แปรรูปไฟฟ้ายังเป็นความสับสน

ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ PiyasvastiA@k-asset.co.th  กรุงเทพธุรกิจ  วันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2547

ในช่วงสามสัปดาห์ที่ผ่านมา การแปรรูปการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ดูเหมือนว่ามีความก้าวหน้าหลายประการ

ประการแรก มีการเลื่อนกำหนดการในการกระจายหุ้นจากภายในวันที่ 31 มี.ค. 2547 เป็นกลางเดือนพ.ค. 2547 แม้ว่าเป็นการเลื่อนให้ช้าออกไป แต่ก็ถือว่าเป็นความก้าวหน้าเพราะเป็นการกำหนดเป้าหมายที่มีความเป็นไปได้มากขึ้น

ประการที่สอง กฟผ. ได้จัดทำแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าชุดใหม่เรียบร้อยแล้ว

ประการที่สาม กระบวนการในการทำประชาพิจารณ์เพื่อแปลงสภาพ กฟผ. เป็นบริษัทจำกัดได้เริ่มขึ้นแล้ว และประการที่สี่ มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจระหว่าง กฟผ. กับ บริษัทบ้านปู จำกัด ในการแลกหุ้นที่บริษัทบ้านปูฯ ถือในบริษัทผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้งจำกัด (RATCH) กับหุ้นที่ กฟผ. ถือในบริษัทผลิตไฟฟ้าจำกัด (EGCOMP)

อย่างไรก็ตามนโยบายที่มีการประกาศออกมานั้น ล้วนแต่ก่อให้เกิดคำถามที่ตามมาอีกมาก และทำให้เกิดความสับสนพอสมควร

แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าชุดใหม่มีวัตถุประสงค์หลักในการปรับแผนการลงทุน เพื่อให้ประเทศไทยมีกำลังการผลิตไฟฟ้าเพียงพอตอบสนองความต้องการใช้ในอนาคต และมีวัตถุประสงค์รองในการกำหนดว่า ในการขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าในอนาคต เอกชนจะมีสิทธิลงทุนเท่าใด ในช่วงเวลาใด และ กฝผ. จะลงทุนเท่าใด

แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าชุดใหม่ ได้เลื่อนการปรับปรุงโรงไฟฟ้าเก่าสองโรงออกไป คือ โรงไฟฟ้าพลังความร้อนพระนครใต้หน่วยที่ 1-2 และโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมบางปะกงหน่วยที่ 1-2 ซึ่งทำให้ในช่วงปี 2549-57 กำลังผลิตไฟฟ้าสำรองอยู่ในระดับเกินกว่า 15% ทุกปี ยกเว้นปี 2549 และ 2550 ในขณะเดียวในแผนใหม่ฯ ไม่มีการเลื่อนโรงไฟฟ้าเอกชนที่ กฝผ. ได้ลงนามไว้แล้วกับผู้ลงทุนให้เร็วขึ้น หรือเพิ่มกำลังการผลิตของโรงไฟฟ้าเอกชนตามที่ได้มีการคาดหมายเอาไว้

นอกจากนั้น ในแผนใหม่ฯ กฟผ.จะลงทุนในโครงการใหม่อีก 2,800 เมกะวัตต์ ซึ่งจะเริ่มผลิตไฟฟ้าในช่วงปี 2550-2552 ได้แก่ โรงฟ้าพลังความร้อนร่วมสงขลา โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมบางปะกงชุดที่ 5 โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมพระนครเหนือชุดที่ 1 และโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมพระนครใต้ชุดที่ 3 ส่วนโรงไฟฟ้าใหม่ที่จะเกิดขึ้นในช่วงปี 2554-2558 ซึ่งมีกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด 11,200 เมกะวัตต์ นั้น กฟผ.พร้อมที่จะลงทุนเองทั้งหมดและได้มีการกำหนดรายละเอียดต่างๆ ไว้แล้ว

แต่เนื่องจากแนวทางการกำกับดูแลที่คณะรัฐมนตรีเพิ่งให้ความเห็นชอบไปเมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2546 ได้กำหนดว่า ยังเปิดโอกาสให้เอกชนสามารถลงทุนในการผลิตไฟฟ้าและขายไฟฟ้าให้ กฟผ. โดยองค์กรกำกับดูแลที่จะจัดตั้งขึ้นใหม่จะเป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไขและคัดเลือกโครงการในแผนการลงทุนใหม่จึงกำหนดให้

"กฟผ.ก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 (8 โรงไฟฟ้า) โดยใช้ราคาค่าไฟฟ้าที่ผ่านการพิจารณาเรียงตามลำดับ แต่ถ้า กฟผ. เสนอราคาค่าไฟฟ้ารับซื้อต่ำสุด กฟผ.จะได้สร้างโรงไฟฟ้าใหม่ทั้งหมด และ กฟผ. ได้กำหนดชื่อโรงไฟฟ้าใหม่ไว้ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของกฟผ.แล้ว"

จากข้อความที่ปรากฏดังกล่าวข้างต้น ผมไม่แน่ใจว่ารัฐบาลมีความจริงใจเพียงใดในการเปิดให้เอกชนลงทุนผลิตไฟฟ้า เพราะการแข่งขันนี้เป็นการแข่งขันที่ไม่เท่าเทียมกัน

เนื่องจาก กฟผ. มีฐานะเป็นผู้ซื้อไฟฟ้าด้วย ผู้ลงทุนในกิจการไฟฟ้าทราบดีว่า การแข่งขันในลักษณะดังกล่าวเป็นเรื่องที่ยากมาก และ กฟผ. ในฐานะผู้ซื้อรายเดียวมีวิธีการต่างๆ สารพัดที่ทำให้โครงการของเอกชนไม่เกิดขึ้น ความไม่ชัดเจนของแผนนี้ มีผลกระทบต่อทั้งการกระจายหุ้นของ กฟผ. ในตลาดหลักทรัพย์ และอนาคตของผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน

ถ้ารัฐต้องการให้ กฟผ. เป็นผู้ลงทุนในการขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าในอนาคตแต่เพียงผู้เดียว ก็ควรกำหนดให้ชัดเจนไปเลยว่า กฟผ. เป็นผู้ลงทุนแต่เพียงผู้เดียว ไม่ต้องมีการประมูลแข่งขันให้เสียเวลา

แต่ถ้ามีความต้องการจริงๆ ที่จะเห็นการลงทุนโดยเอกชน รัฐต้องกำหนดกติกาในการแข่งขันที่เป็นธรรม วิธีหนึ่งคือกำหนดให้ชัดเจนว่า การขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าในอนาคต กฝผ. จะลงทุนในส่วนใด และส่วนใดจะเปิดให้มีการประมูลแข่งขันโดยเอกชน ในส่วนที่เปิดประมูลก็อย่าให้ กฟผ. หรือบริษัทในเครือของ กฟผ. ยื่นข้อเสนอในการประมูลแข่งขันกับเอกชน ยกเว้นว่าจะมีการแยกระหว่างกิจการผลิตไฟฟ้ากับกิจการส่งไฟฟ้าอย่างชัดเจน

ในเรื่องการแลกหุ้นที่บริษัทบ้านปูฯ ถือใน RATCH กับหุ้นที่ กฟผ. ถือใน EGCOMP นั้น ถือว่าเป็นความพยายามที่สำคัญและความตั้งใจดีในการกำหนดบทบาทของ EGCOMP และ RATCH ให้ชัดเจนก่อนการแปรรูป กฟผ.

อย่างไรก็ตาม หลังการประกาศนโยบายดังกล่าวออกมา ปรากฏว่ามีการเปลี่ยนแปลงแนวทางในการดำเนินการเกือบทุกวันและสร้างความปั่นป่วนและสับสนพอสมควร เท่าที่ผมอ่านในหนังสือพิมพ์ลำดับของความสับสนเป็นดังนี้

วันแรก กฟผ. บอกว่าจะทำเทนเดอร์ออฟเฟอร์หุ้นที่เหลือใน RATCH และเพิกถอน RATCH ออกจากตลาดหลักทรัพย์ ในวันต่อมามีข่าวว่า กฟผ. กำลังหาวิธีการที่จะไม่ทำเทนเดอร์ออฟเฟอร์ และคิดว่าสามารถทำได้โดยขอยกเว้นจาก ก.ล.ต.

ขณะเดียวกันมีผู้บริหารระดับสูงของ ก.ล.ต. ให้ข่าวว่าคงไม่สามารถให้การยกเว้นได้ เพราะไม่เข้าข่าย

ต่อมาอีกวันมีข่าวว่า แม้ว่า กฟผ. จะทำเทนเดอร์ออฟเฟอร์แต่ก็ยังต้องการให้ RATCH เป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต่อไป

ล่าสุด กฟผ. ยืนยันว่า ยังต้องการให้ RATCH เป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต่อไป หากในการทำเทนเดอร์ออฟเฟอร์ต้องซื้อหุ้นจากผู้ลงทุนมากเกินไปก็จะขายคืนให้ผู้ลงทุนอื่นในปริมาณที่เพียงพอ เพื่อให้ RATCH สามารถเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต่อไป

เดิมที ผมเข้าใจว่า การแลกหุ้น และนำ RATCH ออกจากตลาดหลักทรัพย์นั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การกระจายหุ้นของ กฟผ. เป็นที่สนใจของผู้ลงทุนมากขึ้น โดยผู้ลงทุนไม่จำเป็นต้องกระจายเงินลงทุนระหว่าง บริษัท กฟผ. EGCOMP และ RATCH หรือขายหุ้นใน RATCH และ EGCOMP เพื่อมาซื้อหุ้น กฟผ. ซึ่งทำให้มูลค่าหุ้นของ กฟผ. ในทั้งสองบริษัทลดลง

ทั้งนี้เราได้เคยเห็นการสับเปลี่ยนหุ้นในลักษณะนี้มาแล้วในการกระจายหุ้น ปตท.ในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งปรากฏว่า ผู้ลงทุนส่วนหนึ่งขายหุ้นของ ปตท.สผ. ก่อนการจองหุ้นปตท. และมีผลทำให้ราคาหุ้น ปตท.สผ. ลดลงมาก

แต่ถ้าเป็นตามข่าวล่าสุด ความเข้าใจของผมก็ผิดหมด เพราะเรายังคงมีทั้ง EGCOMP และ RATCH เป็นบริษัทผลิตไฟฟ้าที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เหมือนเดิม จะแตกต่างกันก็ตรงที่บริษัทบ้านปูฯเป็นผู้ถือหุ้นใน EGCOMP แทนที่จะเป็น กฟผ. ถ้า กฟผ.ต้องการขายหุ้นใน EGCOMP ทำไมไม่ใช้วิธีการที่ตรงไปตรงมาและง่ายกว่านี้

การแปรรูปรับวิสาหกิจเป็นเรื่องที่มีความสลับซับซ้อนและละเอียดอ่อน และถ้าเกี่ยวข้องกับกิจการที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ด้วยแล้ว รัฐจะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ การกำหนดนโยบายใดๆ ต้องคิดให้รอบคอบ ทุกแง่ทุกมุม เมื่อแน่ใจแล้ว จึงค่อยประกาศและเดินหน้าในการนำสู่การปฏิบัติโดยเร็วที่สุด ไม่ใช่คิดไปทำไปอย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้

 

กลับหน้าแรก