Set Index เป้าหมาย !

จับกระแส : เบ็ญจวรรณ เผ่าจินดามุข benjawan_p@nationgroup.com  กรุงเทพธุรกิจ  วันที่  5  มกราคม พ.ศ. 2547

ย้อนกลับไปเกือบหนึ่งปีเมื่อนายกรัฐมนตรี พูดถึงอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือจีดีพี กว่าจะแยกกันออกระหว่างการคาดการณ์ กับ "ตัวเลขเป้าหมาย" ตามแนวทางบริหารจัดการแบบ Strategic Management ก็ต้องใช้เวลาอยู่นาน

"จีดีพีเป้าหมาย" ได้รับการยอมรับมากขึ้นเป็นลำดับ ผู้คนเข้าใจมากขึ้นว่าจีดีพีเป้าหมาย มีวัตถุประสงค์หลักอยู่ที่การดีไซน์เครื่องมือ และกลไกการทำงานด้านเศรษฐกิจมหภาคของรัฐบาล

แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม จีดีพีเป้าหมาย กับ ดัชนีตลาดหุ้นเป้าหมาย ไม่ใช่เรื่องเดียวกันแน่ๆ

สำหรับจีดีพีเป้าหมาย แม้จะมีผลทางจิตวิทยาอยู่บ้างทางด้านความเชื่อมั่น แต่ไม่มีใครลุกขึ้นมา "เก็งกำไร" จากการเปลี่ยนแปลงของจีดีพี

ต่างกับ ดัชนีตลาดหุ้นเป้าหมาย หรือ มาร์เก็ตแคปเป้าหมาย ที่ออกจากปากหัวขบวนของภาครัฐ ทั้งตัวนายกรัฐมนตรี และรองนายกรัฐมนตรี ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจของนักลงทุนอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

พลันที่ ดร.สมคิด ประกาศสร้างสิ่งมหัศจรรย์ทำนายดัชนีตลาดหุ้นปีหน้ามีสิทธิทะลุ 1,000 จุด ตามด้วยการแสดงความมั่นใจของท่านนายกฯ ว่า มาร์เก็ตแคป หรือมูลค่าตามราคาตลาดรวมของ หุ้น ปตท.จะเพิ่มจาก 7 แสนล้านบาท ไปสู่ 1 ล้านล้านบาท สำทับด้วยคำกล่าวของผู้บริหาร ปตท.ว่า ราคาหุ้นของ ปตท.น่าจะขึ้นไปที่ระดับ 300 บาท ตลาดหุ้นไทยส่งท้ายปีแพะจึง "ร้อนฉ่า" รั้งไม่หยุดฉุดไม่อยู่

หุ้น ปตท.พุ่งขึ้นวันเดียว 19 บาท ส่วนดัชนีตลาดหุ้นทำนิวไฮรายวันส่งท้ายสิ้นปี

ปฏิเสธไม่ได้ว่านี่คือ "ผล" ของปฏิกิริยาเคมีที่มี "ผู้นำรัฐบาล" เป็นตัวเร่ง

วิธีปลุกเร้าสร้างความเชื่อมั่นในลักษณะ "สุ่มเสี่ยง" เช่นนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ไม่ถึงกับมีผลลัพธ์ด้านลบชัดเจน แต่ก็ทำให้ต้องคิดต่อว่าหากมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นบ่อยๆ จะเกิดอะไรขึ้นกับตลาดหุ้นไทย และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ทั้งที่เครื่องกำลังร้อนจัด ถูกจังหวะเวลาหรือไม่ที่ผู้นำรัฐบาลจะลุกขึ้นมาวาดหวังดัชนีหุ้นเป้าหมาย หรือมาร์เก็ตแคปเป้าหมาย จนทำให้นักลงทุน "ขานรับ" กันพรึ่บพรั่บ

สภาพแวดล้อมทางการลงทุนเปลี่ยนแปลงไปจาก 2 ปีก่อนชนิดหมุนกลับ 180 องศา บทบาทของรัฐบาลในวันนี้ก็น่าจะพลิกกลับไปด้านตรงข้าม ด้วยการถอนสมอจากบท "เชียร์แขก" และปล่อยให้กลไกในตลาดหุ้นเดินหน้าตามกติกาที่ตั้งไว้

ไม่จำเป็นต้องมี "ตัวเร่ง" วันนี้ตลาดหุ้นไทยก็พร้อมเต็มร้อยด้วยผลกำไรของบริษัทจดทะเบียนที่พุ่งกระฉูด และปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจที่รองรับทุกด้าน

หากรัฐบาลเชื่อว่าตลาดหุ้น คือ ภาพสะท้อนเศรษฐกิจ ก็ไม่มีเหตุผลที่ต้องเพิ่มความร้อนแรงด้วย "ลมปาก" ซึ่งเท่ากับเปิดทางให้บรรดา "นักฉวยโอกาส" ลุกขึ้นมาผสมโรงปล่อยข่าวไล่ราคาหุ้นรายตัว

ส่วนตลาดหลักทรัพย์ได้แค่ทำตาปริบๆ เมื่อรัฐวิสาหกิจเป็นเสียเอง แล้วจะนำความชอบธรรมที่ไหนไปวางกฎห้ามผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนชี้นำราคา

 

กลับหน้าแรก