|
แปรรูปไฟฟ้า
อย่าลวงประชาชน
ธงชัย มีนวล t.meenual@bbt.utwente.nl กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2547 ปี 2547 รัฐบาลมีเป้าหมายที่จะนำกิจการไฟฟ้าทั้งสามองค์กรคือ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าภูมิภาค (กฟภ.) เข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งมีมติคณะรัฐมนตรีในวันที่ 17 ก.พ.ที่ผ่านมา เห็นชอบการแปลงทุนของ กฟผ. เป็นทุนเรือนหุ้น และจัดตั้งบริษัท กฟผ.จำกัด (มหาชน) มีทุนจดทะเบียน 6 หมื่นล้านบาท ทำให้มีการอภิปรายถกเถียงกันถึงสาเหตุที่ต้องแปรรูปและประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากการแปรรูปการไฟฟ้ามากมาย จนเกิดกลุ่มคนสามกลุ่ม คือกลุ่มสนับสนุน กลุ่มคัดค้าน และกลุ่มที่ทั้งไม่สนับสนุนและไม่คัดค้าน ประเด็นที่ต้องการจะบอกกล่าวกับประชาชนไทยก็คือ เริ่มมีการบิดเบือน จัดฉาก และปั้นเค้ก เช่น หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องบางแห่งเริ่มโฆษณาชวนเชื่อแทนที่จะให้ข้อเท็จจริงที่ควรจะเป็น การดำเนินงานบางอย่างเป็นไปตามรูปแบบแต่ขาดสาระประโยชน์ ความพยายามขึ้นค่าไฟฟ้าก็สร้างความสับสนให้กับสาธารณชน ประการแรก แทนการบอกกล่าวกันตรงไปตรงมาจากผลดีที่จะเกิดขึ้นจากการแปรรูปการไฟฟ้า แต่กลับบอกว่าเป็นการเปิดโอกาสให้กับประชาชนเป็นเจ้าของกิจการ ทั้งที่โดยข้อเท็จจริงแล้วประชาชนทุกคน เป็นเจ้าของรัฐวิสาหกิจโดยทางอ้อมเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว โดยที่มีกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือสิทธิในทรัพย์สินของรัฐวิสาหกิจเหล่านั้นแทนประชาชน สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังการแปรรูปก็คือ การไฟฟ้าจะมีความเป็นสาธารณะน้อยลงเพราะถูกตัดแบ่งไปให้เป็นทรัพย์ส่วนบุคคลของคนกลุ่มหนึ่งในรูปของหุ้น แม้ว่านายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะยืนยันว่าไม่ได้เป็นการขายรัฐวิสาหกิจ (ทั้งองค์กรในกรณีของ กฟผ.) ก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงที่จะเกิดขึ้นก็คือ เป็นการตัดแบ่งขายให้กับนักลงทุน ประการที่สอง การจัดทำสิ่งที่เรียกกันว่าประชาพิจารณ์ ทั้งที่วัตถุประสงค์หลักอย่างหนึ่งของการทำประชาพิจารณ์คือ การรับความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย แต่สิ่งที่ปรากฏในความพยายามของ กฟผ. กลับกลายเป็นเวทีให้หน่วยงานภาครัฐเป็นฝ่ายพูด มากกว่าที่จะเป็นผู้รับฟัง จึงเป็นการโฆษณาชวนเชื่อมากกว่าการทำประชาพิจารณ์ ประการที่สามเกี่ยวกับความพยายามในการขึ้นราคาค่าไฟในรูปของราคาค่าไฟผันแปร (เอฟที) ในประเด็นนี้คุณปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ได้เขียนบทความให้ข้อเท็จจริง ตั้งข้อสังเกต และให้ข้อเสนอแนะให้เห็นข้อเท็จจริงหนึ่งก็คือ ?ในการจัดเตรียมตัวเลขค่าไฟฟ้านั้น ปรากฏว่าค่าไฟฟ้าขายส่งจะต้องเพิ่มขึ้นประมาณ 10% ในปี 2547 เพื่อให้ฐานะการเงินของ กฟผ. ดีเพียงพอและเป็นที่สนใจของผู้ลงทุน โดยมีการใช้ผลตอบแทนการลงทุนในระดับ 9% เป็นเกณฑ์?? เมื่อเป้าหมายชัดเจนอย่างนั้นแล้วสิ่งที่ตามมาก็คือการหาวิธีการหรือเหตุผลที่สวยหรูในการขึ้นค่าไฟ ทั้งที่ก่อนหน้านี้มีการตรึงค่าไฟไว้ ส่วนเหตุผลที่ยกขึ้นมาเพื่ออ้างจะขึ้นค่าไฟก็ ?เนื่องจากแหล่งก๊าซเยตะกุนในพม่าไม่สามารถส่งมอบก๊าซได้ตามสัญญา... แม้ว่าผู้ซื้อจะมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ก็ไม่สามารถผลักภาระให้ผู้ผลิตได้? จะเห็นว่าแทนที่จะให้ กฟผ. รับภาระจากสิ่งที่เกิดขึ้นนี้เอง แต่มีความพยายามจะผลักภาระนี้ให้กับประชาชนผู้ใช้ไฟ เพื่อเอาใจนักลงทุน กลไกการกำหนดอัตราค่าไฟที่ใช้ปัจจุบัน อาจจะใช้งานได้ดีในกิจการไฟฟ้าผูกขาดที่รัฐเป็นเจ้าของ ปัญหาที่บุคคลในแวดวงพลังงานไฟฟ้าห่วงใยภายใต้เงื่อนไขนี้คือ ราคาค่าไฟจะถูกเกินไป เนื่องจากการแทรกแซงของฝ่ายการเมือง ที่จะกำหนดให้ราคาค่าไฟฟ้าถูกลงเพื่อเป็นประเด็นหนึ่งในการหาเสียง ในภาวะดังกล่าวหากราคาค่าไฟถูกเกินไปกิจการไฟฟ้าก็ไม่สามารถเลี้ยงตัวเองได้ และไม่มีเงินทุนที่จะปรับปรุง พัฒนาเสริมสร้างระบบไฟฟ้าให้ดีขึ้น แต่ถ้าการแปรรูปกิจการไฟฟ้าตามรูปแบบที่ดำเนินอยู่ เริ่มแรกรัฐจะถือหุ้นทั้งหมด หลังจากนั้นจะขายหุ้นส่วนหนึ่งในตลาดหลักทรัพย์ให้กับนักลงทุนเอกชน เมื่อถึงตอนนั้นประเด็นที่เป็นห่วงเกี่ยวกับราคาค่าไฟ ก็คือ ราคาค่าไฟจะแพงเกินไป เนื่องจากผู้ถือหุ้นจะพยายามทุกวิถีทางที่จะทำให้ราคาค่าไฟแพงที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ สาเหตุที่เป็นอย่างนี้เป็นเพราะความพยายามที่จะเพิ่มราคาค่าไฟ จะมีกิจกรรมที่ต้องดำเนินการน้อยกว่าความพยายามที่จะลดต้นทุนทั้งหมดที่จะใช้การผลิตไฟฟ้า แม้จะมีความพยายามแสดงความคิดเห็นและเรียกร้องผ่านสื่อสาธารณะต่อเนื่องเป็นระยะๆ เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบการแปรรูปการไฟฟ้าสร้างความชัดเจนเกี่ยวกับรูปแบบโครงสร้างอุตสาหกรรมพลังงานไฟฟ้า การกำกับดูแล และกลไกการกำหนดอัตราค่าไฟ แต่ข้อเสนอแนะเหล่านี้ และมิติทางสังคมอื่นๆ กลับไม่ได้รับความสนใจอย่างมีนัยสำคัญ แต่จุดสนใจกลับไปอยู่ที่ประเด็นการเงิน เช่น (ก) รัฐบาลต้องการลดภาระหนี้ที่จะเกิดจากการขยายการลงทุน โดยให้นักลงทุนเป็นผู้รับภาระเหล่านี้แทน และ (ข) ปริมาณเม็ดเงินที่รัฐบาลได้จากการขายหุ้น เป็นต้น ประเด็นเหล่านี้กลับมีความสำคัญต่อรัฐบาลนิยมทุนสูงเป็นอย่างยิ่ง ประเด็นร้อนแรงในขณะนี้ก็คือการชุมนุมประท้วงคัดค้านการแปรรูป กฟผ. เป็นบริษัทมหาชนของพนักงาน ข้อเขียนนี้ต้องการให้ท่านนายกฯ ฉุกคิด ในประเด็นต่างๆ ที่เป็นข่าวอยู่ในขณะนี้ ก่อนที่ตัดสินใจอย่างหนึ่งอย่างใด ประเด็นแรก ท่านกล่าวว่า ?...ความจริงการกระจายหุ้น กฟผ. ถือว่าพนักงานทุกคนได้ประโยชน์ เพราะทุกคนได้หุ้น...? ท่านควรฉุกคิดกลับว่า ทำไมพนักงานที่แม้จะได้หุ้นได้ประโยชน์ จึงยังต่อต้านการแปรรูปอย่างแข็งขัน หรือเป็นเพราะรูปแบบการแปรรูปในขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจน และโปร่งใสที่จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนผู้ใช้ไฟอย่างเพียงพอ หรือไม่? อย่าคิดเอาเงินเป็นประเด็นใหญ่เพราะจะเสียประโยชน์โดยรวมของประเทศชาติ ประเด็นที่สอง การแก้ไขการชุมนุมประท้วงกับภาวะผู้นำของผู้บริหารระดับสูงนั้น ไม่ใช่เรื่องที่จะเป็นเหตุเป็นผลสัมพันธ์กันโดยตรง ต้องไม่ลืมไปว่าการชุมนุมประท้วงโดยสันติเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่สามารถกระทำได้ หากจะใช้ตรรกะในลักษณะอย่างนี้ ลองคิดดูว่า หากแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ได้ แสดงว่าผู้บริหารระดับสูงขาดภาวะผู้นำ ใช่หรือไม่? ขณะที่ผู้ก่อการร้ายใน 3 จังหวัด เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายอย่างอุกอาจและท้าทายอำนาจรัฐอย่างชัดเจน ประเด็นที่สาม เกี่ยวกับค่าไฟที่ถูกลงนั้น เคยเกิดขึ้นมาแล้วในประเทศไทยของเราเอง ในยุคเริ่มแรกที่มีการก่อตั้งการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคในขณะนั้น ได้มีความพยายามที่จะแปรรูปกิจการไฟฟ้าที่เป็นของเอกชนหรือเป็นของเทศบาลมาเป็นของ กฟภ. (มีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจ เหมือนปัจจุบัน) ผลการแปรรูปกิจการไฟฟ้าด้วยภูมิปัญญาแบบไทยในครั้งนั้น พบว่า ค่าไฟฟ้าที่ขายให้กับประชาชนลดลงต่อเนื่องตลอด10 ปี (2503 - 2513) ผลงานนี้ถือว่าเป็นความภาคภูมิใจของรัฐบาลในยุคนั้นเป็นอย่างยิ่ง ที่จะให้บริการพลังงานไฟฟ้ากับประชาชนในราคาถูก จึงอยากถามรัฐบาลนี้ว่ารัฐบาลภาคภูมิใจที่ได้ปลดภาระทางการเงินในรูปหนี้สาธารณะ และจำนวนเม็ดเงินที่ได้จากการขายหุ้นกิจการไฟฟ้า โดยที่ปล่อยให้ผู้ใช้ไฟทั้งประเทศประมาณ 14 ล้านราย อกสั่นขวัญแขวน ต้องลุ้นระทึกว่าค่าไฟที่พวกเขาต้องจ่ายจะเพิ่มขึ้น เพราะฤทธิ์เดชของผู้ถือหุ้นเอกชนที่แสวงหากำไรสูงสุด อย่างนั้นหรือ? ถึงเวลาที่รัฐบาลจะทบทวนอย่างจริงๆ จังๆ หรือยังว่า การแปรรูปกิจการไฟฟ้าในครั้งนี้นั้น เพื่อวัตถุประสงค์อันใด เพื่อประโยชน์ของใคร เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ ประชาชนผู้ใช้ไฟ การไฟฟ้าและพนักงาน หรือเพื่อใครกันแน่?
|
| กลับหน้าแรก |