2004 ปีแห่ง "เอฟทีเอ เมเนีย"

มติชนรายวัน  วันที่  1  มกราคม พ.ศ. 2547  

สภาวะชะงักงันในการเจรจาการค้าในกรอบพหุภาคี อย่างเช่น การเจรจาการค้ารอบโดฮา ภายใต้องค์การการค้าโลก ส่งผลให้เกิดกระแสการจัดทำเขตการค้าเสรีทวิภาคี หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า "ทำเอฟทีเอ" กันมากขึ้นในช่วงปลายปีที่ผ่านมา กระแสดังกล่าวได้รับการคาดหมายว่า จะทวีสูงขึ้นจนกลายเป็นการแก่งแย่งแข่งขัน หรืออาจกลายเป็นแฟชั่นที่คลั่งไคล้กันในปี 2004 นี้ นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ 2 ท่าน ให้ความเห็นต่อ "มติชน" เกี่ยวกับผลดี-ผลเสียและผลกระทบต่อประเทศไทย อันเนื่องมาจากการดำเนินการ จัดตั้งเขตการค้าเสรีทวิภาคีดังกล่าวนี้

ตีรณ พงศ์มฆพัฒน์  อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

"เอฟทีเอเป็นเครื่องมือทางการเมือง มากกว่าจะมีเหตุผลทางเศรษฐกิจ"

-ไทยจะได้รับผลกระทบอย่างไร จากการทำเอฟทีเอกับสหรัฐอเมริกา

การประเมินว่าเอฟทีเอ ส่งผลในแง่ดี หรือลบกับเศรษฐกิจไทยนั้น คงต้องประเมินกันในหลายระดับ เอฟทีเอ เป็นแนวทางที่ยึดหลักเลือกปฏิบัติทางการค้า ซึ่งขัดกับหลักขององค์การการค้าโลก แต่องค์การการค้าโลก ถือว่าการทำเอฟทีเอ หรืออะไรทำนองนี้ ซึ่งเรียกว่าอาร์ไอเอ (Regional Integration Arrangement) เป็นแนวทางในการจัดทำเขตการค้าเสรี หรือให้สิทธิพิเศษทางการค้าระหว่างกันมากกว่าสองประเทศ ซึ่งมีตั้งแต่เอฟทีเอ จนถึงกลุ่มใหญ่อย่างสหภาพยุโรป และเป็นแนวทางที่องค์การการค้าโลก อนุโลมให้ทำได้ เพราะเป็นแนวทางที่ยอมรับว่าห้ามได้ยาก

การจัดทำเอฟทีเอที่ผ่านมา ยังถือว่าทำในวงจำกัด สหรัฐเองเดิมไม่ได้สนับสนุนการทำเอฟทีเอ จนกระทั่งในยุคทศวรรษที่ 90 ที่สหรัฐเริ่มกังวลว่า ตนเองจะต่อรองในเวทีพหุภาคี ได้ยากลำบากขึ้น เพราะเวทีนี้ได้ขยายใหญ่ขึ้นมาก โดยมีประเทศกำลังพัฒนา เข้ามาเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลกเป็นจำนวนมาก เพราะเป็นเวทีเปิด สหรัฐจึงเริ่มออกมาทำเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (นาฟต้า) หลังจากนั้นทำให้เกิดความปั่นป่วน ในเวทีการค้าโลกพอสมควร เพราะหลายประเทศเริ่มวิตกกังวลว่า ต้องดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง หากสหภาพยุโรปตะวันตก ยึดมั่นกับแนวทางภูมิภาคนิยมอย่างจริงจัง ขณะที่สหรัฐ ก็เริ่มหันเหตัวเองออกจากเวทีพหุภาคี ไปเดินแนวทางที่หลากหลายมากขึ้น ไทยก็เป็นประเทศหนึ่งที่คิดว่า น่าจะต้องทำเขตการค้าเสรีอาเซียน (อาฟต้า) ขึ้น เพราะเรามีอาเซียนอยู่แล้ว จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่การทำเอฟทีเอ ในระดับทวิภาคีเริ่มขยายตัวอย่างรวดเร็วมากในทศวรรษที่ 90

รัฐบาลไทยปัจจุบันกำลังหันเหออกจากแนวทางพหุภาคี และพยายามยึดแนวทางทวิภาคี เป็นแนวทางหลักในเรื่องของการค้า และค่อนข้างชัดเจนว่า ต้องการเดินแนวทางที่ห่างจากองค์การการค้าโลก เพราะตัวผู้นำประเทศ หรือรัฐมนตรีหลายครั้งหลายวาระ ได้มีการพูดถึงการประชุมขององค์การการค้าโลก ในเชิงไม่ศรัทธา และไม่ผูกพัน แต่จะส่งผลดี หรือเสียต่อประเทศนั้นคงต้องรอดูกันต่อไป

ถ้าหากถามผู้สันทัดกรณี หรือนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์การค้าระหว่างประเทศ คงจะได้คำตอบที่คล้ายคลึงกันว่า แนวทางทวิภาคี ไม่ได้เป็นแนวทางที่ดีเหมือนแนวทางพหุภาคี โดยเฉพาะสำหรับประเทศกำลังพัฒนา เพราะปัญหาใหญ่ที่ประเทศกำลังพัฒนา ประสบอยู่ในวันนี้ไม่ใช่เรื่องอัตราภาษีศุลกากร หรือมาตรการกีดกันทางการค้าอื่นๆ แต่เป็นปัญหาอื่นค่อนข้างมาก เช่นเรื่องเงินบำรุง มาตราการป้องกันการทุ่มตลาด หรือระบบการค้าที่ไม่มีระเบียบชัดเจน ดังนั้น ผลประโยชน์หลักของประเทศกำลังพัฒนาจำนวนมาก จึงอยู่ที่การสร้างให้องค์การการค้าโลกเป็นสถาบัน หรือองค์กรที่ส่งเสริมระบบการค้าโลกบนฐานกติกา ไม่เช่นนั้นอำนาจการต่อรองทางการค้าจะอยู่ที่ประเทศที่มีน้ำหนักมากกว่า นี่เป็นผลประโยชน์ที่ชัดเจน

หากมองในภาพรวมมันค่อนข้างอันตราย สำหรับประเทศเล็กๆ อย่างประเทศไทย ที่จะใช้ยุทธวิธีในเชิงทวิภาคี แม้ด้านหนึ่งเราอาจจะได้บางประเทศ เข้ามาร่วมด้วยโดยเฉพาะประเทศใหญ่อย่างสหรัฐ สิ่งที่เราจะได้จากสหรัฐ ในเชิงตลาดภาพรวม อาจจะดูว่ามากเพราะสหรัฐ เป็นประเทศใหญ่ แต่จริงๆ แล้วสิ่งที่จะได้แทบจะไม่มีเลย เพราะประเทศเหล่านี้ภาษีศุลกากรเขาต่ำมากอยู่แล้ว และปัญหาที่เรามีกับเขา ส่วนใหญ่เป็นปัญหากรณีพิพาท ซึ่งหลายๆ เรื่องส่วนใหญ่ไม่สามารถบรรจุอยู่ในเอฟทีเอได้ เพราะเป็นเรื่องที่อยู่ในองค์การการค้าโลก เช่นการแก้ไขกรณีข้อพิพาท หรือปัญหาข้อกฎหมาย มันไม่ได้อยู่ในเอฟทีเอเพราะเอฟทีเอ ถือเป็นเพียงส่วนย่อยของการเปิดการค้าเสรี ดังนั้น ถึงเข้าไปอย่างไรก็ไม่ใช่ว่าจะได้อะไรมากมาย แต่สิ่งที่สูญเสียคืออำนาจการต่อรอง ไม่ว่าผู้นำประเทศจะบอกว่า เราไม่มีปัญหาอำนาจการต่อรอง แต่ในทางปฏิบัติเราก็ทราบดีว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่สหรัฐ จะมีอำนาจต่อรองน้อยกว่าประเทศไทย คงไม่มีใครเชื่อ

ในส่วนของประเทศไทย ประเด็นสำคัญที่สุด ที่ต้องยึดเป็นหลักพื้นฐานในการทำเอฟทีเอคือ ควรดูว่ามีการเปิดเสรีในภาคการเกษตรหรือไม่ ถ้าคู่สัญญาไม่เปิดเสรีภาคการเกษตร ให้ผลประโยชน์ที่เราจะได้รับ ก็มีน้อยมาก หากมีการเปิดเสรีเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการเราคงไม่ได้ประโยชน์ เพราะภาคอุตสาหกรรมอัตราภาษีต่ำมากอยู่แล้ว ขณะที่ภาคบริการเราขาดความเชี่ยวชาญ ทำให้ต้องตกอยู่ในสถานะตั้งรับ และต้องปรับตัวสูง จริงๆ แล้วไทยควรจะยึดเอฟทีเอเป็นแนวทางเสริมมากกว่า หมายถึงว่าเป็นแนวทางในการสร้างเครือข่ายพันธมิตรในเวทีโลก

-ถ้ามองจากแง่นี้คิดว่าเหตุใดรัฐบาลจึงเดินหน้าในการทำเอฟทีเอ

ผมคิดว่ามันเป็นวิสัยของนักการเมืองมากกว่า คือต้องการเห็นผลที่เร็วไว้ก่อน คือให้เกิดความชัดเจนว่า มันจะเกิดหรือไม่เกิด แต่สิ่งที่ไม่ชันเจนคือภาระ ความเสี่ยงในอนาคต หรือความไม่ยืดหยุ่นของยุทธศาสตร์การค้าที่สูญเสียไป มันถือเป็นเรื่องของอนาคต แนวทางที่รัฐบาลทำทุกวันนี้คือแนวทางที่สิงคโปร์ทำ แต่ต่างกันที่ไทย และสิงคโปร์เป็นประเทศที่มีพื้นฐานไม่เหมือนกัน

-เป็นเพราะไม่ได้มีการทำการศึกษาถึงผลดีผลเสียก่อนหรือไม่ หรือเพราะเอฟทีเอ ถูกใช้เป็นเครื่องมือในทางการเมือง

ไม่ต้องศึกษา เพราะกรอบเขามีอยู่แล้ว และข้าราชการต้องทำให้ได้ มันเป็นเครื่องมือทางการเมืองมากกว่า ผมคิดว่าเหตุผลในทางเศรษฐกิจมีน้อยมาก เพราะตามหลักการทำเอฟทีเอ มันต้องคิดเหตุผลทางเศรษฐกิจให้รอบด้าน หากดูจากกลไกมันเหมือนทำกับประเทศที่สิงคโปร์ทำ ดูแล้วแทบจะไม่มีอะไรพิเศษเลย

ที่สำคัญรัฐบาลไม่ได้อธิบายถึงเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์ ว่าทำไมจึงทำเอฟทีเอ กับประเทศนี้แล้วไม่ทำกับประเทศนั้น จะเป็นเหตุผลทางการเมือง หรือเหตุผลทางธุรกิจหรือเปล่า อันนี้ก็ไม่มีใครรู้เพราะที่ทำอยู่ขณะนี้ก็คือ ผู้นำสั่งทั้งนั้น กระบวนการในการกำหนดนโยบายในการทำเอฟทีเอของไทย มันไม่โปร่งใส ซึ่งสิ่งนี้มันไม่ค่อยเกิดขึ้นในประเทศอื่น กระทรวงพาณิชย์ไม่เคยบอกเลยว่า เราจะได้ประโยชน์อะไรในทางเศรษฐศาสตร์บ้าง ที่สงสัยคืออะไร คือเหตุผลที่ต้องทำเอฟทีเอ กับบางประเทศ แต่คำถามที่สงสัยไม่เคยได้รับคำตอบ ผมคิดว่าขณะนี้ไทย กำลังเดินแนวทาง ที่แยกจากประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งในระยะยาวไม่ใช่เรื่องดี เพราะไทยจะมีอำนาจต่อรองน้อยมาก ในเวทีการค้าโลก จะทำอะไรก็ต้องอาศัยพึ่งพาประเทศมหาอำนาจ

มันน่าสังเกตมากว่าจริงๆ แล้วมันเป็นเรื่องผลประโยชน์ทางการเมือง หรือว่ารัฐบาลไม่เข้าใจระบบการค้าโลก คืออาจจะเข้าใจวิถีทางทำธุรกิจ แต่อาจไม่เข้าใจระบบการค้าโลก หรือเปล่าว่าผลประโยชน์ของประเทศไทย มันอยู่ตรงไหน จริงๆ แล้วการดำเนินนโยบาย มันต้องอาศัยวิสัยทัศน์ ไม่ใช่แค่หวังผลช่วงสั้นๆ ว่าไปทำอะไรกับประเทศไหน มีจำนวนโครงการเยอะๆ เพื่อจะได้เห็นว่าผู้นำประเทศอื่นมีใครทำอย่างนี้ อันนั้นมันคงไม่ใช่ผลประโยชน์ของประเทศ แต่อาจเป็นผลประโยชน์ของตัวนายกรัฐมนตรีเอง หรือธุรกิจของคนรอบข้างซึ่งไปสร้างความสัมพันธ์เอาไว้ ซึ่งอันนี้พวกเราไม่มีใครทราบเลย

-แต่ทุกวันนี้คนก็มองว่าเศรษฐกิจมันดีขึ้น ตลาดหุ้นก็ขึ้น

หุ้นขึ้นมันไม่ได้เกี่ยวกัน มันเป็นเรื่องของวิธีการทางการตลาด แต่ประเด็นสำคัญคือ ประเทศไทยกำลังเดินออกนอกทาง ที่สังคมประเทศกำลังพัฒนา มีความเห็นพ้องกันว่า แนวทางทวิภาคี หรือเอฟทีเอ อาจมีอันตรายได้ ถ้าหากไปทำกับประเทศใหญ่ เพราะเขารู้ว่าจะเสียประโยชน์ ในกรณีของไทยเรา จะไปเปรียบกับสิงคโปร์ หรือฮ่องกงไม่ได้ เพราะเขามีลักษณะเฉพาะมากๆ

-มองว่าในระยะยาว ผลประโยชน์ที่ยั่งยืนของประเทศกำลังพัฒนาคือเวทีพหุภาคีมากกว่า

แน่นอน เพราะมันเป็นเวทีที่ใช้ในการวางกฎระเบียบร่วมกัน มีกฎหมายรองรับ มีการแก้ไขกรณีข้อพิพาท ซึ่งอย่างน้อยก็เป็นธรรม ต่อการเจรจาระหว่างประเทศต่อประเทศ เมื่อระบบมันใหญ่ก็ติดขัด อีกทั้งผลประโยชน์มันก็เยอะทำให้การเจรจาไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เอฟทีเอที่ดูง่ายก็เพราะผลประโยชน์มันน้อย มันจับกันในเรื่องเล็กน้อยและจับกันไปเรื่อยๆ

-ที่มีการระบุว่าทำเอฟทีเอแล้ว จะช่วยดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศให้เข้ามาในไทยมากขึ้น เพราะสินค้าที่ผลิตในไทยสามารถส่งไปขายในประเทศอื่นๆ ได้ด้วยมันมีน้ำหนักหรือไม่

มันก็มีส่วนเพราะจะมีการลงทุนบางส่วนเข้ามา แต่ถ้าพูดจริงๆ แล้วตรงนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะความตกลงในการจัดทำเอฟทีเอทั่วไป จะมีข้อกีดกันทางการค้า และการลงทุนแฝงอยู่ในนั้นด้วย ภายใต้ข้อกำหนดเกี่ยวกับแหล่งกำเนิดสินค้า ซึ่งจะมีกลไกการทำงานที่ซับซ้อน และทำให้นักลงทุนต่างประเทศ ที่หวังว่าจะมาลงทุนในไทยเพื่อหวังจะส่งออกไปยังประเทศอื่นโดยเฉพาะสหรัฐทำได้ยากมาก เพราะมันไม่ได้ดูแค่แหล่งผลิตอย่างเดียว

-การเอาประเทศ ไปผูกกับการทำเอฟทีเอที่จริงแล้วมันดีหรือไม่

ในแนวทางทางเศรษฐศาสตร์ การทำเอฟทีเอมีข้อดีคือ เป็นการเปิดเสรีให้ผู้บริโภค มีทางเลือกมากขึ้นในการบริโภคสินค้า ซึ่งดีกว่าการกีดกันทางการค้า แต่เอฟทีเอเอง ก็เป็นการเปิดเสรีที่เกิดขึ้นไป พร้อมกับการกีดกันทางการค้าเช่นกัน โดยประเทศที่ไม่ใช่คู่เจรจา จะต้องรับภาระ ดังนั้น มันจึงมีทั้งส่วนที่ดีและส่วนที่ไม่ดี อันนี้เป็นสิ่งที่เราต้องระมัดระวังว่า เมื่อกำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจ ในการทำเอฟทีเอ ต้องพยายามยึดหลักทางเศรษฐศาสตร์เป็นหลักว่า เหตุผลที่ทำกับประเทศหนึ่งคืออะไร และเรามีทางเลือกอื่นหรือไม่ เพราะแต่ละประเทศก็มีข้อดีข้อเสียในการจับคู่ไม่เหมือนกัน

มันเป็นการเดินแนวทางที่คิดว่าคนอื่นเขาไม่ฉลาด เพราะคุณทำก็ไม่ได้หมายความว่าประเทศอื่นเขาจะไม่ทำ เมื่อไทยทำเดี๋ยวประเทศอื่นเขาก็ทำเหมือนกัน ท้ายที่สุดแล้วก็ไม่มีใครได้อะไร เพราะมันไม่มีใครหยุดนิ่ง เขาก็ไปทำกับคนอื่น ท้ายที่สุดแล้วมันก็จะเกิดความยุ่งยากในระบบการค้าโลกอีก

สมภพ มานะรังสรรค์  อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

"การทำเอฟทีเอของมหาอำนาจโลก ไม่ใช่เรื่องทางเศรษฐกิจอย่างเดียว แต่พ่วงเป้าหมายด้านความมั่นคง การเมือง และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเข้ามาด้วย"

-ทำไมถึงมีความพยายามทำเอฟทีเอกันมากขึ้น

ปัจจุบันนี้เอฟทีเอ กลายเป็นแฟชั่นเพราะเวทีพหุพาคีมันมีปัญหา โดยเฉพาะเวทีพหุพาคีที่ใหญ่ที่สุด และสำคัญที่สุดคือ องค์การการค้าโลกที่เป็นเวทีเดียวที่มีนัยะทางนิตินัย ซึ่งเวทีอื่นมันไม่มี ทำให้การหวังผลจากเวทีพหุภาคี เป็นเรื่องยาก ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกมันไม่ลงตัว เพราะขณะนี้มีความไม่เชื่อมโยงเกิดขึ้น ในทุกระดับของเศรษฐกิจ ทั้งในความเชื่อมโยงระหว่างภาคการเงินกับภาคเศรษฐกิจ ทุกวันนี้มันมีสภาพคล่องล้นเกิน เงินมีเยอะไปหมด แต่มันต่อสายเข้าหาภาคการผลิตจริงได้ไม่เต็มที่ เพราะภาคการผลิตเองก็มีปัญหาการล้นเกินของกำลังเงินทุนมาก โดยมากภาคธุรกิจที่โยงกับผู้บริโภคมากๆ เช่น ธุรกิจบันเทิง การกีฬา และภาคการบริการมันจะขยายตัวไปได้ นอกจากกลุ่มนี้แล้วก็จะมีภาคธุรกิจ ที่เป็นผลพวงจากเศรษฐกิจฟองสบู่ เช่น รถยนต์ อสังหาริมทรัพย์ และสินค้าฟุ่มเฟือยทั้งหลาย แต่โดยมากจะมีความกระจุกตัวค่อนข้างสูง จึงขาดฐานที่จะมารองรับเงินทุนที่มีอยู่อย่างมหาศาลในโลก

ถ้าจะถามว่า ทำไมปัจจุบันนี้โลกถึงมีเงินทุนอยู่อย่างมากมาย ก็มาจากหลายส่วน อย่างแรกคือการดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากๆ ของธนาคารกลางของประเทศต่างๆ ไม่ว่า สหรัฐ ญี่ปุ่น และประเทศต่างๆ ในเอเชีย เช่นการลดดอกเบี้ยจนต่ำที่สุดในรอบนับสิบปี การเพิ่มฐานเงิน โดยพิมพ์เงินออกมาเพิ่ม ให้หมุนเวียนอยู่ในระบบเพื่อหวังจะกระตุ้นเศรษฐกิจขึ้นมา พอเงินมีมากทำให้สภาพคล่องมีเหลือเฟือ และเป็นสาเหตุที่ทำให้อสังหาริมทรัพย์ทั่วโลกมันขยายตัวมาก จนกลัวกันว่าอาจจะกลายเป็นสภาวะฟองสบู่ เพราะมีปริมาณเงินอยู่มากมายในโลกทั้งจากในช่วงเศรษฐกิจฟองสบู่ก่อนหน้านี้ ของเก่ายังใช้ไม่หมดก็มีของใหม่ทบเข้ามาอีก ไม่เพียงเท่านี้แทบทุกประเทศยังนำเอานโยบายการคลังที่ผ่อนคลายมาใช้โดยการตั้งงบประมาณแบบขาดดุล ซึ่งเป็นการเพิ่มเงินเข้าไปในระบบอีก

กล่าวโดยสรุปคือมันขาดความเชื่อมโยงระหว่างภาคการเงิน และภาคเศรษฐกิจจริง ซึ่งมีกำลังการผลิตล้นเกินอยู่แล้ว ก็ยิ่งมีการใช้น้อยลง โอกาสลงทุนใหม่ไม่มี ทำให้ต้นทุนสินค้าแพงขึ้น แต่ปรับราคาสินค้าเพิ่มขึ้นไม่ได้ เพราะประเทศเกิดใหม่ทางทุนนิยม ไม่ว่าจีน เวียดนาม หรืออินเดีย ผลิตสินค้าออกขายในราคาที่ถูก ของที่จะขายเพิ่มได้ก็กระจุกตัวเฉพาะกลุ่มที่มันโตในฟองสบู่ เมื่อเป็นเช่นนี้ ทุกประเทศจำเป็นต้องปกป้องอุตสาหกรรมของตนเอง เช่นที่สหรัฐกำลังเล่นงานทีวีสีจากจีน และมาเลเซีย และสิ่งทอจากจีน โดยใช้ช่องว่างของดับเบิลยูทีโอ ซึ่งเป็นเวทีพหุพาคี มาเล่นงานคู่ค้าของตนเองเพราะเห็นว่าจีนไม่ปฏิบัติตัวในเรื่องอื่นๆ สอดคล้องกับที่สหรัฐต้องการ เช่นการเปลี่ยนแปลงค่าเงินหยวน เหตุการณ์เหล่านี้ยิ่งทำให้สภาวะของเวทีพหุพาคีมีความไม่ลงตัวมากขึ้น เสียศูนย์มากยิ่งขึ้น เมื่อมันไม่มีเวทีพหุพาคีที่เดินหน้าไปได้มันก็ต้องหาวิธีอื่น

-ในระยะยาวแล้วจะเป็นอย่างไร

เอฟทีเอมันเป็นเครื่องมือในทางกลยุทธ์ แต่ไม่ใช่เครื่องมือในทางยุทธการ ที่ว่าเป็นเครื่องมือในทางกลยุทธ์คือ มีการใช้เอฟทีเอ มาเป็นสิ่งที่สร้างการบริหารข่าวดี (good news management) ปล่อยข่าวดีออกมาอีกเรื่อยๆ แต่จะทำได้มากน้อยแค่ไหน เป็นอีกเรื่องหนึ่ง อย่างกับอินเดีย ตั้งเป้าไว้ว่าจะเจรจากันในสินค้า 500 ชนิดออกมาแค่ 80 ชนิด หรือจีน ก็ทำได้แค่การเปิดเสรีผักผลไม้ 200 ชนิด แต่ว่าข่าวมันใหญ่ ออกมาว่าเมืองไทยประสบผลสำเร็จ ในการทำเอฟทีเอ กับประเทศนั้นประเทศนี้ พอข่าวมันใหญ่ก็เป็นประโยชน์ เงินทองมันก็ไหลเข้ามาในตลาดหุ้น หุ้นขึ้น ราคาอสังหาริมทรัพย์ขึ้น เพราะมันมีผลทางด้านจิตวิทยา ข่าวดีในลักษณะนี้จะมีผลต่อเศรษฐกิจที่มุ่งเก็งกำไรเฉพาะหน้าสูง มันเป็นผลประโยชน์มหาศาลขนาดไหน สำหรับบริษัทจดทะเบียนและคนที่มีหุ้นเยอะๆ เรียกว่าเหมือนเงินหล่นใส่ลงมาจากฟ้าเลยด้วยการบริหารข่าวดีอย่างนี้

เมื่อเป็นอย่างนี้แล้วในอนาคตเอฟทีเอจะเป็นอย่างไร ผมเชื่อว่าไม่มีใครสนใจมากหรอก แต่ว่าในระยะสั้นๆ มันเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย ไม่ว่ารัฐบาลหรือนักธุรกิจ การบริหารข่าวดีเป็นเครื่องมือของโลกาภิวัตน์ ที่มาพร้อมกับการไหลเวียน ของข้อมูลข่าวสารที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว ในโลกยุคปัจจุบัน การบริหารข้อมูลที่เหมาะสม ก็เหมือนการจับแพะชนแกะ ถ้าจับให้เป็นก็ทำให้กลายเป็นเงินเป็นทองขึ้นมาได้ เหมือนการบริหารข้อมูลเรื่องเอฟทีเอ หรือเรื่องการควบรวมกิจการของบริษัทต่างๆ ในอดีต จะทำจริงหรือไม่ไม่มีใครรู้แต่หุ้นมันขึ้นไปแล้ว ตอนนี้มันเป็นเหมือนโรคคลั่งไคล้ไหลหลงเอฟทีเอ เป็นเอฟทีเอ มาเนีย เหมือนที่เคยเกิดโรคคลั่งไคล้ไหลหลงการควบรวมกิจการ (Merger mania) ในสหรัฐเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ดังนั้น มันคือเครื่องมือในเชิงกลยุทธที่หวังผลได้ในช่วงระยะสั้นเป็นหลัก

-การทำเอฟทีเอของไทยกับประเทศต่างๆ ไม่ว่าจีน หรืออินเดีย จะส่งผลดีหรือเสียกับเรามากกว่ากัน

ปัญหาคือมันเปิดเสรีสินค้าประเภทใด เพราะข้อได้เปรียบของเอฟทีเออันหนึ่งคือ ความสามารถที่จะเลือกประเภทของสินค้า ที่จะเปิดเสรีระหว่างกันได้ จึงเป็นความตกลงเฉพาะเรื่อง ยื่นหมูยื่นแมวกัน เป็นที่พอใจทั้งสองฝ่าย แต่ทำให้มันเป็นข่าวไปก่อนว่าจะเปิดเสรีการค้าแล้วค่อยว่ากันต่อไปว่าที่เปิดแล้วเป็นอย่างไร เปิดต่อไปมันเป็นอย่างไร มีส่วนไหนจะเปิดอะไรเพิ่มขึ้นอีกได้หรือไม่ มันทำให้มีตัวเลข รัฐบาลก็มีตัวเลข ข้าราชการก็มีตัวเลข นักธุรกิจเองก็มีความรู้สึกว่ามีการดำเนินการในเรื่องต่างๆ ดังนั้นในระยะสั้นๆ เอฟทีเอก็เป็นเครื่องมือที่เรียกได้ว่าทุกฝ่ายได้รับผลประโยชน์ แต่ก็ต้องคำนึงถึงตัวแปรระยะยาวด้วย

สิ่งที่ต้องคำนึงถึงให้มากอย่างแรกคือ หากทำเอฟทีเอโดยหวังผลที่ไม่ใช่เพียงแค่ประเด็นทางจิตวิทยา ก็ต้องทำให้มันครอบคลุมกว้างขวาง แน่นอนว่าถ้าเป็นอย่างนั้นก็ต้องมีคนได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ การได้การเสียอย่างนี้ถ้ามันไม่โปร่งใส ไม่มีธรรมภิบาลพอ แน่นอนว่าก็ต้องมีคำถามว่า กลุ่มใดเป็นผู้ได้ประโยชน์ และกลุ่มใดเป็นผู้เสียประโยชน์ มีเงื่อนไขทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่ ซึ่งที่สุดแล้วมันจะนำมา ซึ่งคำถามเรื่องความโปร่งใส และธรรมาภิบาลซึ่งเป็นเรื่องใหญ่สำหรับการอยู่รอดในระยะยาว เรื่องเหล่านี้ต้องมีความชัดเจน เพราะที่สุดแล้วมันต้องเกิดความขัดแย้งในแง่ผลประโยชน์ขึ้นมาอย่างแน่นอน

ข้อต่อมาที่ต้องคำนึงถึงคือเมื่อเราทำเอฟทีเอกับประเทศใด ประเทศอื่นเขาก็รู้ว่ามีการเจรจากับใคร เปิดเสรีสินค้าประเภทใดให้แก่กัน พอประเทศอื่นเขามาเจรจากับเรา เขาก็หวังว่าเราจะเปิดเสรีสินค้าประเภทนั้น ให้กับเขาบ้าง เพราะฝนตกไม่ทั่วฟ้าคงไม่ได้ คำถามคือเมื่อเราเจรจากับประเทศในระดับใกล้เคียงกัน อำนาจต่อรองไม่แตกต่างกันมาก ก็ยื่นหมูยื่นแมวกันได้ง่าย แต่ถ้าเราไปเจรจากับมหาอำนาจโลก อย่างเช่นสหรัฐ คำถามคืออำนาจต่อรองของเราเป็นอย่างไร

ข้อสำคัญคือปัจจุบันนี้เป้าหมายในการทำเอฟทีเอของมหาอำนาจโลก มันไม่ใช่เรื่องทางเศรษฐกิจอย่างเดียว แต่มีการพ่วงเป้าหมายด้านความมั่นคง การเมือง และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเรื่องความร่วมมือ ด้านการต่อต้านการก่อการร้าย เมื่อมีการพ่วงเรื่องเหล่านี้เข้ามาแล้ว มันจะประเมินผลได้ผลเสียอย่างไร เพราะเรื่องความมั่นคง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และการก่อการร้ายมันเป็นเรื่องนามธรรมมาก มันไม่สามารถบอกได้ว่ามันดีเลวอย่างไรร้อยเปอร์เซ็นต์ มันขึ้นกับเรื่องทัศนคติส่วนตัว เมื่อเป็นอย่างนี้แล้วก็ยิ่งทำให้เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องโต้เถียง และจะกลายเป็นความขัดแย้งในแง่ผลประโยชน์ได้ง่ายขึ้น และถ้าเราทำอะไรที่เป็นการเสียเปรียบ ก็จะนำไปสู่การเปรียบเทียบ ของอีกหลายประเทศ ด้วยว่าทำไมถึงมีการเลือกที่รักมักที่ชัง

ประเด็นผมเห็นว่าเป็นสิ่งสำคัญคือทำอย่างไรที่จะให้เอฟทีเอสามารถเชื่อมเข้าหาเวทีพหุพาคีได้ ให้มันร้อยเรียงกันเป็นพหุพาคี หรือเป็นการเจรจาภายใต้กรอบของเวทีพหุพาคี เพราะในระยะยาวโลกอย่างไรก็ต้องอยู่ภายใต้กรอบของพหุภาคี

- เราตัดสินใจในการทำเอฟทีเอกับประเทศต่างๆ เร็วเกินไปหรือไม่

การบริหารข่าวดี จะไปได้ตลอดก็ต่อเมื่อข่าวดีนั้นเป็นข่าวดีที่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับ และสามารถเป็นจริงในทางปฎิบัติ เอฟทีเอมันเป็นแฟชั่นที่ต้องทำอยู่ แต่จะทำอย่างไรให้มันเชื่อมโยงกับวิสัยทัศน์พื้นฐาน ในการพัฒนาประเทศ ที่รัฐบาลทำอยู่เยอะแยะมากมายได้ ข้อสำคัญคือมันจำเป็นหรือไม่ที่ จะต้องมากระพือฟองสบู่ขึ้นมาอย่างรวดเร็ว และมากมาย จำเป็นหรือไม่ที่จะต้องมาปล่อยข่าวว่าจีดีพีจะโตขึ้น 8-10 เปอร์เซ็นต์ หรือจะให้จีดีพีมันโตพอสมควร แต่มันยั่งยืนยาวนานได้ ด้วยปัจจัยพื้นฐานระยะยาว หรือด้วยวิสัยทัศน์ระยะยาว ที่ไม่ได้หวังผลระยะสั้นอย่างเดียวจะดีกว่าหรือไม่ ซึ่งผมเชื่อว่าจะดีกว่าอย่างแน่นอนเพราะปัจจัยพื้นฐานเราไม่ได้ด้อยไปกว่าใคร แต่การหวังผลในระยะสั้น อาจจะไปทำลายผลประโยชน์ในระยะยาว

สภาวะฟองสบู่ เป็นเรื่องที่ไม่ได้เหนือความคาดหมาย ในเศรษฐกิจระบอบทุนนิยม ที่ต้องมีการบริหารข่าวสาร แต่ต้องพยายามให้เป็นฟองสบู่ ที่บริหารจัดการได้ มีสถาบันรองรับ การบริหารข่าวสารข้อมูลสามารถทำได้ แต่มันต้องเป็นข่าวดี ที่สะท้อนถึงปัจจัยพื้นฐาน ต้องเป็นเรื่องที่ยั่งยืน และไม่กระจุกตัวเฉพาะบางกลุ่มผลประโยชน์แล้ว จะสามารถทำอะไรได้อีกเยอะ อย่างไรก็ดี เนื่องจากปีหน้านี้จะมีการเลือกตั้งอย่างกว้างขวาง เอฟทีเอก็จะถูกนำไปใช้เป็นกลยุทธ์เพื่อนำไปสู่การได้รับคะแนนเสียงข้างมาก

หน้า 5

 

กลับหน้าแรก