีนอาจต้องปรับค่าเงินหยวนเพิ่มขึ้น มีมาแต่ปี 2544 โปรดอ่าน Chi Lo, "Will China Re-value the Renminbi?", Finance Asia.com (December 18, 2001)

4. บทวิเคราะห์นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนของสาธารณรัฐประชาชนจีนดูอาทิ

John Williamson, "The Renminbi Exchange Rate and Global Monetary System," Institute for International Economics, Washington, D.C. www.iie.com/publications/papers/williamson 1103.htm

Zhaoyong Zhang, "The Exchange Rate Value of the Renminbi and China's Balance of Trade : An Empirical Study. NBER Working Paper No. 5771 (September 1996), National Bureau of Economic Research. Cambridge, MA, USA. www.nber.org

5. บันทึกการอภิปรายว่าด้วยค่าเงินหยวน โดยนักเศรษฐศาสตร์การเงินคนสำคัญ โปรดอ่าน

"Is the Chinese Currency the Renminbi, Dangerously Undervalued and A Threat to the Global Economy? : A Symposium of Views", The International Economy (Spring 2003) ดู www.findarticles.com

 

 

กลับหน้าแรก